ประโยชน์ของผึ้งและน้ำผึ้ง

ผงนั้นเป็นแมลงมีปีกจำนวนหนึ่ง มีเหล็กในที่ก้น ต่อยปวด ถ้าถูกต่อยมากๆ อาจถึงตายได้ ผึ้งเก็บเรณูเกสรดอกไม้มาทำน้ำหวาน เรียกว่าน้ำผึ้ง มีหลายชนิด มีอยู่ทั่วไป ในภูมิประเทศที่มีอากาศอบอุ่นหรืออากาศร้อน แต่ในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาว บางแห่งผึ้งก็มีชีวิตอยู่ได้น้ำผึ้ง

ศัพท์ที่ใช้เรียกผึ้งมีอยู่หลายคำ เช่น ภมร ว่าแมลงผึ้งหรือแมลงภู่ ภุมระ, ภุมริน หรือ ภมริน ก็แปลว่าผึ้ง ส่วนผึ้งตัวเมียนั้น เรียกภมรีหรือภุมรีก็ได้ นอกจากนี้ เพราะผึ้งเป็นแมลงที่ทำนํ้าหวาน ดังนั้น ผึ้งจึงมีศัพท์เรียกไปตามความหมายว่า ทำน้ำหวานอยู่หลายคำ คือ มธุกร ผู้ทำน้ำหวานคือผึ้ง มธุกรี ผึ้งตัวเมีย เป็นต้น

ผึ้งเป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในพวก อาร์โทรโปดา (phylum Arthropoda) คือประเภทของแมลง อยู่ในลำตัวเช่นเดียวกับจำพวกต่อแตน แบ่งรายละเอียดออกไปทางตามชนิดและพันธุ์ต่างๆ อีกมากชนิด เท่าที่ปรากฏมีผู้เลี้ยงกันมากในต่างประเทศคือพันธุ์ดังต่อไปนี้
๑. Ilalian Bee (Apismellifca)
๒. Balck Bee
๓. Cyprian Bee
๔. Carniolan Bee
๕. Caucasian Bee

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ผึ้งนั้นเขาเลี้ยงกันด้วยหรือ เคยเห็นหรือได้ยินว่าผึ้งนั้นมันอยู่ในป่า ถึงเวลาเราก็เก็บน้ำผึ้งเอามาเท่านั้นเอง ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในต่างประเทศนั้น บางประเทศไม่มีป่าที่จะให้ผึ้งอาศัยอยู่แล้ว เขาจึงต้องปลูกไม้ดอก แล้วเอาผึ้งมาเลี้ยงไว้แล้วเก็บน้ำผึ้งมาขายอีกต่อหนึ่ง สำหรับประเทศไทยเรา ก็มีผู้เลี้ยงผึ้งกันแล้วหลายราย และก็ปรากฏว่าได้ผลดี จึงควรจะทราบไว้ เพื่อประดับความรู้หรืออาจจะเป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพของท่านบ้างก็ได้ เพราะคนเราเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ตามสถิติกล่าวว่า คนไทยนั้นเกิดชั่วโมงละ ๑๘๐ คน หมายความว่าทุกๆ ๓ นาทีจะมีเด็กคลอดออกมาเพื่อแย่งการ ทำมาหากินเป็นจำนวน ๑ คน ปีหนึ่งมีคนเพิ่มขึ้นในประเทศไทย เป็นจำนวนล้านกว่าคน แล้วอาชีพที่เราเคยทำอยู่ทุกวันนี้จะไปเพียงพออะไรกับจำนวนพลเมืองที่เพิ่มขึ้นเล่า ดังนั้น เรื่องของอาชีพ เราจะคิดทำแต่เพียงที่บรรพบุรุษของเราเคยทำมานั้นย่อมไม่เพียงพอ ควรที่พวก เราจะต้องพยายามแสวงหาความรู้ในเรื่องอาชีพให้แปลกๆ ออกไปกว่าที่บรรพบุรุษของเราเคยทำมา จึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้

ผึ้งนั้นให้ประโยชน์แก่เราหลายประการ เท่าที่เห็นได้ชัดก็คือ มันให้น้ำผึ้งและขี้ผึ้งแก่เรา น้ำผึ้งนั้นเป็นอาหารและเป็นยาอันวิเศษประการหนึ่ง สำหรับน้ำผึ้งที่ว่าเป็นอาหารนั้นไม่มีปัญหาอะไร เพราะถ้าท่านลองรับประทานนํ้าผึ้งกับขนมปังตอนเช้าแล้ว ท่านจะรู้สึกว่า มีรสโอชาขนาดไหน แต่ส่วนใหญ่ของคนไทยเรารับประทานน้ำผึ้งเป็นยาเสียมากกว่า ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าน้ำผึ้งนั้นเป็นยาอายุวัฒนะและเป็นยาเพิ่มพลังของท่านชาย คนที่มีอายุล่วงเลยสี่สิบปีขึ้นไป จึงแสวงหาน้ำผึ้งมารับประทานกัน วิธีรับประทานน้ำผึ้งเท่าที่สอบถามมาก็มีหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่จะรับประทานตอนเช้าหรือก่อนนอนแทบทั้งสิ้น คือรับประทานน้ำผึ้งก่อนเข้านอน สักสองช้อนกาแฟแล้วดื่มนํ้าตามเข้าไปสักหนึ่งถึงสองแก้ว หรือบางท่านอาจจะไม่ชอบรสของน้ำผึ้งล้วนๆ ก็เอาน้ำผึ้งละลายในน้ำร้อนก็ใช้ได้เหมือนกัน อีกวิธีหนึ่งก็คือเอากล้วยตากมาแช่กับน้ำผึ้งแล้วรับประทานกล้วยตากนั้นครั้งละหนึ่งถึงสองผลตอนเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ ว่าทำให้ร่างกายแข็งแรง นอนหลับสบาย เรื่องดื่มน้ำผึ้งก่อนนอนนี้ ดูเหมือนจะได้ผลดีในทางทำให้นอนหลับแล้วตื่นขึ้นอย่างสดชื่นจริงๆ ท่านที่ยังไม่เคยทดลองจะลองดูก็ได้ โบราณท่านยังถือว่าเด็กอ่อนนั้น ถ้าจู้จี้กวนใจมากนัก มักไมค่อยจะนอนก็เอาน้ำผึ้งป้ายลิ้นเข้า รับรองว่าจะหลับปุ๋ยทีเดียว ยาอายุวัฒนะของไทยเรา เกือบทุกขนานต้องมีน้ำผึ้งเป็นกระสาย สรรพคุณของน้ำผึ้งจะมีอะไรอีกบ้างนั้น สุดที่จะนำมาพรรณนาในที่นี้ให้หมด เพราะว่าน้ำผึ้งเป็นที่นิยมของคนเราและเป็นสิ่งที่หาได้ยากนี่เอง น้ำผึ้งปลอมจึงเกิดมีขึ้นอยู่ทั่วไป น้ำ ผึ้งปลอมนั้นนอกจากไร้คุณค่าทางอาหารแล้ว ยังเกิดโทษแก่ผู้บริโภคเสียอีก เพราะเป็นการเพิ่มน้ำตาลในเส้นเลือดมากขึ้น ผิดกับน้ำผึ้งซึ่งปราศจากโทษที่น้ำตาลให้แก่มนุษย์ จึงควรจะระวังเรื่องนํ้าผึ้งปลอมไว้ให้มาก

วิธีดูนํ้าผึ้งปลอมก็เห็นจะไม่มีอะไรดีไปกว่า การชิมดู บางท่านว่าลองหยดน้ำผึ้งลงแก้วน้ำ ถ้าละลายทันทีเป็นของปลอม ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะตกลงอยู่ก้นแก้วโดยจะไม่ละลายทันที บางท่านว่าให้หยดน้ำผึ้งลงบนกระดาฟาง ถ้าซึมหายไปในชั่วเวลาอันสั้นก็เป็นของปลอม ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะหยดอยู่บนกระดาษนานไม่ซึมง่ายๆ เท็จจริงอย่างไรก็ลองดูเถิด

นํ้าผึ้งในประเทศของเรานั้นส่วนใหญ่ได้จากผึ้งที่ทำรังตามธรรมชาติ ซึ่งก็หายากขึ้นทุกวัน เพราะผึ้งนั้นทำรังอยู่ตามป่า และป่าของเรานั้น ถูกทำลายจนเกือบหมดประเทศอยู่แล้ว พวกผึ้งก็หาที่ทำรังยากขึ้น เราจึงหานํ้าผึ้งธรรมชาติยากขึ้น และก็ราคาแพงมากขึ้นด้วย ดังนั้น เราจึงหันมาเลี้ยงผึ้งกันมากขึ้น

การเลี้ยงผึ้งนั้น มีผู้นำผึ้งพันธุ์ต่างประเทศที่กล่าวมาแล้วมาเลี้ยงเหมือนกันแต่ไม่มีความอดทน เหมือนนำผู้หญิงฝรั่งมาเลี้ยงเป็นภรรยาคนไทยนั่นแหละเลิกกันไปแล้วมากราย เพราะทนต่อดินฟ้าอากาศของเมืองไทยไม่ไหว ดังนั้น จึงมีผู้นำผึ้งของไทยเราเองมาเลี้ยงกลับได้ผลดีกว่าผึ้งพันธุ์ต่างประเทศ

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การเลี้ยงปลาจีน

ปลาจีนที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายขณะนี้มีอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน คือ เฉาฮื้อ ลิ่นฮื้อ และซ่งฮื้อ พันธุ์ปลาจีนทั้ง ๓ ชนิดนี้สามารถเพาะพันธุ์ขึ้นในเมืองไทยได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำพันธุ์ปลามาจากเมืองจีน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด แต่ก่อนนี้การนำพันธุ์ปลาจีนเข้ามายังเมืองไทย พ่อค้าต้องไปรับซื้อลูกปลาจากชาวประมงที่มีอาชีพปลาจีนจับลูกปลาในแม่น้ำไซกัง เมื่อซื้อแล้วก็นำมาเลี้ยงไว้ในบ่อตามที่ต่างๆ พ่อค้าบางรายก็รวบรวมลูกปลาลำเลียงขนส่งไปยังเมืองท่าฮ่องกง แล้วนำส่งไปขายยังประเทศต่างๆ ในเอเชียซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วยโดยทางเรือ ซึ่งนับว่าเป็นภาระมากและกินเวลานาน พันธุ์ปลาที่นำเข้ามาโดยวิธีนี้มักเป็นพันธุ์ปลาที่มีขนาด ๒-๓ นิ้ว ซึ่งได้กักขังเอาไว้ให้มีขนาดคงที่เพื่อสะดวกในการลำเลียง

เมื่อการคมนาคมทางอากาศเจริญขึ้น จึงได้มีการขนส่งพันธุ์ปลาจีนทางอากาศ เพราะสะดวกและรวดเร็ว กับทั้งพันธุ์ปลาที่ส่งเข้ามาก็เป็นปลารุ่นใหม่มีความแข็งแรงดี เหมาะแก่การเลี้ยงอย่างยิ่ง ปรากฏว่าทำความพอใจให้แก่ผู้เลี้ยง เป็นการสนับสนุนให้มีการเลี้ยงปลาเป็นการค้าขึ้น

ฤดูวางไข่ของปลาจีนเหล่านี้เริ่มแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ฉะนั้นผู้ที่สั่งซื้อพันธุ์ปลาในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ทางฮ่องกงจะส่งให้ได้เฉพาะปลาซึ่งมีความยาวขนาด ๑/๒-๑ ๑/๒ นิ้ว แต่พันธุ์ปลาขนาดเล็กเช่นนี้ย่อมจะได้รับอันตรายมากเช่นเดียวกับลูกไก่ จะต้องคอยดูแลระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อมิให้ศัตรูมาทำลายหรือรบกวนได้ และยังต้องระมัดระวังในเรื่องการเลี้ยงดูให้อาหาร เพราะถ้าให้มากหรือน้อยเกินไปและไม่ถูกต้องตามเกณฑ์แล้ว อันตรายย่อมเกิดขึ้นได้ สำหรับลูกปลานั้นศัตรูที่จะทำอันตรายก็มีปลาช่อน ปลาชะโด ปลาไหล งู กบ และนก เป็นต้น แต่ก็สามารถที่จะช่วยเหลือป้องกันได้ ในเรื่องการให้อาหารนั้น ชาวไทยที่นิยมเลี้ยงปลาจีนยังไม่มีความชำนาญพอ เพราะเท่าที่เคยซื้อพันธุ์ปลามาเลี้ยงแต่ก่อนๆ นั้น ส่วนมากมีขนาดตั้งแต่ ๓ นิ้วขึ้นไป ซึ่งสามารถจะกินอาหารเช่นเดียวกับปลาใหญ่ได้แล้ว จึงไม่ค่อยมีเรื่องที่จะต้องวิตกกังวลในการเลี้ยงเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นปลาขนาด ๑/๒ – ๒ ๑/๒ นิ้ว ควรจะต้องพิถีพิถันในการเลี้ยงให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อาหารเหตุนี้จึงเกรงว่าผู้ที่สั่งซื้อพันธุ์ปลาขนาดเล็กไปเลี้ยงจะไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เท่าที่ได้อกไปติดตามดูวิธีการเตรียมบ่อ การเลี้ยงปลา ปรากฏว่าบางรายก็ได้ผลบางรายก็ไม่ได้ผล จึงได้ร่วมกันจัดทำคำแนะนำนี้ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะเลี้ยงปลาจีนแก่ผู้สนใจตามสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะเลี้ยงปลาเพื่อหวังผลกำไรจำเป็นต้องทราบถึงวิธีการป้องกันศัตรู ตลอดจนการเตรียมบ่อ การให้อาหาร และการแบ่งลูกปลาจำหน่ายด้วย เพราะผลกำไรที่ผู้เลี้ยงจะได้รับแบ่งเป็นสองตอนคือ

ก. การเลี้ยงเพื่อจำหน่ายปลาพันธุ์ (ขนาด ๓-๖ นิ้ว) ซึ่งหมายถึงการเลี้ยงปลาขนาด ๑/๒ นิ้ว ถึง ๖ นิ้ว ในระยะเวลาไม่เกิน ๒ เดือนแล้ว จำหน่ายให้ผู้เลี้ยงนำไปเลี้ยงเป็นปลาใหญ่ต่อไป

ข. การเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นปลาเนื้อ  ซึ่งหมายถึงการเลี้ยงปลาขนาดตั้งแต่ ๕ นิ้ว ถึง ๖ นิ้วขึ้นไป จนออกสู่ตลาดได้ (น้ำหนักอย่างต่ำ ๑ ก.ก.) ประมาณระยะเวลาเลี้ยงตั้งแต่ ๖ ถึง ๑๐ เดือน ทั้งนี้สุดแล้วแต่ความสมบูรณ์ของอาหารและความสัมพันธ์ของผิวน้ำกับจำนวนปลาที่ปล่อยแต่ละบ่อ

ก. การเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นปลาพันธุ์
๑. การเตรียมบ่อสำหรับปลาเล็ก
สมมติว่าท่านจะสั่งลูกปลาจีนในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นลูกปลาประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว (ปลาเฉา ๑,๔๐๐ ตัว ปลาลิ่นและปลาซ่งอย่างละ ๓๐๐ ตัว) ส่วนมากมักเป็นลูกปลาขนาด ๑/๒ – ๑ ๑/๒ นิ้ว ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือ

๑. บ่อสำหรับเลี้ยงลูกปลาไม่จำเป็นจะต้องเป็นบ่อใหญ่ เพราะจะต้องมีการดูแลระวังรักษา ตลอดจนการให้อาหารอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นบ่อที่เหมาะแก่การเลี้ยงลูกปลา จึงควรเลือกบ่อขนาดเนื้อที่ ๔๐๐ ตารางเมตร รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อสะดวกในการใช้เครื่องมือจับด้วย ก่อนที่จะปล่อยพันธุ์ปลาควรระบายน้ำออกจากบ่อ ขุดลอกเอาเลนขึ้น ดายหญ้าตามขอบบ่อให้สะอาด เพื่อมิให้เป็นที่อาศัยของศัตรูของลูกปลา และเพื่อความแน่ใจควรราดน้ำโล่ติ๊นลงในบ่อ เพื่อฆ่าศัตรูที่หลบซ่อนอยู่ในบ่อให้หมด

วิธีทำน้ำโล่ติ๊น ใช้โล่ติ๊นสดหรือแห้ง ๑ ก.ก. ทุบหรือตำแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ ๓ ชั่วโมง แล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำโลติ๊นที่มีสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมราดลงในบ่อ

๒. ระบายน้ำเข้าบ่อให้มีระดับน้ำลึกเพียงครึ่งเมตร และปล่อยน้ำให้ขังอยู่ในบ่อประมาณ ๗-๑๐ วัน พิษของโลติ๊นจะจางหายไป หลังจากนี้ควรใส่กากถั่วลิสงลงไปในบ่อ เพื่อเป็นปุ๋ยช่วยให้เกิดไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ซึ่งเป็นอาหารอย่างดีสำหรับลูกปลา

บ่อที่มีขนาดเดียวกันนี้ วันแรกควรใส่กากถั่วลิสง ๒ กิโลกรัม ต่อมาอีก ๓ วันก็ใส่ลงไปอีก ๒ กิโลกรัม ทิ้งไว้ประมาณ ๗ วัน น้ำก็จะมีสีเขียวเหมาะแก่การเลี้ยงลูกปลา

การใส่กากถั่วลิสงลงในบ่อควรนำมาแช่น้ำไว้ ๑ คืน เพื่อให้ยุ่ยก่อนแล้วจึงนำไปราดให้ทั่วบ่อ หรือเพื่อประหยัดโดยมิต้องสิ้นเปลืองเงินค่าซื้อกากถั่วลิสง ก็สามารถจะหามูลสัตว์มาใส่ในบ่อแทนกากถั่วก็ได้ เช่น มูลไก่ มูลเป็ด มูลวัว มูลหมู และมูลควาย เป็นต้น เพราะมูลสัตว์เหล่านั้นจะทำให้เกิดไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ซึ่งอาจเป็นอาหารลูกปลาได้เช่นเดียวกัน มูลสัตว์เหล่านี้ นอกจากจะไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถจะหาได้สะดวกด้วย

การใส่มูลสัตว์ในบ่อปลา จะเริ่มใส่ภายหลังจากใส่โล่ติ๊นแล้ว ๗ วัน โดยใช้มูลหมู มูลเป็ด มูลวัว และมูลควาย อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะผสมกันหลายอย่างก็ได้สุดแต่จะสะดวก แต่ต้องเป็นมูลแห้งประมาณ ๓๐-๔๐ กก. โรยให้ทั่วก้นบ่อ ซึ่งมีน้ำเพียงเล็กน้อย หรือลึกไม่เกินกว่า ๒๐ ซ.ม. ทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑๐ วัน พวกตะไคร่น้ำหรือที่เรียกว่าขี้แดดก็จะเกิดขึ้นในบ่อ หากต้องการจะให้เกิดตะไคร่น้ำเร็วขึ้น ก็ควรผสมรำละเอียดกับมูลสัตว์ดังกล่าว ๕ กก. ด้วย หลังจากนั้นจึงเปิดน้ำเข้าบ่อตามความต้องการ (สำหรับปลาเล็ก น้ำไม่ควรลึกเกินกว่า ๑ เมตร)

ถ้าเป็นบ่อขุดใหม่การใส่โล่ติ๊นก็ไม่จำเป็น เพราะบ่อใหม่ย่อมไม่มีศัตรู แต่ควรใส่ปูนขาวเพื่อแก้ความเป็นกรดของดินให้จืดจางหรือหมดไป โดยใช้ปูนขาวโรยในอัตราส่วน ๑ กก. ต่อเนื้อที่บ่อ ๑๐ ตารางเมตร เมื่อความเป็นกรดของดินหมดประมาณ ๒-๓ วัน จึงเริ่มเพาะตะไคร่น้ำตามวิธีดังกล่าวข้างต้น สำหรับบ่อใหม่การเพาะตะไคร่น้ำควรจะหาเชื้อตะไคร่น้ำจากที่อื่นมาใส่บ้าง เพื่อให้ตะไคร่น้ำเกิดเร็วยิ่งขึ้น เชื้อตะไคร่น้ำจะได้จากน้ำที่มีสีเขียวหรือขี้แดดจากที่อื่นทั่วไป

๒. การปล่อยลูกปลาลงในบ่อ
เมื่อรับลูกปลามาแล้ว ควรถ่ายออกจากภาชนะที่ลำเลียงมาพักในถาดสังกะสี (ขนาด ๑x๒x๐.๓๐ ม.) ซึ่งเตรียมไว้ ไม่ควรปล่อยลงไปในบ่อเลยทีเดียว เพราะปลาบางตัวอาจจะอ่อนเพลียไม่แข็งแรงพอ ทำให้สังเกตอาการกิริยาไม่สะดวก และอีกประการหนึ่งจะเห็นและทราบจำนวนปลาตายเนื่องจากบอบช้ำในเวลาลำเลียงได้แน่ชัด เมื่อขังปลาไว้นานประมาณ ๒ ชั่วโมงแล้ว หากปลาว่ายกระจายกันอยู่ทั่วไปและดูแข็งแรงประเปรียวดีขึ้นจึงค่อยนำไปปล่อยลงบ่อได้

๓. การให้อาหาร
๑. ในวันแรกที่ปล่อยปลา ยังไม่ควรให้อาหารอะไรเลย ต่อมาวันที่ ๒-๓ และ ๔ ตอนเช้าให้ไข่ ๑๕ ฟอง ส่วนตอนบ่ายให้แป้งข้าวสาลีประมาณ ๑/๒ กิโลกรัม กระทำเช่นนี้เหมือนกันทั้ง ๓ วัน

วิธีการให้ไข่ ใช้ไข่เป็ด ๑๕ ฟอง เอามาต้มให้สุกแล้วแกะเอาเฉพาะไข่แดงใส่ในชามแล้วใช้มือบี้ให้ละเอียด เมื่อเห็นว่าละเอียดดีแล้วเติมน้ำพอสมควร คนจนกระทั่งเข้ากันดีและไม่เป็นก้อน ดีดลงบนผิวน้ำพยายามให้ออกไปกลางบ่อ ลูกปลาที่แข็งแรงอยู่ในน้ำเมื่อได้กลิ่นคาวจากไข่จะขึ้นมากินบนผิวน้ำและว่ายตามไข่ที่กำลังจมลงสู่ก้นบ่ออีก ให้ไข่นี้ไปจนหมดชาม

วิธีให้แป้งสาลี การให้จะใช้วิธีโปรย หรือสาดลงบนผิวน้ำกลางๆ บ่อ หรือจะเอาแป้งใส่ลงในตะแกรงหรือแร่งทองเหลืองแล้วเขย่าให้ร่วงลงบนผิวน้ำก็ได้ ลูกปลาก็จะขึ้นมากินแป้งเช่นเดียวกับไข่

ต่อมาวันที่ ๕-๖-๗ และ ๘ ตอนเช้าและบ่ายเวลาเดียวกันเลิกให้ไข่ แต่ให้แป้งสาลีแทน ๑ กิโลกรัมต่อวัน ปฏิบัติอยู่เช่นนี้ทั้ง ๔ วัน ครั้นถึงวันที่ ๗ หรือในระยะเวลา ๒ สัปดาห์ จะสังเกตเห็นว่าผลของการให้อาหารที่ถูกต้องดังกล่าวนี้ ปลาจะโตขึ้นโดยมีความยาว ๑ ๑/๒ นิ้ว ถึง ๒ ๑/๒ นิ้ว

ต่อจากนี้ไปเมื่อเห็นปลาแข็งแรงดีแล้ว ถ้าในบ่อนั้นมีปลาเฉาจำนวนมาก และมีปลาลิ่นกับปลาซ่งจำนวนน้อย เริ่มหัดให้ปลาเฉากินแหนได้แล้ว ส่วนแป้งสาลีก็เลิกให้ การให้แหนควรให้ครั้งเดียวในตอนเช้า ให้ครั้งละครึ่งปีบ วันต่อๆ ไปก็ให้เพิ่มขึ้นหรือลดปริมาณบ้างตามสมควร ข้อสำคัญอย่าให้มากเกินไป เพราะลูกปลาเฉาเป็นปลาที่กินไม่รู้จักอิ่ม เมื่อกินเข้าไปมากอาจจะทำให้แน่นท้องถึงตายได้ เมื่อปลาอายุได้ ๒-๓ เดือน ก็หัดให้กินสาหร่าย หรือผักกาดและหญ้าหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

ถ้าในบ่อมีเฉพาะปลาลิ่นและปลาซ่ง หรือปลาเฉาปนอยู่บ้างแต่เป็นจำนวนน้อยแทนที่จะให้แหนควรหัดให้กินกากถั่วลิสงแทน โดยให้กินวันละประมาณ ๒ กิโลกรัม ให้เวลาเช้าเพียงครั้งเดียว

วิธีการให้กากถั่วลิสง นำมาแช่น้ำก่อน ๑ คืน เมื่อเห็นว่าเปื่อยยุ่ยดีแล้วจึงเอาไปวางบนแป้นหรือใส่ตะแกรง จะใช้เข่งปลาทูเป็นแป้นชั่วคราวก็ได้ ให้อยู่ใต้น้ำลึกประมาณ ๑ ฟุต การให้กากถั่วลิสงวิธีนี้ ใช้เฉพาะเมื่อเริ่มหัดให้กินใหม่ๆ ประมาณ ๒ สัปดาห์ ต่อจากนั้นไม่จำเป็นต้องใส่กากถั่วบนแป้งหรือตะแกรง เมื่อแช่กากถั่วแล้วตอนเช้านำไปสาดให้กินทั่วๆ บ่อได้เลย การให้อาหารจำพวกกากถั่วลิสงนี้ สุดแต่อาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อจะมากหรือน้อย เมื่อเห็นว่าจุลินทรีย์เกิดขึ้นในบ่อมาก ก็ควรลดจำนวนกากถั่วลงบ้าง ถ้ามีน้อยก็เพิ่มกากถั่วขึ้น การที่จะรู้ได้ว่าในบ่อนั้นมีอาหารธรรมชาติมากหรือน้อยโดยสังเกตจากสีของน้ำ ถ้าน้ำสีเขียวแสดงว่าน้ำดีมีอาหารธรรมชาติมาก ถ้าน้ำสีขาวและมีฝ้าบนผิวน้ำแสดงว่าน้ำไม่ดีจะต้องระบายออกเปลี่ยนน้ำใหม่

๔. การป้องกันศัตรู
นอกจากการใส่โล่ติ๊นเพื่อกำจัดศัตรูดังได้กล่าวมาในขั้นการเตรียมบ่อก่อนปล่อยปลาแล้ว ยังมีศัตรูภายนอกคอยทำอันตรายลูกปลาที่พบอยู่เสมอ เช่น นก งู และกบ เป็นต้น ศัตรูจำพวกนี้จะเกิดมีขึ้นเมื่อได้ปล่อยปลาลงเลี้ยงแล้ว ฉะนั้น เพื่อที่จะให้การเลี้ยงปลาได้ผลดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องหาวิธีป้องกันศัตรูเหล่านี้ไม่ให้ทำอันตรายปลาที่เลี้ยงสำหรับศัตรูจำพวกกบ และงู ควรจะมีลวดตาข่ายถี่หรือสิ่งที่ใช้แทนกันได้ล้อมรอบขอบบ่อให้เรียบร้อย จะช่วยให้ปลารอดตายมากขึ้น

ส่วนการป้องกันนกกินปลานั้น จะป้องกันโดยวิธีง่ายๆ และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากก็คือ การขึงลวดหรือเชือกตามยาวหรือตามขวางบ่อหลายๆ เส้น เพราะเส้นลวดหรือเส้นเชือกที่ขึงอยู่เหนือบ่อเป็นเหตุให้นกกินปลาไม่กล้าบินโฉบจิกกินลูกปลาในบ่อ

๕. การจำหน่ายและการแบ่งเลี้ยง
ภายหลังจากที่ได้เลี้ยงมาเป็นระยะเวลาสองเดือนแล้ว ปลาขนาด ๑/๒ – ๒ ๑/๒ นิ้ว จะเจริญเติบโตขนาดความยาวประมาณ ๓-๔ นิ้ว ซึ่งปลาขนาดนี้มีผู้ต้องการซื้อไปเลี้ยงกันมาก เพราะเป็นขนาดที่ค่อนข้างจะปลอดภัยและราคาพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงในบ่อที่มีศัตรูน้อยหรือกำจัดศัตรูแล้ว แต่ถ้าเป็นบ่อใหญ่ที่ไม่สามารถจะใส่โล่ติ๊นได้ เพราะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เช่น บ่อมีเนื้อที่กว่า ๕ ไร่ขึ้นไป จึงจำเป็นต้องปล่อยปลาขนาดยาวตั้งแต่ ๕ นิ้วขึ้นไป ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อเวลาจับส่งตลาดยังปรากฏว่าได้หายไปประมาณร้อยละ ๑๐ ปลาดังกล่าวนี้มีผู้ต้องการน้อย เพราะราคาแพง และผู้ที่มีบ่อตั้งแต่ ๕ ไร่ขึ้นไปก็มีน้อยราย ในจังหวัดพระนครธนบุรี ส่วนมากมีบ่อขนาดเนื้อที่ผิวน้ำตั้งแต่ ๑ ไร ลงมา

การแบ่งปลาจำหน่ายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีทุนน้อย หรือไม่มีบ่อปลาเลี้ยงปลาใหญ่ หรือมีบ่อน้อยบ่อ การแบ่งปลาจำหน่ายในระยะนี้จะให้ประโยชน์แก่ผู้เลี้ยง ๔ ประการ คือ
๑. เพื่อถอนทุน
๒. เพื่อเปิดโอกาสให้ปลาที่เล็กอยู่ หรือแคระแกรนได้เจริญเติบโตขึ้น
๓. เพื่อประหยัดเวลาที่จะหาผลกำไรจากการเลี้ยงปลาให้มากขึ้น เช่นในเวลาหนึ่งปีอาจจะเลี้ยงปลาขนาดดังกล่าวนี้จำหน่ายได้ประมาณ ๔ งวด เป็นอย่างน้อย
๔. แม้ว่าจะมีบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ของตัวเอง ก็ยังช่วยให้ซื้อพันธุ์ปลาในราคาถูกกว่าปกติ

จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่า ผู้สั่งพันธุ์ปลาจากกรมประมงร้อยละ ๙๐ สั่งพันธุ์ปลามาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นปลาขนาด ๑-๖ นิ้ว แต่อย่างเดียว ส่วนอีกร้อยละ ๑๐ สั่งมาเลี้ยงเป็นปลาใหญ่โดยจำหน่ายเป็นปลาพันธุ์ หรือจำหน่ายไปบ้างแต่เพียงบางส่วน เหลือไว้พอเลี้ยงในบ่อของตนเอง

๖. การจับและลำเลียงปลาเล็ก
เนื่องจากพันธุ์ปลาจีนเป็นปลาที่มีราคาและเป็นปลาที่ตายง่าย การจับและการลำเลียงจึงเป็นสิ่งสำคัญข้อหนึ่งสำหรับผู้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาที่จับเพื่อจำหน่ายให้ผู้อื่นนำไปเลี้ยงอีกต่อหนึ่งนั้น จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังให้มากเพื่อมิให้ปลาบอบช้ำ เหตุที่จะทำให้ปลาบอบช้ำนั้นมีหลายประการด้วยกัน คือ

๑. เครื่องมือจับปลา การจับปลาจำเป็นต้องใช้เครื่องมือจับ จึงต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะเพื่อมิให้ปลาบอบช้ำ เครื่องมือที่จะใช้จับปลานั้นเป็นเครื่องมือจำพวกอวน และควรเลือกช่องตาอวนขนาดที่ปลาไม่ติดช่องตาอวน คือต้องมีช่องตาอวนเล็กกว่าตัวปลา นอกจากนี้อาจใช้ยอและอวนป่านเปลได้เหมือนกัน ส่วนแหนั้นนับว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมในการจับปลาเลย

๒. วิธีตีอวน  แม้ว่าจะได้เครื่องมือที่ดีแล้ว แต่วิธีการตีอวนถ้าคนตีอวน ตีอวนไม่เป็นแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาได้รับความบอบช้ำได้

๓. การตักและการนับปลา เมื่อได้ตีอวนรวมปลาอยู่ในถุงอวนแล้ว ต่อจากนั้นถึงขั้นการจับปลาและนับปลา ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังไม่น้อย เครื่องมือที่ใช้ในการตักปลาและนับปลาควรเป็นกระสอบผ้าหรือจานสังกะสีเคลือบ ไม่ควรใช้มือหรือกระชอนไม้ไผ่เป็นอันขาด

๔. การลำเลียง การจำหน่ายปลาพันธุ์ ซึ่งได้ปฏิบัติอยู่ในเวลานี้ ผู้จำหน่ายเป็นผู้ลำเลียงไปส่งให้ผู้ซื้อเป็นส่วนมาก ฉะนั้นการลำเลียงยังอยู่ในความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย ผู้เลี้ยงปลาจำหน่ายเป็นปลาพันธุ์จึงต้องมีความชำนาญในการลำเลียงปลาด้วย เช่นก่อนลำเลียงจะต้องตีอวนจับปลาขังไว้ในถุงป่านเปล หรือถังไม้ขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง และงดการให้อาหารไม่น้อยกว่า ๒ วัน ทั้งนี้เพื่อมิให้ปลาอิ่ม ซึ่งอาจจะตกใจตายเวลาจับและลำเลียง การขังพักไว้ก็เพื่อให้ปลาสำรอกอาหารและคุ้นเคยกับที่แคบ

การลำเลียงก็จะต้องจัดหาภาชนะที่เหมาะสมกับขนาดปลาที่จะลำเลียงด้วย หากเป็นปลาเล็กขนาดต่ำกว่า ๒ ๑/๒ นิ้ว ลงมาและต้องลำเลียงในระยะไกลๆ ก็ควรจะบรรจุถุงพลาสติกอัดแก๊สออกซิเจน แล้วบรรจุในกล่องกระดาษอีกทีหนึ่ง ถ้าเป็นปลาขนาด ๓ นิ้วขึ้นไป การลำเลียงไม่ว่าในระยะใกล้หรือไกล ควรลำเลียงด้วยถาดหรือถังลำเลียงซึ่งมีขนาดต่างๆ สุดแล้วแต่ปริมาณปลาที่จะลำเลียงแต่ละครั้ง และควรมีอวนหรือป่านเปลคลุมปากถังหรือถาด กันน้ำกระฉอกหรือปลากระโดดออกนอกถาดด้วย

ข. การเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นปลาเนื้อ
๑. การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงปลาใหญ่
ถ้าเป็นบ่อขุดใหม่ก็ควรจะโรยปูนขาวตามอัตราส่วนที่ได้กล่าวมาแล้วในการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็ก เพื่อแก้ความเป็นกรดของดิน หลังจากนั้นจึงทำการเพาะตะไคร่น้ำและปล่อยปลาลงเลี้ยงได้

สำหรับบ่อเก่า หากไม่ต้องลอกเลนปรับปรุงบ่อใหม่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปูนขาว ภายหลังเมื่อได้กำจัดวัชพืชต่างๆ ที่ไม่ต้องการออกหมดสิ้นแล้ว ถ้ามีระดับน้ำลึกไม่น้อยกว่า ๒ เมตร ก็สามารถจะใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาได้เลยทีเดียว แต่ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง เพื่อความปลอดภัยและแน่ใจยิ่งขึ้น ควรใช้โล่ติ๊นกำจัดศัตรูต่างๆ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด โดยใช้โลติ๊น ๒ กก. ต่อเนื้อที่น้ำ ๑ ตารางเมตร เมื่อใส่โล่ติ๊นประมาณ ๒๐-๓๐ นาที ปลาที่เป็นศัตรูในบ่อก็เริ่มตายจนกระทั่งหมด หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑๐ วัน จึงปล่อยปลาลงเลี้ยงได้

ถ้าจำเป็นต้องลอกเลนเนื่องจากบ่อตื้นเขิน ซึ่งยังไม่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาก็จำเป็นต้องสูบน้ำออก ลอกเลนและตกแต่งบ่อให้เรียบร้อย แล้วตากบ่อไว้ให้แห้งประมาณ ๔-๗ วัน เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าและกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ด้วย บ่อซึ่งได้วิดน้ำลอกเลนแล้ว ควรใส่ปุ๋ยเพาะตะไคร่น้ำเสียก่อน แล้วระบายน้ำเข้าปล่อยปลาลงเลี้ยงต่อไป

๒. การใส่ปุ๋ยและการให้อาหาร
การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาแบ่งออกได้เป็นสองตอน คือ

๑. การใส่ปุ๋ยในบ่อก่อนปล่อยปลา เพื่อเพาะตะไคร่น้ำและไรน้ำ ดังได้กล่าวมาแล้วในการเตรียมบ่อสำหรับปลาเล็ก

๒. การใส่ปุ๋ยในบ่อภายหลังจากการปล่อยปลาลงเลี้ยง นอกจากจะเป็นอาหารโดยตรงแล้ว เศษที่เหลือในบ่อยังช่วยให้เกิดมีอาหารธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทุ่นเวลาไม่ต้องหาอาหารมาให้ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อที่มีปลาเฉาจำนวนน้อย ปลาลิ่นและปลาซ่งจำนวนมาก หรือมีแต่ปลาลิ่นและปลาซ่งล้วนๆ แล้ว ยิ่งจำเป็นจะต้องมีการใส่ปุ๋ยบ่อยครั้ง เพราะเป็นที่ทราบกันแล้วว่าปลาลิ่น และปลาซ่งกินแพลงค์ตอน Plankton เป็นอาหาร ส่วนปลาเฉานั้นกินพืชเป็นอาหาร ฉะนั้นถ้าปล่อยปลาเฉาล้วนๆ การใส่ปุ๋ยก็ไม่จำเป็นเนื่องจากอาหารของปลาเฉาหาได้ง่าย

ถ้ามีแต่ปลาเฉาชนิดเดียวหรือมีปลาเฉาจำนวนมาก ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ควรหากสาหร่ายหรือหญ้า (จำพวกหญ้าขน หญ้านวลน้อย หญ้าอื่นๆ ที่มีใบนิ่ม) มาให้เป็นอาหารประจำทุกวัน ส่วนจำพวกอาหารที่ให้ต่อวันมากน้อยเพียงใดต้องสุดแต่ความต้องการของปลาด้วย โดยการสังเกตอาหารที่ให้พอหรือไม่พอควรจะเพิ่มหรือลดลง เพื่อความสะดวกในการสังเกต การให้อาหารควรมีคอกไม้ไผ่ลอยไว้ด้านใดด้านหนึ่งของบ่อ กากที่เหลือ เช่น ก้านหญ้า หรือเศษเหลือที่ปลาไม่กินแล้ว ให้เก็บทิ้งเสีย การทิ้งไว้จะทำให้น้ำเสียได้

ฤดูกาลเจริญเติบโตของปลาจากการสังเกตจะเห็นว่าในฤดูร้อนปลากินอาหารดีและเจริญเติบโตเร็วกว่าฤดูฝนและฤดูหนาว ในฤดูฝนน้ำในบ่อมักจะเสียได้ง่าย เนื่องจากน้ำฝนชะเอาสิ่งสกปรกไหลลงในบ่อทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และในเวลาเช้าปลามักจะลอยบนผิวน้ำเป็นประจำ ทั้งนี้เนื่องจากอากาศครึ้ม ความกดดันต่ำและอ๊อกซิเจนในน้ำมีน้อยไม่พอกับความต้องการของปลา ส่วนในฤดูร้อนและฤดูหนาวอากาศแจ่มใส และมีแสงแดดพันธุ์ไม้น้ำและสิ่งที่มีสีเขียวสามารถปรุงอาหารได้ และในเวลาเดียวกันก็จะคลายออกซิเจนออกมา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อปลาและสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำ

๓. ชนิดอัตราส่วนและจำนวนที่ปล่อยปลาลงเลี้ยง
เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ปลาเฉาปลาลิ่นและปลาซ่งไม่กินกันเองและกินอาหารไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการปล่อยปลาเลี้ยงรวมกันจึงกระทำได้ แต่การปล่อยควรจะคำนึงถึงอาหารของปลาแต่ละชนิดที่มีอยู่ในบ่อนั้น โดยเฉพาะแพลงค์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของปลาลิ่นและปลาซ่ง ถ้าเป็นบ่อขุดใหม่อาหารจำพวกแพลงค์ตอนมีน้อย การปล่อยปลาลิ่นและปลาซ่งควรปล่อยจำนวนน้อย ส่วนปลาเฉาควรปล่อยมากขึ้นเพื่อให้มูลของปลาเฉาทำให้เกิดอาหารของปลาลิ่นและปลาซ่งต่อไป หากเป็นบ่อเก่ามีอาหารจำพวกแพลงค์ตอนมาก การปล่อยปลาลิ่นและปลาซ่งก็เพิ่มขึ้นตามส่วน

อัตราส่วนการปล่อยปลาเลี้ยงรวมกันในมาเลเซียและสิงคโปร์นิยมปล่อยเลี้ยงดังนี้
ปลาเฉา ๕๐ เปอร์เซ็นต์
ปลาลิ่น ๒๐ เปอร์เซ็นต์
ปลาซ่ง ๓๐  เปอร์เซ็นต์

สำหรับในเมืองไทย การปล่อยปลาเลี้ยงรวมกันควรพิจารณาถึงเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ และอาจแยกออกตามสภาพของบ่อ ดังนี้คือ

๑. สภาพบ่อขุดใหม่ มีน้ำใสและมีอาหารธรรมชาติน้อย การปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรใช้อัตราส่วนดังนี้
ปลาเฉา ๗๐ เปอร์เซ็นต์
ปลาลิ่น ๑๕ เปอร์เซ็นต์
ปลาซ่ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์

๒. สภาพบ่อเก่า น้ำมีสีเขียว มีอาหารธรรมชาติมาก การปล่อยปลาลงเลี้ยงควรใช้อัตราส่วนดังนี้
ปลาเฉา ๖๐ เปอร์เซ็นต์
ปลาลิ่น ๒๐ เปอร์เซ็นต์
ปลาซ่ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์

นอกจากอัตราส่วนการปล่อยปลามีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของปลาแล้ว จำนวนปลาที่ปล่อยต้องให้ได้สัดส่วนกับเนื้อที่ผิวน้ำอีกด้วย ทั้งนี้หมายความว่าจำนวนปลาที่ปล่อยใบบ่อจะต้องไม่แน่นจนเกินไป เพราะการปล่อยปลาแน่นทำให้เนื้อที่ว่างสำหรับปลาว่ายไปมามีน้อย และจำนวนออกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำไม่พอกับความต้องการของปลา ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งทำให้ปลาไม่ค่อยจะกินอาหาร ดังจะสังเกตเห็นปลาลอยหัวบนผิวน้ำเสมอๆ การเจริญเติบโตช้าและตายได้ง่าย

๔. การจับและลำเลียงปลาใหญ่
โดยทั่วๆ ไป การจับและลำเลียงปลาชนิดอื่นๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย เพราะปลาดังกล่าวจำหน่ายเป็นปลาตาย เพียงแต่รักษาเนื้อปลาให้สดก็พอแล้ว ส่วนปลาจีนนั้นหากจำหน่ายเป็นปลาตาย นอกจากประชาชนไม่นิยมแล้ว ราคาก็ถูกมาก คือราคาลดลงถึงร้อยละ ๔๐ จากราคาเดิม ฉะนั้นสถานที่จำหน่ายปลาจีนจึงต้องสร้างที่พักปลา เพื่อมิให้ปลาตายก่อนจำหน่าย การจับปลา การลำเลียงจะต้องพยายามไม่ให้ปลาบอบช้ำและตายได้

ปลาจีนนอกจากจะต้องจำหน่ายเป็นปลาเป็น (ปลามีชีวิต) แล้ว ผู้จำหน่ายจะต้องคำนึงถึงขนาดของปลาอีกด้วย เพราะปลาชนิดนี้ผู้บริโภคนิยมบริโภคปลาตั้งแต่ขนาดน้ำหนัก ๑ ก.ก.ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่า ๑ ก.ก. ลงมาจะจำหน่ายได้ยาก และทั้งผู้เลี้ยงก็ไม่ควรจะจำหน่ายด้วย เพราะการจำหน่ายปลาขนาดดังกล่าว ทำให้ผู้เลี้ยงได้ผลกำไรน้อยหรือเกือบจะไม่ได้กำไรเลย โดยเฉพาะผู้เลี้ยงซื้อปลาขนาด ๖ นิ้วมาเลี้ยงและต้องเสียงแรงงานตลอดจนซื้ออาหารขนาดปลาที่จับส่งออกจำหน่ายตลาด ควรเป็นปลาขนาดน้ำหนักประมาณ ๑.๔ กก. ถึง ๓ กก. เป็นขนาดที่จำหน่ายได้และผู้เลี้ยงก็ได้รับผลกำไรมาก

๕. ข้อควรพึงระวังเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาจีน

๑. ศัตรู ผู้เลี้ยงปลาจะประสบความสำเร็จและได้ผลกำไรมากหรือน้อย เรื่องศัตรูเป็นสิ่งสำคัญข้อแรกที่ควรระวังให้มาก เช่น ปลาช่อน ปลาไหล งู และกบ ควรป้องกัน

๒. น้ำเสีย เมื่อสังเกตเห็นปลาลอยบนผิวน้ำติดๆ กันถึง ๓ วัน ในเวลาเช้า แสดงว่าน้ำเสีย มีออกซิเจนไม่เพียงพอกับความต้องการของปลา ควรจัดการถ่ายเปลี่ยนน้ำใหม่ ปลาขนาดส่งออกตลาดได้แล้วควรจัดการส่งตลาด แล้วเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงปลางวดต่อๆ ไป

๓. อาหาร การให้อาหารควรให้ประจำทุกวันและควรเป็นเวลา เศษเหลือที่ปลาไม่กินแล้ว ควรเอาออกทิ้งเสีย หากปล่อยทิ้งไว้น้ำอาจเสียได้

๔. ขโมย  เนื่องจากเป็นปลาราคาดีและจำหน่ายได้ง่าย ผู้เลี้ยงมักจะถูกแกล้งและถูกขโมย การขโมยมี ๒ วิธี คือการใช้เครื่องมือจับและการวางยาเบื่อ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงขาดทุนได้

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การเลี้ยงปลากะพงขาว

ชีวประวัติปลากะพงขาว
ปลากะพงขาวมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Lates calcarifer (Bloch) จัด ว่าเป็นปลาน้ำกร่อยขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปลากะพงทุกชนิด จนได้ชื่อสามัญเรียก “Giant Perch” ในประเทศไทยมีชื่อเรียก “ปลากะพง” “ปลากะพงขาว” และ “ปลากะพงน้ำจืด” ตามสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยปลากะพงขาว

ลักษณะภายนอกเป็นปลาที่มีลำตัวป้องแต่แบนด้านข้างเล็กน้อย จึงมีส่วนลึกตัวพอประมาณ แนวขอบหลังโค้งและมีส่วนลาดที่บริเวณหัวตั้งแต่ไหล่ถึงปลายปาก ขอบปากบนเป็นแผ่นใหญ่แยกแนวเป็นตอนต้นและตอนท้ายชัดเจน ร่องปากเฉียงลงเล็กน้อย และมุมปากยาวเลยแนวขอบหลังของลูกตา ปลายปากล่างยื่นเลยปากบนเล็กน้อย มีฟันเล็กละเอียดบนขากรรไกรบน และล่าง และที่เพดานปาก แผ่นแก้มขนาดใหญ่มีขอบหลังเป็นหนามแหลมคม ตามีขนาดใหญ่อยู่ชิดกันบนหัว มีครีบหลัง ๒ อันเชื่อมต่อกันที่ฐานครีบ ครีบหลังอันที่หนึ่งมีก้านแหลมแข็ง ๗-๘ ก้าน ครีบหลังอันที่สองมีแต่ก้านอ่อน ครีบหูแลครีบอกยาว ไม่ถึงรูก้น ครีบก้นมีก้านแหลมแข็ง ๓ อัน ข้อหางสั้น ครีบหางกลม เกล็ดบนลำตัวขนาดปานกลางและสากมือ เส้นข้างต้นโค้งไปตามแนวสันหลัง มีจำนวนเกล็ดบนเส้นทั้งตัว จำนวน ๕๒-๖๑ เกล็ด ปลากะพงขาวไม่มีอวัยวะเพศภายนอก

นิสัยและการกินอาหารตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติเป็นปลาที่ปราดเปรียวว่องไว ว่ายน้ำเร็วในระยะสั้นๆ สามารถกระโดดพ้นน้ำได้สูงขณะตกใจหรือไล่เหยื่อ แต่ตามปรกติมักจะอืดอาดเชื่องชา และชอบสังเกตอันเป็นลักษณะของปลา มีนิสัยดุ ชอบนอนพักตามซุ้มและเคล้าคลอหลักหรือกองหินใต้น้ำ ชาวประมงที่รู้นิสัยปลาชนิดนี้ดีจะทำการใช้เครื่องมืออวนล้อม แห และตกเบ็ดในบริเวณดังกล่าว ปลากะพงขาวจะเริ่มออกหากินขณะที่กระแสน้ำอ่อน ปลาขนาดใหญ่มักไม่รวมฝูง นอกจากในฤดูผสมพันธุ์วางไข่จึงจะรวมเป็นกลุ่มเล็กๆ

การเลี้ยงปลากะพงขาวในประเทศไทย
ตามสถิติปริมาณปลากะพงขาวที่นำขึ้นจำหน่ายยังตลาดกลางกรุงเทพฯ เฉลี่ยประมาณปีละ ๒๐๐ ตัน ส่วนใหญ่เป็นปลาที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามแม่น้ำลำคลองในจังหวัดชายทะเลของประเทศไทย รวมทั้งบางส่วนจากผลผลิตพลอยได้จากการทำนากุ้ง หรือการทำนาปลา การเลี้ยงปลากะพงขาวมีความคล้ายคลึงกับอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยชนิดอื่นๆ เช่น การทำนากุ้ง การเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล และการเลี้ยงปลากระบอก ฯลฯ ซึ่งได้เริ่มทำเป็นอาชีพตามแหล่งน้ำกร่อยมานานไม่น้อยกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มกิจการอย่างจริงจัง เพียงแต่ถือเป็นผลพลอยได้ส่วนหนึ่ง เพราะลูกปลากะพงขาวมักเล็ดลอดเข้าไปอาศัยหากินเติบโตได้ดี ทำให้ชาวประมงสามารถจับขายทำรายได้ให้อีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อความต้องการมีมากขึ้นจึงได้คิดการเลี้ยงปลาชนิดนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันขึ้น แต่หลักการและวิธีการเลี้ยงยังเป็นไปในแบบดั้งเดิม รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนลูกปลาที่ใช้เลี้ยง จะต้องหาเอาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงพอตามความต้องการ ทำให้การเลี้ยงปลาชนิดนี้ไม่ขยายออกเท่าที่ควร ต่อมาได้มีการนำปลากะพงขาวมาเลี้ยงในแหล่งน้ำจืดได้ดี สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นที่แพร่พันธุ์ได้เร็ว เช่น ปลาหมอเทศ ฉะนั้นการเลี้ยงปลากะพงระยะหลังๆ นี้ มักเป็นในรูปเลี้ยงรวมกับปลาอื่น เพื่อให้เป็นอาหารตามธรรมชาติของปลากะพงขาว นอกจากนี้ได้ทดลองเลี้ยงด้วยอาหารสมทบอื่นๆ รวมทั้งการเลี้ยงด้วยเศษปลา หรือปลาเป็ดซึ่งไม่มีราคาค่างวดสูงนัก แต่ให้ผลการเลี้ยงอยู่ในขั้นน่าพอใจ จึงทำให้เป็นชนิดปลาที่ผู้ประกอบการเลี้ยงนิยมเลี้ยงชนิดหนึ่ง

การเลือกทำเลเลี้ยงปลากะพงขาว
ในการเลือกทำเลสำหรับเลี้ยงปลากะพงขาว ถือหลักเช่นเดียวกับการเลือกที่ทำนากุ้ง เพราะอยู่ในประเภทการเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยเช่นเดียวกัน คือมุ่งใช้พื้นที่ชายเลน หรือทะเลชายฝั่งบริเวณน้ำตื้น เพื่อดัดแปลงเป็นบ่อเลี้ยงประเภทน้ำกร่อยที่ล้อมขังหรือคอกเลี้ยงปลา อย่างไรก็ดีสามารถเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อน้ำจืดก็ได้

การรวบรวมและการลำเลียงพันธุ์ปลากะพงขาว
สำหรับผู้เลี้ยงปลากะพงขาวที่จะต้องออกรวบรวมลูกปลาเอาเองจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเลี้ยงในบ่อของตน และเป็นหลักประกันว่า จะมีลูกปลาพอเพียงกับความต้องการ ตลอดจนผู้มีอาชีพรวมลูกปลาเพื่อจำหน่าย จำเป็นต้องรู้รูปลักษณะและแหล่งลูกปลา วิธีรวบรวมพันธุ์ปลาเป็นอย่างดี

ลักษณะของลูกปลากะพงขาว เมื่อยังเป็นปลาขนาดเล็กมีความยาว ๕-๑๐ มิลลิเมตร จะมีลำตัวสีน้ำตาลไหม้ มีลายจางๆ สีเหลืองเป็นจุดๆ ทั่วไป แต่สำหรับลูกปลาขนาดใหญ่กว่านี้บริเวณที่สังเกตเห็นเด่นชัด คือบนหัวตั้งแต่จะงอยปากจรดครีบหลังจะมีแถบสีน้ำตาลพาดอยู่หนึ่งแถบ และที่ด้านข้างลำตัวมีสีน้ำตาลเหลืองเป็นพื้นประกอบด้วยแถบสีน้ำตาลไหม้ จำนวน ๔-๕ แถบ แถบและลายบนลำตัวจะปรากฏชัดในลูกปลาขนาด ๒-๑๐ เซนติเมตร และจะค่อยๆจางหายไปเมื่อลูกปลามีขนาดใหญ่ขึ้น

ทำเลของพันธุ์ปลากะพงขาว ปรากฏทั่วไปตามแหล่งน้ำกร่อยหรือค่อนข้างจืด มีความเค็มตั้งแต่ ๑.๐-๒๐.๐ ส่วนในพัน บริเวณดังกล่าวได้แก่ที่ราบลุ่มฝั่งทะเล แหล่งน้ำลำธาร คูคลองที่ต่อถึงทะเล รวมทั้งนากุ้งและนาข้าว ซึ่งอยู่ห่างจากทะเลแต่น้ำท่วมถึงในฤดูฝนทั่วทุกจังหวัดชายทะเล

๑. ฝั่งอ่าวไทย ปริมาณความชุกชุมมากในท้องที่ฝั่งตะวันออกในจังหวัดจันทบุรี ระยอง ชลบุรี และสมุทรปราการ ท้องที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตกในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และมีอยู่ทั่วไปทางภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส

๒. ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ปริมาณความชุกชุมในท้องที่จังหวัดระนอง กระบี่ พังงา ตรัง และสตูล

ระยะเวลาการรวบรวมพันธุ์ปลากะพงขาว ตรงกับช่วงฤดูฝน ถ้าการเก็บรวบรวมลูกปลาในตอนต้นฤดูมักจะได้ลูกปลาขนาดใหญ่มีความยาว ๑๐-๒๐ เซนติเมตร ซึ่งเป็นลูกปลาค้างจากฤดูที่แล้วมา ถ้าการรวบรวมลูกปลาหลังจากฝนตกไปแล้ว จะได้ลูกปลาคละขนาด แต่ลูกปลาขนาดเล็กมีความยาว ๒-๕ เซนติเมตร มีปริมาณมากกว่า

วิธีการเก็บรวบรวมลูกปลากะพงขาว ใช้อวนขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ตีในแหล่งน้ำ หรือตามคู คลอง ที่มีขนาดกว้างใหญ่ แต่ถ้าเป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กๆ ใช้อวนขนาดเล็กก็พอ การตีอวนแต่ละครั้งใช้คน ๔ คนจึงจะสะดวก โดยจับเชือกคร่าวบน ๒ คน ข้างละหูและจับคร่าวล่างข้างละคน คนจับคร่าวล่างต้องกดชายล่างของอวนให้ครูดไปกับพื้นดินมากที่สุด ส่วนผู้ถือเชือกคร่าวบนต้องคอยระวังยกเนื้ออวนให้สูงไว้ และให้ส่วนหลังเนื้ออวนเป็นถุงเพื่อให้ลูกปลาตกเข้ามาอยู่เพื่อสะดวกในการใช้สวิงช้อน เมื่อลากอวนจนทั่วแอ่งน้ำแล้วจึงยกอวนโดยค่อยๆ รวบตีอวนขึ้นมาก่อนแล้วจึงรวบลูกปลาที่ได้เข้ามา โดยยังคงให้ลูกปลาแช่อยู่ในน้ำ เพื่อลูกปลาจะได้ไม่ตาย แล้วใช้สวิงขนาดเล็กที่เตรียมไว้ค่อยๆ ช้อนเก็บลูกปลาใส่ถังพลาสติกเล็กๆ ลำเลียงไปใส่ถังพักลูกปลาต่อไป

ที่ถังพักลูกปลาต้องพยายามคัดแยกลูกปลากะพงตามขนาดแยกไว้ต่างๆ กัน ถ้าสามารถแยกลูกปลาให้ได้ขนาดเสมอกันแล้ว โอกาสที่ปลาจะรอดตายย่อมมีมาก เพราะปลาต่างขนาดจะกินกันเองแม้อยู่ในถังพัก ตลอดระยะการเก็บรวบรวมลูกปลาต้องถ่ายเทน้ำตลอดเวลา โดยจะต้องตักน้ำเก่าในถังออกทิ้ง และเติมน้ำใหม่เข้าไปเพื่อปลาจะได้แข็งแรงดี การใช้เครื่องเป่าอากาศช่วยขณะพักปลาจะช่วยให้ลูกปลาเหลือรอดมากยิ่งขึ้น การรวบรวมลูกปลาแต่ละครั้งอาจใช้เวลา ๒-๔ ชั่วโมงจะแล้วเสร็จ ในฤดูร้อนลูกปลาจะแสดงอาการลอยหัว จึงคอยใช้น้ำแข็งก้อนใส่ลงช่วยลดความร้อนจะทำให้ลูกปลาที่จับได้เหลือรอดได้มากขึ้น

ในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานใช้เวลาหลายๆ วัน โดยไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว จะต้องทำการรวบรวมลูกปลากะพงที่จับได้ในแต่ละวันพักไว้ก่อน กรณีนี้จะต้องใช้อวนเปลกางขึงไว้ในแหล่งน้ำ ลำคลองที่น้ำไหลถ่ายเทได้เมื่อมีที่พักใกล้ริมน้ำ ส่วนที่พักที่อยู่ไกลน้ำจะต้องใช้ถังขนาดใหญ่จุน้ำขนาด ๕๐๐-๑,๐๐๐ ลิตร จำนวน ๒-๓ ใบ ไว้ใส่ลูกปลาที่รวบรวมได้ในแต่ละวัน การใช้ถังใหญ่นี้จะต้องมีเครื่องเป่าอากาศใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องยนต์ ขนาดเครื่องเป่าอากาศต้องมีขนาดโตพอสมควร และทำการให้อากาศอยู่ตลอดเวลา ลูกปลาที่รวบรวมไว้ในแต่ละวันเมื่อได้มากพอจึงทำการลำเลียงเดินทางกลับสู่บ่อปลาได้

วิธีลำเลียงลูกปลา นับเป็นปัญหาสำคัญสำหรับนักเลี้ยงปลาอย่างยิ่ง วิธีปฏิบัติที่ได้ผลที่สุดคือการลำเลียงในถุงพลาสติกบรรจุด้วยอ๊อกซิเจนจะสามารถขนส่งลูกปลาจากแหล่งไปยังบ่อเลี้ยงได้สะดวก และมีการเหลือรอดได้มาก สามารถลำเลียงลูกปลาไปยังที่ไกลๆ นานนับสิบชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดปลาและจำนวนความหนาแน่นการบรรจุ รวมทั้งความอดทนด้วย ในการลำเลียงพันธุ์ปลากะพงขาว ควรใช้ถุงพลาสติกขนาดความจุ ๑๕-๒๐ ลิตร เติมน้ำ ๓-๔ ลิตร อัดอ๊อกซิเจนให้เต็มผูกให้แน่นหนา เพื่อป้องกันการฉีกขาดและเพื่อสะดวกในการขนส่ง ควรบรรจุถุงในภาชนะหรือกล่องกระดาษ จำนวนความหนาแน่นลูกปลากะพงขาว ในการลำเลียงโดยวิธีดังกล่าวควรเป็นดังนี้

ขนาดลูกปลา (ซ.ม.) จำนวนลูกปลาในน้ำ ๑ ลิตร
๑-๒ ๕๐
๓-๕ ๒๕
๖-๘ ๑๕
๙-๑๒ ๕-๑๐
๑๓-๑๕ ๒-๓

ในการลำเลียงที่ใช้เวลาเดินทางเกิน ๒๐ ชั่วโมง ควรลำเลียงแต่ลูกปลาขนาดเล็ก และลดปริมาณความหนาแน่นลงอีกจะช่วยเพิ่มการรอดตายได้มาก สำหรับแหล่งลูกปลาที่อยู่ใกล้หรือในกรณีต้องเดินทางโดยทางเรือ สามารถลำเลียงพันธุ์ปลาด้วยถังลำเลียงทำการเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ และขณะเดินทางถ้ามีเครื่องเป่าอากาศ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเป่าอากาศให้ตลอดก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนเหลือรอดยิ่งขึ้น

วิธีอนุบาลลูกปลากะพงขาว
การเลี้ยงปลาในบ่อเลี้ยงปลาหรือการเลี้ยงปลาในกระชัง ให้เป็นอาชีพถาวรอย่างสม่ำเสมอนั้น ผู้เลี้ยงปลาจะต้องมีลูกปลาเป็นจำนวนเพียงพอกับขนาดของธุรกิจนั้น การรวบรวมลูกปลาไว้เป็นจำนวนมากๆ มักมีปัญหาเรื่องถังหรือบ่อที่ใช้ในการอนุบาล ลูกปลาขนาดเล็กมักจะอ่อนแอไม่มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมากนัก ได้แก่การเปลี่ยนในระดับความเค็มของน้ำทะเลกระแสน้ำ และอุณหภูมิของน้ำได้เท่ากับปลาขนาดใหญ่ นอกจากนั้นการอนุบาลลูกปลาจำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นจึงต้องทราบถึงวิธีการอนุบาลลูกปลากะพงขาวได้ดังนี้

การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อซีเมนต์หรือในภาชนะ
ลูกปลากะพงขาวขนาดเล็กมีความยาว ๑.๐-๒.๐ เซนติเมตร ลูกปลาขนาดนี้จะต้องอนุบาลไว้ในตู้กระจก หรือภายในโอ่งหรืออ่างดินก็ใช้ได้ดี โดยใส่น้ำให้ลึกประมาณ ๓๐-๕๐ เซนติเมตร ปริมาตรน้ำ ๕๐ ลิตร สามารถอนุบาลได้ถึง ๓๐๐ ตัว ลูกปลากะพงขาวขนาดดังกล่าวนี้ควรอนุบาลในน้ำกร่อยมีค่าความเค็ม ๑๐-๑๕ ส่วนในพัน (การอนุบาลในน้ำจืดลูกปลามักเป็นโรคได้ง่าย) การอนุบาลลูกปลาจำนวนมากและในที่แคบๆ ควรให้อากาศด้วยเครื่องเป่าอากาศ อาหารที่ให้ระยะแรกควรเป็นไรแดง ไรขาว และลูกน้ำชนิดใช้เลี้ยงปลากัด ต่อจากนั้นจึงหัดให้กินกุ้งฝอย กุ้งเคย หรือปลาสับละเอียดซึ่งจะกินได้ดีลูกปลากะพงขาวระยะนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะการอนุบาล ๒-๓ อาทิตย์ ก็จะมีขนาดตัว ๓-๕ เซนติเมตร มีความหนาแน่นมาก จึงต้องถ่ายเทออกไปอนุบาลในบ่อซีเมนต์ต่อไป

ขนาดบ่อนุบาลที่ใช้ ขนาด ๒-๓ ตารางเมตรและมีความลึก ๓๐-๕๐ เซนติเมตร คุณภาพน้ำที่เลี้ยงมักค่อนข้างกร่อย คือมีความเค็ม ๑๕-๒๐ ส่วนในพัน ความหนาแน่นในการอนุบาล ๑๕๐-๒๐๐ ตัว/ตารางเมตร สภาพบ่ออนุบาลควรจะมีร่มเงากันแดดจัดตอนเที่ยงและบ่าย ลูกปลากะพงขาวในระยะนี้มักจะเชื่องขึ้นและกินอาหารได้ดี ควรจะได้เปลี่ยนน้ำทุกๆ ๒-๓ วัน และจะต้องทำความสะอาดดูดเอามูลและเศษอาหารเหลือออกทิ้งทุกวัน อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นพวกปลาสับเป็นชิ้นเล็กๆ โยนให้กินระยะห่างๆ จนปลาหายกลัวจึงให้กินใกล้ๆ ได้ ให้อาหารวันละ ๒-๓ ครั้งหรือเวลาหิว ลูกปลาจะโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบางตัวที่โตมากๆ จะกินตัวอื่นเป็นอาหาร จึงต้องแยกตัวโตออกตลอดระยะอนุบาลและลดจำนวนปลาให้มีความหนาแน่นน้อยลงจะทำให้ลูกปลาที่อนุบาลเหลือรอดเป็นจำนวนมากได้

การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดิน
เป็นการอนุบาลลูกปลากะพงขาวขนาดเชื่องกว่าแบบแรก แต่ยังไม่ถึงขั้นจะนำไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงหรือภายในกระชังได้ วิธีนี้สามารถอนุบาลได้เป็นจำนวนมาก เพราะขนาดบ่อใหญ่กว่าและมีการถ่ายเทน้ำภายในบ่อได้อย่างสม่ำเสมอ ที่พื้นก้นบ่อจะต้องไม่เป็นโคลนเหลวหรือเป็นตมมากนัก และควรมีร่มเงาให้ด้วยเพื่อกันแดดขนาดของบ่อที่ใช้มีพื้นที่ ๒๕-๕๐ ตารางเมตร และมีความลึก ๘๐-๑๐๐ เซนติเมตร บ่อควรมีประตูระบายทั้งสองด้าน บ่อชนิดนี้ควรตั้งอยู่ริมทะเลมีร่องน้ำติดต่อได้ถึงภายในบ่อ ความหนาแน่นของลูกปลาสามารถอนุบาลลูกปลาได้เป็นจำนวน ๒๐๐-๔๐๐ ตัว/บ่อ อาหารที่ให้คือ เศษปลาเป็ดที่หาได้ตามท้องที่ นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ลูกปลากะพงขาวหิวอาหารบ่อยจึงควรให้อาหารวันละ ๒-๓ ครั้ง ในการให้อาหารต้องประจำที่และควรเป็นเวลาน้ำขึ้น จะทำให้ปลากะพงขาวที่เลี้ยงกินอาหารได้ดี ปลากะพงขาวขนาดเล็กยังอยู่ในขั้นอนุบาล สามารถกินอาหารได้ประมาณ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ฉะนั้นควรเตรียมอาหารให้มากเกินพอไว้ในวันแรก เมื่อโยนให้ปลากินอย่างถี่ถ้วนและลองชั่งน้ำหนักดูว่า ปลากินอาหารจนอิ่มสิ้นอาหารไปเท่าไร ทำให้เราทราบน้ำหนักอาหารที่จะเตรียมไว้ได้ในวันต่อไป แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกๆ เดือน ตามความเติบโตของปลาที่อนุบาล

การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในกระชังไนล่อน
เป็นอีกวิธีหนึ่งในการอนุบาลลูกปลากะพงขาวที่ทำได้ผลดีและสะดวกมาก สามารถอนุบาลลูกปลาได้เป็นจำนวนมาก และการสูญหายมีน้อย เนื่องจากการตรวจตราสามารถทำได้ง่าย และไม่มีปัญหาในเรื่องการถ่ายเทน้ำ เพราะเรากางกระชังในคลองหรือคูส่งน้ำเลยทีเดียว ขนาดกระชังที่ใช้ ๒๐-๒๕ ตารางเมตร มีความลึก ๒.๐ เมตร เนื้ออวนเป็นชนิดไม่มีปม ขนาดตาราง ๕.๐ มิลลิเมตร สามารถใช้อนุบาลลูกปลาได้จำนวน ๓๐๐-๕๐๐ ตัวต่อกระชัง ๑ ใบ การปักกางกระชังประจำที่ ใช้เสาหลักยึดคงรูปภายในคลองคูส่งน้ำ หรือภายในนากุ้ง ซึ่งมีกำบังคลื่นลมได้ดี น้ำหนักอาหารที่ให้ ๘-๑๐%ของน้ำหนักตัว และการให้อาหาร ชนิดอาหารก็เช่นเดียวกับการอนุบาลในบ่อดิน การให้อาหารควรให้ในระยะน้ำขึ้น เพราะเมื่อปลาแย่งกันกินอาหารน้ำมักขุ่นและมีเศษอาหาร การให้อาหารในระยะน้ำขึ้นจะทำให้การถ่ายเทของเสียได้เร็วขึ้น

วิธีการเลี้ยงปลากะพงขาว
ปลากะพงขาวสามารถเลี้ยงได้ ๔ วิธี คือการเลี้ยงในนาปลาน้ำกร่อย ในบ่อเลี้ยงปลา ในกระชัง หรือในที่ล้อมขัง และแหล่งน้ำดัดแปลง มีรายละเอียด คือ

๑. การเลี้ยงปลากะพงขาวในนาปลาน้ำกร่อย ส่วนมากเลี้ยงกันในนากุ้ง ซึ่งพ้นฤดูการเลี้ยงกุ้งแล้ว ปัจจุบันจังหวัดทำการเลี้ยงได้แก่จังหวัดจันทบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เป็นต้น ซึ่งขนาดแต่ละแปลงมีเนื้อที่ตั้งแต่ ๒ ไร่ จนหลายสิบไร่ขึ้นไป พันธุ์ปลากะพงขาวที่ใส่เลี้ยงมักเป็นปลาขนาดเล็ก ๑-๒ เซนติเมตร และจำนวนปลาที่เลี้ยงไม่แน่นอนแล้วแต่ปริมาณปลาที่หาได้ตามธรรมชาติ แต่ไม่เกินไร่ละ ๑,๖๐๐ ตัว อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นลูกกุ้งลูกปลาขนาดเล็กที่ปนมากับน้ำขณะสูบน้ำทะเล การเลี้ยงโดยวิธีนี้นับเป็นผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากนากุ้ง ในระยะเวลาการเลี้ยงสั้นๆ ๔-๖ เดือน

๒. การเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อน้ำกร่อย  เป็นการเลี้ยงปลาภายในบ่อน้ำกร่อย ซึ่งนิยมเลี้ยงกันไปตามจังหวัดชายทะเล โดยสร้างบ่อใกล้ๆ กันกับทะเลและทางน้ำติดต่อถึงบ่อเลี้ยง คันดินบ่อต้องสูงพอที่จะกันน้ำท่วม รูปร่างบ่อจะเป็นรูปใดก็ได้ แต่ควรสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อสะดวกในการเลี้ยง การจับปลา และความสวยงาม ขนาดของบ่อขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ จำนวนปลา และขนาดของปลาที่เลี้ยง ที่หัวและท้ายบ่อมีประตูน้ำทำด้วยไม้หรือคอนกรีต ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำได้ นอกจากนั้นยังมีแผ่นกรองเป็นตะแกรงกันปลาออกติดตั้งไว้ประจำดังนี้คือ

ก. บ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็ก ใช้สำหรับเลี้ยงปลากะพงขนาดเล็กหรือมีขนาดความยาว ๑๐-๑๕ เซนติเมตร ขนาดพื้นที่บ่อ ๑/๒ – ๑ ไร่ มีระดับความลึกน้ำ ๑๐๐ เซนติเมตร ปริมาณปลาที่ใส่ลงเลี้ยงจำนวน ๘๐๐-๑,๖๐๐ ตัว ขนาดบ่อ ๑ ไร่ ใช้ระยะการเลี้ยง ๔-๖ เดือน ในกรณีน้ำในบ่อถ่ายเทไม่สะดวก และไม่หมุนเวียน จะต้องลดจำนวนปลาใส่เลี้ยงลงครึ่งหนึ่งของจำนวนเดิม จำนวนอาหารที่ให้กินต่อวัน น้ำหนัก ๓๐๐ กรัม ต่อจำนวนปลาที่เลี้ยง ๑๐๐ ตัว

ข. บ่อเลี้ยงขนาดใหญ่  ใช้สำหรับเลี้ยงปลากะพงขาวขนาดค่อนข้างใหญ่ หรือมีขนาดความยาว ๒๐-๓๐ เซนติเมตร หรือเป็นปลาที่ย้ายมาจากบ่อเลี้ยงขนาดเล็กที่ต้องการขุนให้เป็นปลาใหญ่ส่งตลาดต่อไป ขนาดของบ่อมีเนื้อที่ตั้งแต่ ๒ ไร่ขึ้นไป และมีระดับความลึกน้ำ ๑๐๐-๒๐๐ เซนติเมตร ปริมาณปลาที่ใส่ลงเลี้ยงจำนวน ๔๐๐-๘๐๐ ตัว/ไร่ ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง ๘-๑๐ เดือน จำนวนอาหารที่ให้กินต่อวันน้ำหนัก ๑-๕ กิโลกรัม ต่อจำนวนปลาที่เลี้ยง ๑๐๐ ตัว

การเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อน้ำจืดก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับการเลี้ยงในบ่อน้ำกร่อย ถ้าสภาพการถ่ายเทน้ำภายในบ่อกระทำได้อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ปลาที่เลี้ยงเติบโตตามปรกติ

๓. การเลี้ยงปลากะพงขาวในแหล่งน้ำดัดแปลง ในแหล่งน้ำบางแห่งที่มีรูปร่างและคุณสมบัติเหมาะที่จะดัดแปลงเป็นที่เลี้ยงปลากะพงขาวได้คือ
ก. นาเกลือ
ข. ขุมเหมือง
ค. อ่าวปิดหรือแอ่งน้ำ
ง. แม่น้ำ คลอง ที่ไม่ขัดขวางการสัญจร
จ. คู คลองส่งน้ำ
ฯลฯ

แหล่งน้ำดังกล่าวเมื่อไม่มีคุณค่าอย่างอื่นแล้ว เราสามารถดัดแปลงให้เป็นแหล่งปลากะพงขาวได้ โดยทำการกั้นด้วย เฝือก รั้ว หรือแนวคันดิน แต่ให้สภาพน้ำภายในไหลเข้าออกได้ตามปรกติ สามารถใช้เลี้ยงปลากะพงขาวได้ดี เนื่องจากสภาพบริเวณเลี้ยงใกล้เคียงกับการเลี้ยงประเภทอวนและที่ล้อมขัง จึงอนุโลมวิธีการเลี้ยงเช่นเดียวกัน

ปริมาณอาหารเลี้ยงปลากะพงขาว
ปลากะพงขาวเป็นปลาประเภทกินเนื้อปลาอื่น หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น กุ้ง และปู อาจกินกันเองเมื่อยังเป็นปลาขนาดเล็กหรือหิวจัด อาหารที่ใช้เลี้ยงปลากะพงขาวได้ดีและเหมาะสมคือ ปลาเบ็ดเตล็ด เศษปลา ซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจน้อย และมีอยู่มากตามแหล่งชายทะเล โดยผู้เลี้ยงอาจเก็บรวบรวมเอาจากแหล่งโดยการใช้เครื่องมือประจำบ้าน หรือหาซื้อในราคาถูก เป็นการเปลี่ยนแปลงคุณค่าอาหารให้เป็นเนื้อปลาราคาแพงขึ้นได้ นอกจากนั้นยังสามารถหาอาหารชนิดสำเร็จรูปหรือดัดแปลงให้เหมาะสมก็ได้ แต่ขณะนี้การเลี้ยงยังคงมุ่งไปในด้านการให้อาหารตามรูปแบบการเลี้ยงดังนี้

ก. อาหารธรรมชาติ เหมาะกับวิธีการเลี้ยงในนาปลาน้ำกร่อยในแหล่งน้ำดัดแปลง เช่น นาเกลือ ขุมเหมือง นากุ้ง หรือการเลี้ยงในบ่อ ซึ่งจะต้องมีการถ่ายเทน้ำเข้ามาในแหล่งเลี้ยงเสมอๆ จะได้อาหารของปลาเข้ามาด้วย เช่น ลูกกุ้ง ปลาน้ำกร่อยขนาดเล็ก ซึ่งปลากะพงเลี้ยงจะได้อาศัยเป็นอาหารตามธรรมชาติ วิธีนี้รวมถึงการใส่ปุ๋ยลงในนา เพื่อเร่งให้สัตว์เล็กๆ เกิดอุดมสมบูรณ์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งปลากะพงใช้เป็นอาหารได้ วิธีการให้อาหารแบบนี้เหมาะกับการเลี้ยงปลากะพงขาวขนาดเล็กในช่วงระยะการเลี้ยงไม่นานนัก

ข. การเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น ซึ่งมีคุณสมบัติแพร่พันธุ์ได้เร็ว เช่น ปลาหมอเทศ สามารถแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำกร่อยได้ดี ให้ลูกปลาขนาดเล็ก ซึ่งตกเป็นอาหารของปลากะพงที่เลี้ยงรวมได้เป็นอย่างดี วิธีการนี้เหมาะกับการเลี้ยงในบ่อน้ำกร่อยหรือบ่อน้ำจืด การให้อาหารแบบนี้ผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นสังเกต และตรวจสอบปริมาณปลาหมอเทศขนาดเล็กให้ได้สัดส่วนกับปลากะพงจึงจะให้ผลิตผลสูงและได้ปลากะพงขนาดใหญ่ที่ตลาดต้องการ วิธีนี้อาจเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ ปลาหมอเทศแล้วจับลูกปลาขนาดเล็กมาใส่ให้เป็นอาหารเป็นครั้งคราวจะได้ผลที่แน่นอนขึ้น

ค. อาหารสมทบ เป็นการให้อาหารแก่ปลากะพงที่เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ชนิดอาหารได้แก่ เศษปลา หรือปลาเป็ด วิธีการให้อาหารแบบนี้เหมาะกับการเลี้ยงทุกแบบ เพราะปลาได้กินอาหารสม่ำเสมอทั่วถึง และในปริมาณที่ร่างกายต้องการ จำนวนอาหารที่ให้วันละตามตารางที่กำหนดให้

วิธีการให้อาหารสมทบ ควรปฏิบัติดังนี้
ก. ทำการให้อาหารที่เดิมทุกครั้งเพื่อปลาเกิดความจดจำ และจุดที่โยนอาหารตรงบริเวณต้นน้ำที่เริ่มไหลเข้าในกระชังหรือในบ่อ

ข. โยนอาหารให้คราวละน้อยๆ สังเกตการณ์กินอาหารให้ทั่วถึง และเร่งให้กินเมื่อปลาแย่งอาหาร โยนอาหารให้กระจาย ถ้าปลาในฝูงแย่งกันกินมาก และโยนอาหารให้เป็นกลุ่มถ้าปลาแสดงอาการไม่สนใจ

ค. ให้อาหารวันละครั้งตอนขณะน้ำขึ้น และมีกระแสน้ำไหลพอประมาณ

ง. หยุดการให้อาหารถ้าปลาไม่กินอาหาร หรือเมื่อมีอาการอิ่ม มิฉะนั้นเศษอาหารจะตกลงไปที่ก้นบ่อ ทำให้เกิดการเน่าเสียของน้ำ

จ. หยุดทำการให้อาหารในวันที่มีกระแสน้ำไหลแรงจัด เปลี่ยนความเค็มโดยกะทันหัน น้ำขุ่น น้ำเขียว และแดดร้อนจัด ปลาจะกินอาหารน้อยต้องปล่อยทิ้งไว้ ๒-๓ วัน จึงจะเริ่มกินอาหารดีเหมือนเดิม

การดูแลรักษา
ในการเลี้ยงปลากะพงขาวจะต้องคอยดูแลดังต่อไปนี้

๑. น้ำ  ภายในบ่อเลี้ยงจะต้องไม่เปลี่ยนความเค็มโดยกะทันหันจะทำให้เกิดการเสียหาย เช่นปลาเจ็บป่วย และไม่กินอาหารเกิดขึ้น น้ำในบ่อจะต้องถ่ายเทตามระยะเวลา ต้องไม่ขุ่นหรือบูดเน่าเสียเป็นฟอง เกิดจากอาหารเน่าหมักหมม ต้องลอกทำความสะอาดตามระยะเวลา

๒. คันดิน จะต้องไม่รั่วทำลาย ทำให้เก็บกักน้ำไม่อยู่ และทำให้ปลาสูญหายไปได้

๓. กระแสน้ำ  ในกรณีเลี้ยงในกระชังหรือที่ล้อมขัง หรือแหล่งน้ำดัดแปลงจะต้องหาทางป้องกันกระแสน้ำไม่ให้ทำลายบริเวณเลี้ยงปลา

๔. ศัตรู  ต้องคอยกำจัดศัตรู เช่น นก งู และนากมักเข้ากัดกินปลาในที่เลี้ยง ปูทะเลนอกจากจะขุดรูทำให้บ่อรั่วแล้ว มักคีบตัดกระชังให้ขาดปลาหนีหายได้ ต้องรีบหาทางกำจัด โดยเฉพาะปลากะพงขนาดเล็กมักถูกปูทะเลหนีบตายเป็นจำนวนมาก

โรคและศัตรูของการเลี้ยงปลากะพงขาว
ปลากะพงขาวที่เลี้ยงรวมกันในบ่อหรือกระชังในอัตราหนาแน่นเกินไป เป็นสาเหตุให้ปลาที่เลี้ยงตายได้ ดังนี้

๑. การตายเกิดจากคอหัก มักพบเสมอในปลากะพงขาว มีอาการทรงตัวไม่ได้ จะลอยน้ำหงายท้องและตายในที่สุด เกิดจากการที่ทำให้ปลาตกใจวิ่งชนขอบบ่อ หัวปักก้นบ่อ หรือชนข้างกระชัง ทำให้กระดูกบริเวณคอหักได้ ทางแก้ไขคืออย่าทำให้ปลาตกใจ

๒. อวัยวะใต้คางหลุดจากกระดูกขากรรไกรล่าง ทำให้ส่วนใต้คางเปิดอ้ากินอาหารไม่ได้และตาย สาเหตุเกิดจากปลาวิ่งชนตาอวนติดทำให้ปากล่างฉีกขาด และเกิดจากการตักปลาด้วยสวิง ปลาชนทำให้ปากขาด จึงควรจับปลาด้วยความระมัดระวัง

๓. การตายเนื่องจากบาดแผล มีสาเหตุจากการจับปลา บาดแผลจากการแทงกันเอง การหลีกเลี่ยงการจับบ่อยครั้งจะทำให้เหลือปลามากขึ้น

๔. การตายเนื่องจากพยาธิ เช่น เห็บน้ำ และเหาน้ำ หรือปลาติด ซึ่งเป็นสาเหตุให้ปลากะพงขาวที่เลี้ยงดิ้นทุรนทุรายและตายในที่สุด เห็บน้ำและปลาติดมักเป็นตอนระยะน้ำทะเลขึ้นมีความเค็มมาก โดยเฉพาะปลาติดจะก่อกวนและเกาะหลัง ทำให้เกิดแผลไหม้และเนื้อเสีย ปลาที่เลี้ยงจะดิ้นทุรนทุรายจนตาย ส่วนเหาน้ำมักเป็นตอนน้ำจืดหลาก มักเข้าเกาะเหงือกปลาที่เลี้ยงและอาจกัดทำลายได้ ในช่องคอและเข้าไปในอวัยวะทางเดินอาหาร ทำให้ปลาที่เลี้ยงตาย ทางแก้ไขคือ คอยสังเกตเมื่อพบพยาธิก็จับออกทิ้งทำลายไป

ผลผลิตของการเลี้ยงปลากะพงขาว
ในการเลี้ยงปลากะพงขาวด้วยวิธีต่างๆ ในอัตราส่วนความหนาแน่นพอเหมาะสม ปลากะพงขาวจะให้ผลผลิตสูงชนิดหนึ่ง จากการเริ่มต้นเลี้ยงปลาขนาดน้ำหนัก ๕๐-๑๐๐ กรัม ใช้เลี้ยงในนาปลาหรือในบ่อน้ำกร่อย จะให้ผลผลิตประมาณ ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ต่อระยะการเลี้ยงนาน ๖ เดือน สำหรับการเลี้ยงในกระชังหรือในที่ล้อมขัง โดยเริ่มต้นเลี้ยงปลาขนาด ๑๐๐-๒๐๐ กรัม จะให้ผลผลิต ๓๐๐-๕๐๐ กิโลกรัมต่อพื้นที่กระชัง ๑๐๐ ตารางเมตร ในระยะการเลี้ยง ๑๒ เดือน โดยมีอัตราการรอดภายในนาปลาหรือบ่อน้ำกร่อยประมาณ ๖๐% ส่วนในที่ล้อมขังหรือเลี้ยงในกระชังจะให้อัตรารอดภาย ๔๐% และในการเลี้ยงปลากะพงขาว เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ใช้เลี้ยงกับการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อของปลา จะได้เนื้อ ๑ กิโลกรัมต่ออาหารที่ให้ ๗-๑๐ กิโลกรัม

การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง
ปลากะพงขาวเป็นปลาน้ำกร่อนขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ตามปากแม่น้ำที่ติดต่อถึงทะเล และยังสามารรถแพร่เข้าไปอยู่ได้ในแม่น้ำลำคลองแหล่งน้ำจืด ฉะนั้นในท้องที่บางแห่งจึงเรียกปลาชนิดนี้ว่า “กะพงน้ำจืด” ปลากะพงขาวมีลักษณะตัวยาวและแบนข้าง ปากกว้างมีฟันเล็กละเอียด ริมฝีปากล่างยื่นยาวกว่าริมฝีปากบนเล็กน้อย กระดูกแก้มที่ขอบเป็นหยักละเอียด และที่มุมเป็นหนามแหลม ลำตัวตอนบนเป็นสีฟ้าอมเขียว ด้านข้างและส่วนท้องสีขาวเงิน ครีบหางสีเหลืองดำ

การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง มีความเหมาะสมกับสภาพท้องที่ตามแหล่งน้ำตื้น เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง แหล่งน้ำกร่อยในทะเลสาบ และทะเลชายฝั่ง ซึ่งสามารถดัดแปลงเป็นที่เลี้ยงปลาได้สะดวกและลงทุนน้อย แต่สามารถเลี้ยงปลาได้หนาแน่นเป็นจำนวนมาก และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภัยต่างๆ จากการทดลองเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังปรากฏว่าเป็นปลาที่มีความอดทน สามารถปรับตัวอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม สามารถฝึกให้เชื่องและเลี้ยงรวมฝูงได้ดี เติบโตเร็วและให้ผลผลิตสูง จึงเป็นปลามีราคาแพง สามารถทำรายได้แก่ผู้เลี้ยงพอสมควร ดังนั้นการเลี้ยงปลากะพงขาวสามารถประกอบเป็นอาชีพได้เป็นอย่างดี

การรวบรวมลูกปลากะพงขาว
ลูกปลากะพงขาวขนาดเล็กมักเข้ามาอาศัยตามแหล่งน้ำตื้นตามบริเวณชายฝั่ง และเข้าไปอาศัยอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง หรือแม้กระทั่งในนาข้าวที่มีสายน้ำติดต่อเมื่อน้ำทะเลท่วมถึงตามจังหวัดชายทะเลทั่วไป ทั้งในท้องที่ทางฝั่งอ่าวไทยและท้องที่ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ระยะเวลาที่ปรากฏมีความชุกชุมลูกปลาเป็นจำนวนมากคือ ระยะตอนต้นฤดูฝน ซึ่งทางฝั่งอ่าวไทยสามารถรวบรวมได้จำนวนมากในระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม และทางฝั่งมหาสมุทรอินเดียในระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

ลักษณะเด่นของลูกปลากะพงขาวขนาดเล็ก จะมีแถบสีน้ำตาลอ่อนหนึ่งแถบพาดตามแนวสันหลังจากปลายปากบนถึงตอนต้นของครีบหลังอันแรก ลูกปลาขนาดเล็กความยาวไม่เกิน ๓ เซนติเมตร ที่ด้านข้างลำตัวสีน้ำตาลอ่อนจะมีลายสีดำพาดขวาง ในลูกปลาที่มีขนาดเล็กมากๆ ลำตัวจะเป็นสีดำล้วนๆ

การรวบรวมลูกปลาใช้อวนตาถี่ขนาดตา ๕ มิลลิเมตร ลากจับลูกปลาตามแอ่งน้ำขนาดความยาวของอวนขึ้นกับขนาดพื้นที่จับลูกปลา ส่วนมากใช้อวนยาว ๒-๓ เมตร ลึก ๑.๕ เมตรก็พอ ลูกปลาที่รวบรวมได้มักคละขนาดกันคือ มีความยาว ๑-๑๕ เซนติเมตร แต่ถ้าทำการรวบรวมตอนต้นๆ ฤดู ส่วนใหญ่จะได้ลูกปลาขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ ๖ เซนติเมตร

สำหรับการจัดหาพันธุ์ปลาก็สามารถสั่งจองพันธุ์ปลาได้จากกรมประมงได้อีกทางหนึ่ง

การอนุบาลลูกปลา
๑. บ่ออนุบาล  ควรเป็นบ่อซีเมนต์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๓-๕ ตารางเมตร มีความลึก ๕๐ เซนติเมตรใช้อนุบาลปลาขนาดยาว ๓ เซนติเมตร ได้จำนวน ๓๐๐-๕๐๐ ตัว สำหรับลูกปลาที่มีขนาดเล็กหรือโตกว่านี้ จำนวนลูกปลาที่อนุบาลจะต้องมากขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามการอนุบาลลูกปลาในบ่อดินจะได้รับผลดี

๒. น้ำที่ใช้อนุบาลลูกปลาควรใสสะอาด มีความเค็มใกล้เคียงน้ำในแหล่งที่จับปลา ไม่ควรอนุบาลลูกปลากะพงในน้ำจืดล้วนๆ แต่ควรใส่เกลือแกงลง ๑ ช้อนโต๊ะในน้ำจืด ๑ ลิตร (ความเค็ม ๑๐-๑๒ ส่วนในพัน) การใช้เครื่องปั้มอากาศจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอนุบาลปลาจำนวนมากในบ่อซีเมนต์ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอความต้องการหายใจของลูกปลา การเปลี่ยนน้ำให้บ่อยๆ หรือจะใช้ระบบน้ำหมุนเวียนกรองจนสะอาดนำกลับมาใช้รวมทั้งการขจัดเศษอาหารและสิ่งขับถ่ายออกจากบ่อจะทำให้ลูกปลาเติบโตเร็วขึ้น

๓. อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลา สำหรับลูกปลาที่มีขนาดเล็กกว่า ๑.๕๐ เซนติเมตร ให้กินไรแดงหรือกุ้งเคยขนาดเล็ก แต่ถ้าลูกปลาที่มีความยาวกว่านี้ ใช้เนื้อปลาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้กินวันละ ๒-๓ ครั้ง โดยแต่ละครั้งให้กินอย่างเพียงพอ แต่ก็ไม่ควรให้จนอาหารเหลือตกค้างอยู่ในบ่อ ซึ่งจะเป็นเหตุให้น้ำเสียและเป็นช่องทางให้เกิดโรคกับลูกปลาได้

๔. การกินกันเองจะพบบ่อยๆ ในระยะแรกที่ลูกปลายังไม่เคยชินกับอาหารที่เราฝึกให้กิน เพราะโดยนิสัยตามธรรมชาติ ปลากะพงขาวจะกินเหยื่อที่มีชีวิต ดังนั้นเวลาหิวลูกปลาตัวโตกว่าก็จะกินตัวเล็กกว่าเป็นอาหาร จึงจำเป็นต้องคอยแยกปลาขนาดเล็กที่โตช้าหรือขนาดใหญ่ที่โตเร็วไปรวบรวมไว้กับลูกปลาที่มีขนาดเดียวกัน มิฉะนั้นแล้วลูกปลาจะเหลือรอดน้อย เมื่ออนุบาลลูกปลาจนได้ขนาดประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ก็สามารถปล่อยลงเลี้ยงในกระชังต่อไปได้

อุปกรณ์ในการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง

๑. การเลือกทำเลในการติดตั้งกระชังเลี้ยงปลา
-เป็นแหล่งที่มีระดับความลึกของน้ำอย่างน้อย ๑ เมตร มีกระแสน้ำไหลผ่านสะดวก
-เป็นแหล่งที่มีเครื่องกำบังคลื่นลมตามธรรมชาติได้ดีเพื่อให้กระชังปลอดภัยจากการถูกทำลายของคลื่นลม เช่น บริเวณที่ลึกเข้าไปในทะเลสาบ ปากแม่น้ำ ลำคลอง และอ่าวปิดบางแห่ง
-เป็นแหล่งที่อยู่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม อันจะเป็นเหตุให้เกิดน้ำเสีย ซึ่งจะเป็นพิษเป็นภัยต่อปลาที่เลี้ยงและผู้บริโภคเนื้อปลา
-แหล่งที่วางกระชังควรอยู่ห่างจากเส้นทางสัญจรทางน้ำ เพื่อให้กระชังปลอดภัยจากการถูกเรือชน อันจะเป็นเหตุให้กระชังเสียหาย ปลาหนีออกจากกระชังได้ ปราศจากเสียงรบกวน

๒. วัสดุที่ใช้ในการเลี้ยงปลา
-กระชังไนล่อนขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๕ เมตร ลึก ๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยเนื้ออวนเบอร์ ๑๕ มีขนาดตาเหยียด ๒.๐-๒.๕ เซนติเมตร สามารถปล่อยปลาลงเลี้ยงได้ ๓๐๐ ตัว ต้นทุนของกระชังขนาดดังกล่าวคิดเป็นเงินกระชังละ ๑,๖๐๐ บาท ใช้ได้นาน ๓-๔ ปี
-อาหารที่ใช้เลี้ยง เป็นพวกเศษปลาเบ็ดเตล็ดราคาถูกประมาณกิโลกรัมละ ๑.๕๐ บาท โดยสับเป็นชิ้นพอเหมาะกับขนาดปลาที่เลี้ยง

๓. การดูแลรักษา
-เมื่ออนุบาลลูกปลาได้ขนาดประมาณ ๑๐ เซนติเมตร จึงนำปลาปล่อยลงเลี้ยงในกระชังที่วางเตรียมไว้ โดยให้อาหารในเวลาที่น้ำขึ้นเต็มที่ โยนให้กินคราวละน้อยๆ ให้กินอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงจนกว่าปลาจะหยุดกิน ไม่ควรให้อาหารมากเกินความจำเป็น เพราะอาหารจะเหลือตกค้างอยู่ในกระชังกลับเป็นเหยื่อล่อปูและสัตว์น้ำอื่นๆ เข้ามาทำลายกระชัง อันเป็นเหตุให้ปลาหนีออกจากกระชังไปได้ ผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นลงตรวจกระชัง เพื่อป้องกันการสูญหายของปลาในกระชัง

๔. ผลผลิตการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง
-จากผลการทดลองเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังของสถานีประมงสงขลา พบว่าเมื่อเลี้ยงปลาในกระชังครบ ๑ ปี จะให้ผลผลิต ๓๐๐-๕๐๐ กิโลกรัม ต่อพื้นที่กระชัง ๑๐๐ ต.ร.ม. โดยมีอัตรารอดตาย ๙๐% และในการเลี้ยงปลากะพงขาว เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ใช้เลี้ยงกับการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อของปลาจะได้เนื้อ ๑ กิโลกรัม ต่ออาหารที่ให้ ๗-๑๐ กิโลกรัม

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การเลี้ยงปลาสวายและปลาเทโพ

๑. ลักษณะทั่วไป
ปลาสวาย (Pangasius Sutchi) และปลาเทโพ (Pangasius larnaueii) เป็นปลาน้ำจืด มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกัน และอยู่ในสกุลเดียวกัน มีขนาดความเป็นอยู่ และกินอาหารอย่างเดียวกันด้วย ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเพรียว หลังค่อมข้างตรงส่วนหน้าลาดลงถึงปาก และปากกว้างทู่ มีหนวดสั้นๆ ๒ คู่ มีกระโดงครีบหลัง ๑ อัน และครีบอกข้างละ ๑ อัน ปลายหางยาวและเว้าลึกเป็น ๒ แฉก

คำว่า ปลาสวาย บางทีก็ทำให้ฉงน คือ ในภาษาไทยมีปลาเรียกว่า ปลาสวายหนู และถ้าไม่สังเกตแล้วจะเข้าใจว่า ปลาสวายหนูเป็นปลาสวายที่จะกล่าวในที่นี้ ปลาสวายหนู (Helcophagus wander) ดูเผินๆ แล้วจะเหมือนปลาสวาย แต่มีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ ปลาสวายหนูมีหนวด ๔ คู่ ปากค่อนข้างกลม ส่วนปลาสวายมีหนวด ๒ คู่ ปากค่อนข้างทู่

ปลาสวายมีสีหม่นเข้มที่หลัง และมีสีเหลืองอ่อนตามครีบส่วนที่ปลายหางที่ครีบหลังและที่ครีบอกมีสีค่อนข้างดำ ปลาเทโพก็มีลักษณะอย่างเดียวกับปลาสวาย แต่ที่ต่างกันสังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ ปลาเทโพมีจุดดำที่ข้างกระโดงครีบอก หรือตามที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหูอีกข้างละ ๑ จุด

ฉะนั้น ในการสังเกตลักษณะปลาเทโพ ปลาสวายธรรมดาและปลาสวายหนูโดยง่ายๆ จึงมีวิธีสังเกตดังนี้

ก. ปลาเทโพ มีหนวด ๒ คู่ หูมีจุดดำ ปากมนกลมและกว้าง

ข. ปลาสวาย มีหนวด ๒ คู่ หูไม่มีจุดดำ ปากค่อนข้างทู่

ค. ปลาสวายหนู มีหนวด ๔ คู่ หูไม่มีจุดดำ ปากค่อนข้างกลม

๒. ขนาดและน้ำหนัก
ปลาสวายและปลาเทโพ โดยปกติมีขนาดยาว ๒๕-๔๕ เซนติเมตร แต่ปลาทั้งสองชนิดนี้ ดร. ฮิว ม. สมิธ ชาวอเมริกัน ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของกรมประมง ได้พบและวัดขนาดเป็นสถิติบันทึกไว้ว่า “ในปี ๒๔๗๒ ได้พบปลาเทโพที่บ้านพระยาสุริยวงษ์ฯ จังหวัดธนบุรี มีขนาดถึง ๑.๒๗-๑.๓๐ เมตร ส่วนปลาสวายที่เคยพบมีขนาด ๙๐ เซนติเมตร” แต่เท่าที่สถานีประมงจังหวัดนครสวรรค์ และแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงบางเขนได้ทำการทดลองเลี้ยงในระยะ ๓ ปี พร้อมกับได้สอบสวนจากชาวประมง และผู้เคยเลี้ยงปลาชนิดนี้ปรากฏว่า

ปลาสวายปลาสวาย1
เพิ่มน้ำหนักในปีที่ ๑ เฉลี่ยตัวละ ๒.๖๐ กิโลกรัม ตัวใหญ่ที่สุดยาวจาก ๓๐ เซนติเมตร เป็น ๗๖ เซนติเมตร และเพิ่มน้ำหนักจาก ๑ กิโลกรัมเป็น ๕.๔๐ กิโลกรัม เพิ่มน้ำหนักในปีที่ ๒-๓ เฉลี่ยตัวละ ๓.๐๗ กิโลกรัม แต่ตัวใหญ่ที่สุดยาวจาก ๗๖ เซนติเมตรเป็น ๘๘.๕๐ เซนติเมตร และเพิ่มน้ำหนักจาก ๕.๔๐ กิโลกรัม เป็น ๙.๑๐ กิโลกรัม

ปลาเทโพปลาเทโพ
เพิ่มน้ำหนักในปีที่ ๑ เฉลี่ยตัวละ ๐.๓๐ กิโลกรัม ตัวใหญ่ที่สุดยาวจาก ๓๐ เซนติเมตร เป็น ๔๘ เซนติเมตร และเพิ่มน้ำหนักจาก ๖๐.๐ กิโลกรัม เป็น ๑.๓๐ กิโลกรัม เพิ่มน้ำหนักในปีที่ ๒-๓ เฉลี่ยตัวละ ๐.๒๐๔ กิโลกรัม ตัวใหญ่ที่สุดยาวจาก ๔๖ เซนติเมตรเป็น ๕๑ เซนติเมตร และเพิ่มน้ำหนักจาก ๑.๓๐ กิโลกรัม เป็น ๑.๖๐ กิโลกรัม จะเห็นว่า ถ้าเลี้ยงปลาสวายในปีแรก น้ำหนักเพิ่มขึ้นตัวละ ๒.๖๐ กรัม ในปีที่ ๒-๓ จะได้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก ๓.๐๗ กิโลกรัม ส่วนปลาเทโพจะเพิ่มน้ำหนักน้อยกว่าปลาสวาย

๓. ชีวิตและความเป็นอยู่
ปลาทั้งสองชนิดนี้มีชุกชุมมากในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณภาคกลางของประเทศไทย คือตามลำน้ำ ลำคลอง ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงจังหวัดนครสวรรค์ ปลาชนิดนี้มักจะว่ายรวมกันไปเป็นฝูงๆ ชอบอยู่ในที่น้ำลึกและน้ำไหลถ่ายเทได้ ชอบพักอยู่ในที่มีร่มพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ตามใต้แพผักบุ้งที่มีกร่ำหรือแพสนุ่น ผักตบชวา ปลาชนิดนี้ตกใจง่าย เมื่อถูกรบกวนหรือถูกทำอันตราย

โดยการสอบสวนจากผู้ที่ได้เคยทำการทดลองเลี้ยงด้วยกระชังก็ดี และโดยการทดลองเลี้ยงในบ่อของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงบางเขนก็ดี ในชั่วระยะเวลา ๒-๓ ปี ไม่ปรากฏว่าทั้งสองชนิดนี้วางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อหรือในกระชังที่เลี้ยงไว้เลย การเลี้ยงปลาทั้งสองชนิดนี้มักจะจับเอาลูกปลาตัวเล็กๆ ซึ่งมีความยาวเพียง ๕-๑๒ เซนติเมตร จากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเลี้ยง เมื่อเจริญเติบโตได้ขนาดก็จำหน่ายไปเท่านั้น

การจับลูกปลามักจะใช้เครื่องมือจับปลาที่เรียกว่า “ไซมอน” หรือใช้แหอีกอย่างหนึ่ง บางโอกาสก็ใช้ลอบยืนโดยใช้กล้วยสุกหรือปลาเน่าเป็นเหยื่อล่อ การจับปลาทั้งสองชนิดนี้มักจะจับตั้งแต่ฤดูน้ำลด คือในราวเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ทั้งนี้แม่ปลาจะวางไข่ในระยะตั้งแต่เดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคม จนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัว ลูกปลาก็เข้ามารวมกันเป็นฝูงๆ ปลาชนิดนี้ชอบผุดขึ้นเหนือผิวน้ำอยู่เสมอๆ ฉะนั้นจะสังเกตเห็นได้ง่ายว่าปลาชนิดอื่นๆ และยิ่งในเวลาที่ได้รับอาหารด้วย ก็มักจะผุดขึ้นบ่อยครั้ง ปลาชนิดนี้ไม่กระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำเลย ฉะนั้นจึงเหมาะที่จะเลี้ยงในกระชัง เพราะแม้ปาก
ของกระชังจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำเล็กน้อย ปลาก็ไม่สามารถกระโจนออกมาได้ แม้จะไม่มีฝาปิดปากกระชังก็ตาม แต่การเลี้ยงในกระชังนี้ก็ต้องอยู่ในแม่น้ำลำคลองที่ค่อนข้างสงบ ไม่มีเรือแพสัญจรไปมา เพราะปลาสวายและปลาเทโพเป็นปลาที่ตื่นตกใจง่าย ฉะนั้นหากจะเลี้ยงในบ่อที่มีทางระบายถ่ายเทน้ำได้ ก็เหมาะกว่าที่เลี้ยงด้วยกระชังตามแม่น้ำลำคลองที่มีคลื่นอยู่เนืองๆ

๔. การเลี้ยง
การเลี้ยงปลาสวายและปลาเทโพนั้น ควรจะพิจารณาและปฏิบัติดังต่อไปนี้

ก. บ่อ ปลาสวายและปลาเทโพเป็นปลาขนาดใหญ่ ศัตรูที่เป็นปลาด้วยกันจึงมีน้อยเพราะส่วนมากปลาอื่นๆ ที่มีอายุไล่เลี่ยกันจะมีขนาดเล็กกว่าไม่อาจทำอันตรายได้ แต่ควรให้มีน้ำลึกอยู่เสมอไม่น้อยกว่า ๒.๐๐ เมตรเป็นเหมาะ แต่ที่ดีที่สุดควรอยู่ติดกับแม่น้ำลำคลอง หรือที่มีทางน้ำไหลถ่ายเทได้ในบางโอกาส เมื่อน้ำเสียจะได้ถ่ายเทได้สะดวก บ่อไม่จำเป็นต้องมีชาน เพราะไม่หวังให้ปลาทั้งสองชนิดนี้วางไข่ในที่ตื้น เช่น ปลาสลิด เพียงแต่ให้ขอบบ่อเทลาด และมีชานคอยรับคันดินขอบบ่อไว้ มิให้พังทลายลงไปในบ่อซึ่งจะทำให้บ่อตื้นเท่านั้นก็พอแล้ว คันดินขอบบ่อนั้นจะไม่มีก็ได้ เพราะไม่จำเป็นต้องป้องกันศัตรูจำพวกปลาด้วยกัน เหมือนกับเพาะเลี้ยงปลาสลิด ปลาหมอตาล และปลาไน

บ่อที่ติดต่อกับทางน้ำอื่นได้ ควรสร้างบานประตูสอดตะแกรงเพื่อให้น้ำไหลถ่ายเทได้สะดวก บานประตูนี้ควรกว้างไม่น้อยกว่าช่องละ ๑ เมตร ส่วนบานตะแกรงที่สอดกับบานประตูทำด้วยไม้จริง หรือไม้ไผ่สานที่แน่นหนาแข็งแรงก็ได้ บานตะแกรงที่ใช้นี้ต้องพิจารณาดูอีกด้วยว่า ตาตะแกรงจะโตเท่าใดที่ลูกปลาจะเล็ดรอดหนีออกไปได้อย่างหนึ่ง อีกอย่างต้องช่วยป้องกันศัตรู คือปลาที่ใหญ่กว่าจะเข้ามาได้ เมื่อปลาที่เลี้ยงโตแล้วก็ขยายตาตะแกรงให้ใหญ่ตามขนาดได้ ส่วนปลาอื่นๆ ที่จะผ่านตาตะแกรงเข้ามานอกจากจะเป็นอาหารของปลาที่เลี้ยงแล้ว ยังอาจจะจับจำหน่ายได้ในเมื่อจับปลาสวายและปลาเทโพที่เลี้ยงขึ้นเพื่อจำหน่ายทั้งหมด เพราะปลาอื่นๆ ที่เข้ามาอาศัยตั้งแต่ตัวเล็กๆ เช่น ปลาตะเพียน หรือปลาดุก ฯลฯ จะเจริญเติบโตไปพร้อมกับปลาสวายและปลาเทโพที่เลี้ยงด้วย

ข. น้ำ น้ำที่จะใช้เลี้ยงปลาสวายและปลาเทโพนี้จะต้องเป็นน้ำที่จืดสนิท ถ้าน้ำนั้นกร่อยหรือมีรสเฝื่อน ปลาจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร

ค. พันธุ์ปลา การเลือกพันธุ์ปลาที่จะนำมาเพาะเลี้ยงนี้ควรคัดปลาที่ไม่มีแผล ตาไม่บอก และไม่เป็นปลาที่แคระแกร็น สำหรับปลาที่มีแผลนั้น ถ้าเป็นแผลเล็กน้อยที่เกิดขึ้นใหม่ก็ไม่สู้กระไรนัก ปล่อยลงในบ่อดินปลาอาจจะหายไปได้ แต่ถ้าเลี้ยงในกระชังก็ควรคัดเอาออก เพราะเชื้อโรคจะระบาดติดตัวอื่นๆ

ปลาตัวใดที่ตาบอดจะสังเกตได้ โดยที่ตรงนัยน์ตามีจุดฝ้าขาว ไม่ควรนำมาเลี้ยงเพราะไม่เห็นอาหารที่ให้ ปลาจะได้กินบ้างไม่ได้กินบ้างก็ไม่เจริญเติบโตหรืออาจจะตายได้

อีกประการหนึ่ง ในการคัดพันธุ์ปลาลงไปเลี้ยงในบ่อนี้ต้องพยายามคัดปลาที่มีขนาดโตไล่เลี่ยกันจึงจะดี เพราะปลาตัวที่โตกว่าจะรบกวนและแย่งอาหารตัวที่เล็กกว่า ในเมื่อให้อาหารไม่เพียงพอ

อนึ่งในการเลี้ยงปลาชนิดนี้ หากจะใส่ปลาดุกลงไปเลี้ยงปนด้วยก็ได้ การที่ใส่ปลาดุกลงไปเลี้ยงปนกัน ก็เพื่อหวังจะให้ปลาดุกกินเศษอาหารที่เหลือจากปลาสวายและปลาเทโพ โดยกำหนดอัตราปลาดุก ๑ ตัวต่อปลาสวายและปลาเทโพ ๒ ตัว

ง. อัตราการปล่อยปลา ในการเลี้ยงปลาสวายและปลาเทโพบ่อที่มีเนื้อที่ผิวน้ำ ๑ ตารางเมตร ควรปล่อยปลาสวาย ๑ ตัว หรือปลาเทโพ ๒ ตัว ซึ่งเป็นปลาที่มีอายุราว ๑ ปี มีขนาดยาว ๒๕ เซนติเมตร ถึง ๓๕ เซนติเมตร

จ. อาหาร ปลาสวายและปลาเทโพเป็นปลาที่กินอาหารง่าย ไม่เลือกอาหาร ชอบกินอาหารทั้งประเภทเนื้อสัตว์และพืชผัก แต่ปรากฏว่าปลาทั้งสองชนิดนี้ชอบกินเนื้อสัตว์มากกว่าพืชผัก เช่น ปลาเล็กๆ เป็นต้น นอกจากนี้รำปนกับผักบุ้งก็ใช้ได้ ส่วนเนื้อปลานั้นเท่าที่ได้สังเกต เช่น ปลาสร้อยเป็นๆ ก็ไม่ค่อยชอบเท่ากับปลาสร้อยที่ตายและมีกลิ่นเน่าบ้าง สำหรับอาหารของปลาทั้งสองชนิดนี้ จะขอกล่าวแยกไว้ดังนี้คือ

(ก) อาหารธรรมชาติได้แก่ พวกพืชและสัตว์เล็กๆ ที่อยู่ในน้ำ เช่น ตัวแมลงเล็กๆ ลูกหอย ไส้เดือน หนอน ลูกกุ้ง ฯลฯ นอกจากนี้ถ้าหากจะใส่ปุ๋ย มูลโค กระบือ ม้า หมู ฯลฯ ลงไปในบ่อในอัตรา ๑๐ กิโลกรัมต่อเนื้อที่ ๑ ไร่ จะช่วยเพิ่มอาหารโดยตรงต่อปลาและช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติในบ่อทำให้ปลาเจริญเติบโตยิ่งขึ้นด้วย

(ข) อาหารสมทบมีดังนี้
(๑) พวกผักต่างๆ และแหน ได้แก่ผักบุ้ง ผักกาดและเศษผักต่างๆ ใช้โปรยให้กินสดๆ ไม่ควรต้มให้สุก
(๒) ใบแค สับให้ละเอียดแล้วโปรยให้กินสดๆ
(๓) รำ ใช้คลุกปนกับน้ำข้าวที่เย็นแล้ว หรือจะปนกับผักและปลาป่นได้ก็ยิ่งดี คลุกเคล้าให้เข้ากันดีและปั้นเป็นก้อนแล้วโยนให้กิน
(๔) ปลายข้าว ใช้ต้มแล้วปนกับผักหรือปลาป่นก็ได้ แต่ผักและปลาป่นนั้นไม่จำเป็นต้องต้มทำนองเดียวกับข้อ (๓)
(๕) กากถั่วเหลือง ทำให้ละเอียดผสมกับรำโปรยให้กินดิบๆ
(๖) กากมะพร้าว โปรยให้กินดิบๆ หรือจะคั่วเก็บไว้ใช้ในมื้ออื่นที่ขาดแคลนอาหารก็ได้
(๗) เศษเนื้อสัตว์ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วโยนให้กินดิบๆ
(๘) จำพวกหอยต่างๆ ทุบเปลือกแล้วแกะเอาแต่เนื้อให้กินสดๆ
(๙) ปลาต่างๆ แกะเนื้อปลาสับเป็นชิ้นๆ หากเป็นปลาเล็กให้ทั้งตัว เช่น ปลาสร้อย ปลาแปบ ปลาซิว เป็นต้น

อาหารต่างๆ ที่กำหนดให้นี้จะสังเกตได้ว่า มิได้แนะนำให้ต้มหรือลวกแต่อย่างใด เพราะการต้มหรือทำให้สุกย่อมทำลายวิตามินทำให้คุณภาพของอาหารนั้นหมดไปโดยใช่เหตุ

การให้อาหารควรให้เป็นเวลา เพราะปลาจะได้เคยชินและจะเชื่องได้เร็ว ควรให้อย่างมากวันละ ๒ ครั้ง ในเวลาเช้าและเวลาเย็น อาหารที่ให้นี้จะสังเกตได้ว่าเพียงพอแต่ละมื้อหรือไม่ โดยจะเห็นได้จากการฮุบของปลา คือ ถ้าโยนอาหารลงไปตอนหลังๆ นั้น ถ้าปลาไม่ฮุบอีกก็หมายความว่าพอแล้วไม่ต้องให้อีกต่อไป การให้อาหารนี้ในระยะเวลาใกล้จำหน่ายควรจะปนด้วยเนื้อสัตว์ ข้าว จะทำให้ปลาอ้วนและมีน้ำหนักดีกว่าให้อาหารจำพวกผักแต่อย่างเดียว

๕. การจับ
การจับปลาที่เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหารประจำก็ดี หรือจำหน่ายเป็นจำนวนน้อยก็ดีการใช้เครื่องมือจับปลาต้องระวังให้มาก เพราะปลาชนิดนี้มีประสาทเข็ดกลัวและตื่นตกใจง่าย และจะไม่กินอาหารไปหลายวัน ฉะนั้นในการจับปลาด้วยสวิงก็ดี ด้วยแหก็ดี ปลาที่ติดเครื่องมือแล้วไม่ควรปล่อยไปปนกับปลาที่เลี้ยงไว้อีก เพราะปลาที่ถูกจับมักเข็ดหรืออาจจะทำให้ปลาอื่นเข็ดไปด้วย ฉะนั้นควรจะแยกขังไว้เพื่อใช้เป็นอาหารต่อไป แต่ถ้าหากจับปลาจำหน่ายก็ควรจำหน่ายเป็นจำนวนมากๆ ไม่ควรจำหน่ายจำนวนน้อยๆ ทยอยกันไป เพราะปลาที่ถูกจับทีหลังมักไม่ค่อยกินอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลง

การจับปลาจำนวนมากๆ ควรใช้อวนหรือเฝือกล้อมสกัดตัดตอนของบ่อที่เลี้ยงให้พอเหมาะ เพื่อป้องกันมิให้ปลาที่ถูกจับตื่นตกใจมาก

๖. การลำเลียง
การขนส่งปลาสวายและปลาเทโพนั้น การขนส่งทางน้ำได้ผลดีกว่าทางบกมาก เพราะการขนส่งทางบกการถ่ายเทน้ำจากภาชนะไม่สะดวก เนื่องจากปลาชนิดนี้มีเมือกมาก ทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงเกิดเมือกจัด ปลามักจะตายเร็ว ส่วนมากการขนส่งทางน้ำ การลำเลียงด้วยเรือ การถ่ายเทน้ำได้ง่ายอันตรายจึงมีน้อยกว่า เคยมีราษฎรบางรายในจังหวัดนครสวรรค์ลำเลียงมาขายในกรุงเทพฯ แล้ว

อีกวิธีหนึ่งใช้ลำเลียงด้วยกระชัง ซึ่งได้ผลดีมาก โดยปล่อยกระชังล่องลอยมาตามกระแสน้ำ ปลาจะไม่มีอันตรายเลย แต่ถ้าหากใช้เรือยนต์ลากจูง ทำให้น้ำในกระชังปั่นป่วนปลาจะว่ายเลาะข้างกระชัง ปากปลาจะเป็นแผลและนัยน์ตาจะบอดหมด สถานีประมงจังหวัดนครสวรรค์ได้เคยทดลองด้วยวิธีนี้มาแล้ว โดยนำพันธุ์ปลาสวายและปลาเทโพจากจังหวัดนครสวรรค์มาเพาะเลี้ยงที่บางเขน จังหวัดพระนคร ปรากฏว่าปลาส่วนมากที่ปากจะเป็นแผลและนัยน์ตาบอดดังได้กล่าวมาแล้ว

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การเลี้ยงปลาสลิด

ลักษณะและธรรมชาติ
ปลาสลิดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster Pectoralis (Regan) เป็นพันธุ์ปลาน้ำจืดของเมืองไทย มีรูปร่างคล้ายปลากระดี่แต่มีขนาดโตกว่า มีครีบท้องเป็นเส้นยาวเส้นเดียว ลำตัวมีสีค่อนข้างดำเป็นสีพื้นและมีริ้วดำพาดปลาสลิด1ขวางตามลำตัวจากหัวถึงโคนหาง มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย และมีชุกชุมมากในภาคกลาง

ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะที่จะสังเกตว่าผิดกันได้ง่าย คือตัวผู้มีลำตัวยาวเรียว สันหลังและสันท้องเกือบเป็นสันตรงขนานกัน มีครีบหลังยาวจรดหรือเลยโคนหาง มีสีตัวเข้มกว่าตัวเมีย ส่วนตัวเมียมีสันท้องยาวมนไม่ขนานกับสันหลัง และครีบหลังมักมนไม่ยาวจนถึงโคนหาง สีตัวจางกว่าตัวผู้ ในฤดูวางไข่ท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง

ปลาสลิดชอบอยู่ในน้ำนิ่ง เช่น ตามหนองและบึง จึงสามารถที่จะนำมาเลี้ยงในบ่อและในนาได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้น ผู้ที่มุ่งหวังจะเพาะเลี้ยงปลาสลิดเพื่อขยายพันธุ์ให้ได้ปริมาณมากจะต้องมีการตระเตรียม และปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

บ่อปลาสลิด
บ่อที่จะใช้เลี้ยงปลาสลิด ควรมีชานบ่อกว้างอย่างน้อย ๑ เมตร สำหรับให้ปลาวางไข่ ผิดกับบ่อเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ ซึ่งไม่ต้องมีชานบ่อ บ่อเลี้ยงปลาสลิดนี้ขนาดเล็กที่สุดควรจะต้องกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร และลึก ๑.๕ เมตร ถ้าอยู่ติดกับแม่น้ำลำคลองมีทางระบายถ่ายเทน้ำได้สะดวกด้วยแล้วนับว่าเป็นทำเลที่ดี

การเตรียมบ่อ
๑. การใส่ปูนขาว บ่อที่ขุดใหม่โดยทั่วไปแล้วดินมักจะเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวโดยให้ทั่วบ่อจำนวน ๑ กิโลกรัมต่อเนื้อที่ ๑๐ ตารางเมตร การใส่ปูนขาวลงไปก็เพื่อแก้ความเป็นกรดของดินให้เจือจางลง เพราะปูนขาวมีคุณสมบัติเป็นด่างอย่างแรง เมื่อความเป็นกรดของดินลดลงไปแล้ว น้ำที่ปล่อยเข้ามาในบ่อสำหรับเลี้ยงปลาก็จะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพจากธรรมชาติคือ รักษาความเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อยไว้ได้ ซึ่งน้ำดังกล่าวนี้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลาต่อไป

๒. การกำจัดสิ่งรก ถ้าเป็นบ่อเก่าที่มิเคยใช้เลี้ยงปลาก็ควรกำจัดพืชต่างๆ ที่รกรุงรังในบ่อปลาให้หมด หากบ่อตื้นเขินไม่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาก็จัดการสูบน้ำออก ลอกเลนและตบแต่งคันบ่อให้มั่นคงแข็งแรงแล้วควรตากบ่อให้แห้งประมาณ ๑ สัปดาห์ เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าและกำจัดเชื้อโรคต่างๆ

สำหรับบ่อเก่าที่ไม่จำเป็นจะต้องลอกเลน หลังจากได้กำจัดสิ่งรกต่างๆ ในบ่อหมดสิ้นแล้ว ถ้ามีน้ำอย่างพอเพียงก็สามารถจะใช้เลี้ยงปลาได้เลย แต่ก่อนที่จะปล่อยพันธุ์ปลาลงเลี้ยงควรจะใช้โลติ๊นฆ่าศัตรูต่างๆ ของปลาในบ่อให้หมดสิ้นเสียก่อน โดยใช้โลติ๊นสดหนัก ๑ กิโลกรัมต่อน้ำ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร ทุบโลติ๊นให้ละเอียดแช่น้ำไว้ โลติ๊นสดหนัก ๓ กิโลกรัม ใช้น้ำประมาณ ๒ ปีบขยำสีขาวออกหลายๆ ครั้งจนหมดแล้วนำไปสาดให้ทั่วๆ บ่อปลา ปลาต่างๆ ที่เป็นศัตรูจะเริ่มตายภายหลังที่ใส่โล่ติ๊นลงไปประมาณ ๓๐ นาที จากนั้นจะตายเรื่อยๆ จนหมดบ่อที่ใส่โลติ๊นแล้วควรทิ้งไว้ประมาณ ๗-๘ วัน เพื่อให้โลติ๊นสลายตัวหมดเสียก่อนจึงค่อยนำพันธุ์ปลาสลิดปล่อยลงเลี้ยงต่อไป

๓. การเตรียมเพาะตะไคร่น้ำ เนื่องจากตะไคร่น้ำ(Algae) เป็นอาหารจำเป็นสำหรับลูกปลาสลิดขนาดเล็กและใหญ่ ฉะนั้นในขณะที่กำลังตากบ่ออยู่เพื่อมิให้เสียเวลาควรจะเตรียมการเพาะอาหารธรรมชาติสำหรับปลาไปด้วยในตัว วิธีเพาะอาหารธรรมชาติดังกล่าวนี้ ก็โดยใช้ปุ๋ยคอกโรยให้ทั่วบ่อ อัตราส่วนปุ๋ยคอก ๑๐๐ กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ ๑ ไร่ แล้วจึงค่อยไขน้ำเข้าบ่อให้มีระดับน้ำสูงจากก้นบ่อประมาณ ๑๐-๒๐ เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑๐ วัน ตะไคร่น้ำหรือที่เรียกว่าขี้แดดก็จะเกิดขึ้นในบ่อ จากนั้นจึงค่อยปล่อยน้ำเข้าบ่อตามระดับที่ต้องการ

ถ้าเป็นบ่อใหม่ ภายหลังที่ใส่ปุ๋ยและปล่อยน้ำเข้ามาแล้ว ควรนำเชื้อตะไคร่น้ำที่หาได้จากน้ำที่มีสีเขียวจัดโดยทั่วไปมาใส่ลงในบ่อ เพื่อเร่งให้เกิดตะไคร่น้ำเร็วขึ้น

๔. การใส่พันธุ์ไม้น้ำในบ่อปลา ในบ่อปลาสลิดควรใส่พันธุ์ไม้น้ำ เช่น ผักบุ้ง พังพวย และผักกะเฉด เพื่อให้เหมาะกับนิสัยและความเป็นอยู่ของปลาสลิด ทั้งนี้นอกจากพันธุ์ไม้น้ำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่ปลาในทางเป็นอาหารและร่มเงาแล้ว ยังเป็นที่สำหรับปลาจะวางไข่ในฤดูฝน (ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม) อีกด้วย ปลาจะหาทำเลที่วางไข่ตามที่ตื้นและมีพันธุ์ไม้น้ำเพื่อก่อหวอดวางไข่ กิ่ง ใบ และก้าน จะเป็นสิ่งสำคัญในกายึดเหนี่ยวหวอดมิให้ลมพัดแตกกระจัดกระจายไป และเมื่อไข่ปลาฟักออกเป็นตัวแล้วก็จะเป็นที่ให้ลูกปลาได้อาศัยเลี้ยงตัวกำบังร่มเงา และหลบหลีกศัตรูได้เป็นอย่างดี

อนึ่ง การปลูกพันธุ์ไม้น้ำดังกล่าวควรจะปลูกตามบริเวณชานบ่อ มิใช่โยนกอผักไว้กลางบ่อจะทำให้ผักไม่งาม ผักซึ่งขึ้นอยู่ตามบริเวณชานบ่อที่มีน้ำตื้นๆ เหมาะสำหรับจะเป็นที่อาศัยและเป็นที่วางไข่ของปลาสลิดมากกว่าผักที่ขึ้นอยู่กลางบ่อ

๕. การใส่ปุ๋ย บ่อปลาบางแห่งปุ๋ยธรรมชาติในดินไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดจุลินทรีย์ คือ สัตว์ที่มีชีวิตเล็กๆ ในน้ำเป็นอาหารแก่ลูกปลาได้ จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยคอกได้แก่มูลโค มูลกระบือที่ตากแห้งแล้วโรยตามริมบ่อ ในอัตราเนื้อที่บ่อ ๑๖๐ ตารางเมตร (ผิวน้ำ) ต่อปุ๋ย ๑๐ กิโลกรัม ปกติการใส่ปุ๋ยนี้ควรจะกระทำในเวลา ๒-๓ เดือน ต่อครั้ง

อนึ่งการที่จะให้บ่อปลามีอาหารธรรมชาติอยู่เสมอนี้จะกระทำได้โดยนำปุ๋ยหมักไปกองไว้ที่ริมบ่อด้านใดด้านหนึ่ง ปุ๋ยหมักนี้ใช้หญ้าสดที่ดายทิ้งกองอัดให้แน่น แล้วควรใส่ปุ๋ยคอกผสมลงไปด้วยเพื่อให้หญ้าสดสลายตัวเร็วเข้า จะได้เป็นประโยชน์แก่จุลินทรีย์และไรน้ำต่างๆ เจริญเติบโตและเป็นอาหารของปลาสลิดต่อไป

๖. การปล่อยปลาสลิดลงเลี้ยง เวลาที่เหมาะในการปล่อยปลาลงบ่อก็คือ เวลาเช้าตรู่หรือเวลาเย็น เพราะเวลาดังกล่าวน้ำในบ่อไม่ร้อนจัด ปลาที่ปล่อยลงไปจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายและไม่ตาย อัตราส่วนของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงนั้น ในเนื้อที่ผิวน้ำ ๑ ตารางเมตร ควรใช้ปลาประมาณ ๕-๑๐ ตัว เป็นอย่างมาก

การเพาะพันธุ์ปลาสลิด
๑. การคัดเลือกพันธุ์ปลาสลิด ปลาสลิดที่จะใช้เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ควรเลือกตัวที่มีขนาดใหญ่ แข็งแรง สมบูรณ์ไม่มีแผล ครีบ และหางไม่แตก ปลาสลิดขนาดที่สืบพันธุ์ได้ลำตัวจะยาวกว่า ๑๐ เซนติเมตรขึ้นไป อัตราส่วนตัวผู้และตัวเมียที่จะปล่อยลงในบ่อนั้นควรกำหนดให้ตัวเมีย ๑ ตัวต่อตัวผู้ ๑ ตัว

๒. การจัดที่ให้ปลาสลิดวางไข่ ปลาสลิดจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนสิงหาคมหรือในฤดูฝน แม่ปลาตัวหนึ่งจะวางไข่หลายครั้ง ครั้งละประมาณ ๔,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ฟอง  ฉะนั้นการจัดบ่อเพาะเลี้ยงปลาสลิดนี้ จึงควรให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม คือ หลังจากที่ได้กำจัดศัตรู ระบายน้ำเข้าและปล่อยพันธุ์ปลาลงบ่อแล้ว ควรปลูกผักบุ้งรอบบริเวณชานบ่อ ซึ่งมีน้ำลึกเพียง ๒๐-๓๐ เซนติเมตร ปลาสลิดจะเข้าไปก่อหวอดวางไข่ และลูกปลาจะเลี้ยงตัวหลบหลีกศัตรูอยู่ตามบริเวณชานบ่อนี้

จากผลการทดลองเพาะเลี้ยงพบว่า ถ้าได้จัดบ่อด้วยวิธีต่อไปนี้แล้วจะได้ลูกปลาสลิดรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมาก
(๑) ระบายน้ำเข้าบ่อผ่านตะแกรงที่มีช่องตาขนาด ๑ มิลลิเมตร จนท่วมชานบ่อโดยรอบ ให้มีระดับสูง ๒๐-๓๐ เมตร ปลาจะเข้าก่อหวอดวางไข่มากขึ้น ทั้งอาณาเขตบ่อก็จะกว้างขวางกว่าเดิม ย่อมเพิ่มที่วางไข่และที่เลี้ยงตัวของลูกปลามากขึ้นด้วย

(๒) สาดปุ๋ยมูลโคและมูลกระบือแห้งบริเวณชานบ่อที่ไขน้ำให้ท่วมขึ้นมาใหม่นั้น ตามอัตราที่ได้กำหนดไว้ในเรื่องการใส่ปุ๋ยแล้วจะทำให้เกิดไรน้ำ และช่วยทำให้ผักหญ้าบนชานบ่อเจริญงอกงาม

(๓) ปล่อยให้ผักหญ้าขึ้นรกในบริเวณชานบ่อ ผักหญ้าเหล่านี้ปลาสลิดชอบเข้าไปก่อหวอดวางไข่ และเป็นที่กำบังหลบหลีกศัตรูของลูกปลาในวัยอ่อน จนกว่าจะแข็งแรงหลบหลีกลงน้ำลึกได้

๓. การวางไข่ จากผลการทดลองเพาะเลี้ยง จะสังเกตการวางไข่ของปลาสลิดได้ คือ
ก่อนจะเริ่มวางไข่ ตัวผู้เป็นฝ่ายตระเตรียมการ ชั้นแรกตัวผู้จะเลือกสถานที่ มักจะก่อหวอดในระหว่างต้นผักบุ้งโปร่งๆ ไม่หนาทึบเกินไป เพราะปลาสลิดตัวเมียชอบวางไข่ในที่ร่มมากกว่ากลางแจ้ง ตัวผู้จะเป็นผู้จัดหาที่ที่เห็นว่าเหมาะสม แล้วเริ่มก่อหวอดเช่นเดียวกับปลากัด ปลากริม และปลากระดี่

เมื่อได้ตระเตรียมหวอดเสร็จแล้ว ต่อจากนั้นปลาก็จะเริ่มผสมพันธุ์กัน ตัวผู้จะเริ่มไล่ต้อนตัวเมียเข้าใต้บริเวณหวอดและรัดท้องตัวเมียให้ไข่ออกและผ่านน้ำเชื้อ แล้วตัวผู้ก็จะอมไข่นี้ไปพ่นเข้าใต้หวอด ไข่จะลอยติดอยู่ที่หวอด แม่ปลาจะวางไข่จนกว่าจะหมดรุ่นของไข่แก่ในคราวหนึ่ง ลักษณะของไข่เป็นสีเหลือง

ปลาสลิดนั้นนอกจากจะเพาะให้ขยายพันธุ์ในบ่อดังกล่าวมาแล้วยังใช้วิธีเพาะในภาชนะได้ ดังจะได้อธิบายให้ทราบต่อไปนี้คือ

จากการที่ทดลองได้ผลมาแล้ว ใช้ถังไม้สักปากกว้าง ๑.๕๐ เมตร ยาว ๓ เมตร ลึก ๖๐ เซนติเมตร ใช้น้ำคลองที่สะอาดใส่น้ำลึกเพียง ๔๐ เซนติเมตร วางไว้กลางแจ้ง ทำเป็นเพิงคลุมถังขนาด ๒ ใน ๔ ของถังเพื่อกำบังแดด ใช้ผักบุ้งลอยไว้ในถัง ๓ ใน ๔ ของถัง ปล่อยแม่ปลาที่กำลังมีไข่แก่ลงไป ๑๐ ตัว ตัวผู้ ๑๐ ตัว หลังจากปล่อยลงถังเพียง ๔-๖ วัน ปลาสลิดจะเริ่มก่อหวอดวางไข่ ไข่ปลาจะฟักเป็นตัวและเติบโตเช่นเดียวกับการเพาะฟักในบ่อดิน จากนั้นจึงช้อนพ่อปลาแม่ปลาออก เลี้ยงลูกปลาในถังนี้ไปก่อน โดยให้ไข่ผงหรือไรน้ำเป็นอาหารไปสัก ๒ สัปดาห์ ต่อจากนี้ควรให้รำผงละเอียดต่อไปจนกว่าจะโตมีขนาดยาวได้ ๒ เซนติเมตร จึงปล่อยลงบ่อเลี้ยงต่อไป

อนึ่ง นอกจากวิธีที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีวิธีเพาะลูกปลาสลิดอีกวิธีหนึ่งคือ ช้อนหวอดไข่จากในบ่อเพาะเลี้ยงนำมาเพาะฟักในถังไม้สักจนลูกปลาสลิดโตแล้วจึงปล่อยลงในบ่อ วิธีนี้ช่วยให้ลูกปลาสลิดมีชีวิตรอดอยู่ได้จำนวนมากกว่าที่จะปล่อยให้เจริญเติบโตในบ่อเพาะเลี้ยงเอง เพราะในบ่อย่อมมีศัตรูของปลาสลิดอยู่เสมอไม่มากก็น้อย เช่น แมลงในน้ำ กบ ปลา งู ฯลฯ ซึ่งอาจจะคอยทำลายไข่และลูกปลา แต่อย่างไรก็ดี การกระทำโดยวิธีช้อนรังไข่จากบ่อมาเพาะฟักในถังไม้นี้ ยังไม่ดีเท่ากับปล่อยพ่อปลาแม่ปลาลงผสมกันในถังไม้ดังกล่าวในตอนต้น เพราะการช้อนหวอดไข่มาเพาะฟักในถังนั้นอาจมีแมลงในน้ำและไข่ปลาบางชนิดติดปะปนมากับหวอดเป็นศัตรูต่อลูกปลาสลิด ทำให้ลูกปลาสลิดรอดชีวิตน้อยกว่าวิธีแรก

การเจริญเติบโต
ไข่ปลาสลิดจะเริ่มฟักเป็นตัวภายในระยะ ๒๔ ชั่วโมง โดยทยอยออกเป็นตัวเรื่อยๆ ไข่จะออกเป็นตัวหมดภายใน ๔๘ ชั่วโมง แต่ไข่บางฟองที่ไม่ได้รักการผสมจะเป็นราสีขาวไม่ออกเป็นตัว

ลูกปลาที่ออกจากไข่ใหม่ๆ ยังมีถุงอาหารติดอยู่ที่ท้องและจะยังไม่กินอาหารจนกว่าจะพ้น ๗ วันไปแล้ว เมื่อถุงอาหารยุบหมดจึงจะเริ่มกินอาหารต่างๆ และเมื่อมีอายุได้ ๗ เดือน จะมีความยาวตั้งแต่ ๑๐ เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่จะสืบพันธุ์ได้ต่อไปอีก

การให้อาหาร
อาหารปลาสลิดชอบกินก็คือ ตะไคร่น้ำ รำละเอียด หรือปลายข้าวต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นแล้ว แหนสด และปลวก

ตะไคร่น้ำและไรน้ำเป็นอาหารของลูกปลาในวัยอ่อนอายุตั้งแต่ ๗ วัน ถึง ๑ เดือน เมื่อปลามีอายุได้ ๒๑ วัน ก็ควรลองให้รำข้าวอย่างละเอียดต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นละเอียดหรือแหนสดและปลวกบ้าง เพราะลูกปลาบางตัวโตเร็วจนสามารถกินอาหารดังกล่าวได้บ้างแล้ว

สำหรับผักบุ้งที่จะใช้ต้มปนกับรำนั้น ควรใช้ผัก ๑ ส่วน รำ ๒ ส่วน โดยต้มผักให้เปื่อยเสียก่อน แล้วจึงเอารำลงไปเคล้าแล้วปั้นเป็นก้อน ให้เพียงวันละ ๒ ครั้งในเวลาเช้า โดยจัดวางบนแป้นใต้ระดับน้ำ ๑ คืบ ควรกะให้ปลากินหมดพอดีในวันหนึ่งๆ ถ้าเหลือข้ามวันไปจะบูดเน่าทำให้น้ำเสียได้ แต่การที่จะกำหนดปริมาณอาหารให้แน่นอนลงไปเป็นการยากที่จะคำนวณได้ เพราะปลาย่อมเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน อาหารที่ให้ต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเสมอ

ในการให้อาหารนี้ ควรพยายามให้เป็นเวลาและในระหว่างที่อากาศยังไม่ร้อน เช่นระหว่าง ๗.๐๐ นาฬิกา ถึง ๘.๐๐ นาฬิกา และในตอนเย็นก่อนจะวางอาหารบนแป้นไม้ ควรดีดน้ำให้เป็นสัญญาณปลาจะได้เคยชินแล้วเชื่องด้วย

โรค
ตามธรรมชาติ ปลาสลิดไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง ทั้งยังไม่เคยปรากฏว่ามีโรคระบาดขึ้นในบ่อปลาสลิดเลย เว้นจากน้ำในบ่อจะเสีย และจะสังเกตได้โดยปลาขึ้นลอยหัวเพราะออกซิเจนที่จะละลายในน้ำไม่เพียงพอจึงต้องขึ้นหายใจบนผิวน้ำ ในเรื่องนี้ต้องระวังให้มาก ปลาอาจตายหมดทั้งบ่อ วิธีแก้ไขก็คือ ต้องถ่ายน้ำเก่าออกและระบายน้ำใหม่เข้า หรือย้ายปลาไปไว้ในบ่ออื่น อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในฤดูร้อนปรากฏว่ามักจะเกิดตัวเห็บน้ำ (Natirlouse) เกาะติดตามตัวปลา ตัวเห็บน้ำนี้จะเกาะดูดเลือดของปลากิน ทำให้ความเจริญเติบโตของปลาชะงัก  ถ้ามีเพียงเล็กน้อยก็พอจะแกะออกจากตัวปลาได้ แต่ถ้ามีมากเกินไป ทางที่กำจัดก็โดยระบายน้ำสะอาดเข้าไปในบ่อให้มากๆ ก็จะทำให้ตัวเห็บหนีหายไปได้

อีกประการหนึ่ง ปลาที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ถ้าปรากฏว่ามีบาดแผล ไม่ควรนำลงไปเลี้ยงรวมกันในบ่อ เพราะปลาที่เป็นแผลจะกลายเป็นโรคและไปติดตัวอื่นได้

ศัตรูและการป้องกันกำจัด
ศัตรูของปลาสลิดมีดังนี้ คือ
๑. สัตว์ดูดนม เช่น นาก
๒. นกกินปลา เช่น นกกระเต็น นกยาง นกกาน้ำ และเหยี่ยว
๓. สัตว์เลื้อยคลาน เช่น เหี้ย งู ตะพาบน้ำ
๔. กบ เขียด
๕. ปลาจำพวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาไหล จะกินปลาสลิดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ปลากิม ปลากัด ปลาหัวตะกั่วจะกินไข่ของปลาสลิดและลูกปลาในวัยอ่อน

ตามธรรมชาติปลาสลิดย่อมจะรู้หลบหลีกศัตรูได้ดี แต่เมื่อนำมาเลี้ยงไว้ในบ่อเช่นนี้ปลาสลิดก็ยากที่จะหาทางหลบหลีกศัตรูได้ ฉะนั้นจำเป็นจะต้องช่วยโดยการป้องกันและกำจัด

ในการป้องกันและกำจัดพวกสัตว์ดูดนม เช่น นาก และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น เหี้ย งู กบ เขียด ตะพาบน้ำเหล่านี้ ถ้าทำรั้วล้อมรอบบ่อได้ก็เป็นการป้องกันได้พอ

ส่วนจำพวกนกก็ต้องทำเพิงคลุมแป้นอาหารไว้ เพื่อป้องกันนกโฉบปลาในขณะปลากินอาหารอยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่ม

ส่วนจำพวกปลากินเนื้อต่างๆ นั้น ควรต้องระวังผักที่จะเก็บลงมาปลูกในบ่อเพราะอาจจะมีไข่ปลาดังกล่าวติดมาด้วยอีกอย่างหนึ่งท่อระบายน้ำต้องพยายามใช้ลวดตาข่ายที่มีช่องตาขนาดเล็กรองน้ำที่จะผ่านลงไปในบ่อและต้องหมั่นตรวจตะแกรง ถ้าชำรุดก็ต้องเปลี่ยน

การจับ
เมื่อมีความจำเป็นจะต้องจับลูกปลาสลิดในวัยอ่อน เพื่อแยกไปเพาะเลี้ยง ควรใช้กระชอนผ้าช้อนตักและใช้ขันหรือถังตักลูกปลาทั้งน้ำและตัวปลาเพื่อมิให้ชอกช้ำ ถ้าเป็นปลาที่โตขึ้นแล้วใช้สวิงตาถี่ช้อนแล้วใช้ขันตักขึ้นจากสวิงอีกชั้นหนึ่ง

การจับเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันนั้น จะต้องจับปลาที่มีขนาดยาวตั้งแต่ ๑๐ เซนติเมตรขึ้นไปควรใช้ลอบยืนวางไว้ตามบ่อ เพราะถ้าใช้แหทอดหรือสวิงตักที่แป้นอาหาร ปลาก็จะเข็ดไม่กินอาหารไปหลายวัน

ส่วนการจับปลาให้หมดทั้งบ่อเพื่อจำหน่าย ควรจับในเดือนมีนาคมเพราะไม่เป็นฤดูที่ปลาวางไข่ โดยใช้เฝือกล้อมและสวิงตักเอาจากเฝือกที่ล้อมนั้น

การลำเลียง
การลำเลียงพันธุ์ปลาสลิด เพื่อจะนำไปจำหน่ายมีวิธีการ ดังนี้
๑. การลำเลียงทางเรือ ควรหมั่นระบายถ่ายเทน้ำ โดยเอาน้ำในเรือออก และเอาน้ำในลำน้ำเติมลงไปตามระยะทางในเวลาอันสมควรคือ ถ้าหากเห็นว่ามีปลาขึ้นลอยหัวมากก็จะต้องมีการถ่ายเทน้ำบ่อยครั้ง ถ้าปลาจำนวนน้อยและเรือลำเลียงใหญ่ การถ่ายเทน้ำควรจะกระทำนานๆ ครั้ง แต่ถ้าหากปลาจำนวนมากเรือลำเลียงคับแคบจะต้องถ่ายเทน้ำบ่อยครั้ง

๒. การลำเลียงด้วยวิธีอื่น
ก. ก่อนการลำเลียงควรพักปลาไว้ในที่กว้าง เช่น ถังขนาดใหญ่ และไม่ต้องให้อาหาร
ข. ใช้ภาชนะปากกว้าง เช่น ปีบ หรือถัง ฯลฯ บรรจุน้ำ ๓ ใน ๔ ของภาชนะบรรจุปลาขนาดใหญ่ในอัตราปีบละ ๔ ตัว หรือขนาดกลาง ๘๐ ตัว ถ้าเป็นลูกปลาขนาดเล็กก็เพิ่มจำนวนได้มากขึ้นตามสมควร
ค. ลอยผักบุ้งในภาชนะที่ใช้ลำเลียง และควรมีฝาที่มีช่องตาโปร่ง หรือตาข่ายคลุมภาชนะไม่ให้ปลากระโดดออก
ง. ระหว่างเดินทางพยายามเปลี่ยนน้ำทุก ๑๒ ชั่วโมง โดยระวังอย่าให้ปลาบอบช้ำ
จ. ใช้ภาชนะที่บรรจุปลานี้อยู่ในที่ร่มเย็นเสมอ
ฉ. ภาชนะที่ใส่พันธุ์ปลา ควรตั้งให้สนิทอย่าให้โคลงเคลง เพราะอาจจะทำให้ปลาเมาน้ำได้
ช. เมื่อถึงปลายทาง ต้องรีบย้ายปลาให้อยู่ในภาชนะที่กว้างใหญ่และถ่ายเทน้ำใหม่หรืออาจปล่อยลงในบ่อเลี้ยงเลยก็ได้

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การเลี้ยงปลาดุก

ปลาดุกเป็นปลาที่ชาวไทยนิยมรับประทานเป็นอาหารประจำวัน และถือว่าเป็นปลาที่มีรสดีชนิดหนึ่ง ถึงแม้จะมีขายอยู่ตามตลาดทั่วไปก็ตาม แต่ก็มีราคาค่อนข้างสูง ได้เคยมีผู้เลี้ยงปลาชนิดนี้มานานแล้ว ปรากฏว่าเลี้ยงง่ายโตเร็วและอดทนต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสะดวกในการขนส่งM2061M-1014ในระยะไกล ฉะนั้นจึงมีผู้สนใจเลี้ยงปลาดุกมากขึ้นตามลำดับ โดยพยายามหาซื้อลูกปลาที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาเลี้ยง บางครั้งก็ได้มากและบางครั้งก็ได้น้อยไม่แน่นอน ประกอบกับความต้องการของผู้เลี้ยงมีมากขึ้น จึงทำให้พันธุ์ปลาดุกราคาสูงและหาได้ยากยิ่งขึ้น

กรมประมง จึงได้ทดลองและค้นคว้าหาวิธีเพิ่มพูนปริมาณลูกปลา เช่นการเพาะพันธุ์จากแหล่งธรรมชาติเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้เลี้ยง ตลอดจนวิธีเลี้ยงปลาที่ถูกต้องให้ได้ขนาดที่ตลาดต้องการโดยถูกหลักวิชาและเป็นไปตามหลักเศรษฐกิจ

เนื่องจากปลาดุกที่รู้จักกันแพร่หลายนั้นมีอยู่ ๒ ชนิด คือ ปลาดุกด้านและปลาดุกอุย จากผลการทดลองค้นคว้า ปรากฏว่าปลาดุกด้านมีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงมากกว่าปลาดุกอุย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการสมควรที่จะเสนอเรื่องราวและคำแนะนำการเลี้ยงปลาดุกด้านแก่ผู้ที่สนใจดังต่อไปนี้

แหล่งกำเนิด
แหล่งของปลาชนิดนี้ มีอยู่ทั่วไปในน่านน้ำจืดในเขตร้อนแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย หมู่เกาะบอเนียว ฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศเรานั้นพบตามลำคลอง หนอง บึง ทั่วทุกภาคของประเทศ

นิสัยของปลาดุก
ตามธรรมชาติปลาดุกชอบอยู่ในลำคลอง หนอง บึง บ่อ ที่น้ำจืดสนิท พื้นดินเป็นโคลนตม ปลาดุกมีนิสัยชอบหาอาหารตามหน้าดิน เป็นปลาที่มีตาเล็กผิดส่วนกับขนาดของตัว แต่มีหนวดซึ่งรับความรู้สึกได้ดี ฉะนั้น ปลาดุกจึงใช้หนวดมากกว่าใช้ตาเมื่อหาอาหารตามพื้นหน้าดิน ตามปกติปลาดุกมีนิสัยว่องไว ชอบกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ แต่ถ้านำมาเลี้ยง อาจให้อาหารจำพวกพืช และสามารถหัดให้ปลาดุกขึ้นมากินอาหารบนผิวน้ำได้

ลักษณะของปลาดุก
ปลาดุกเป็นปลาที่อยู่ในสกุล (Clarias) ลักษณะโดยทั่วไปนั้นเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ดตัวยาวเรียว ครีบหลังยาวไม่มีกระโดง ครีบท้องยาวเกือบถึงโคนหาง มีหนวด ๔ คู่ และมีอวัยวะช่วยในการหายใจ ซึ่งช่วยให้ปลาดุกอดทนสามารถอยู่พ้นน้ำได้นาน ความแตกต่างของปลาดุกด้าน (Clarias batrachus) และปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) นั้นอยู่ที่กระดูกท้ายทอย ปลาดุกด้านมีกระดูกท้ายทอยแหลมกว่าของปลาดุกอุย ซึ่งเป็นลักษณะที่สำคัญ นอกนั้นมีลักษณะอื่นอีก เช่นสีที่ลำตัวซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความชำนาญ

ลักษณะเพศของปลาดุก
การแยกเพศนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะก่อนที่จะนำปลาไปทำการเพาะพันธุ์ต้องทราบเพศของปลาเสียก่อนว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย ลักษณะของเพศที่เห็นได้ง่ายและเด่นชัดคือ ตัวผู้ที่บริเวณใกล้ช่องทวารมีอวัยวะแสดงเพศลักษณะเรียวยาวยื่นออกมา ถ้าเป็นตัวเมียอวัยวะแสดงเพศจะสั้นกว่าและค่อนข้างกลม ปลาดุกที่จะทราบเพศได้ดีนั้นต้องเป็นปลาที่มีขนาดยาวเกินกว่า ๑๕ เซนติเมตรขึ้นไป นอกจากนี้ฤดูวางไข่ ส่วนท้องของปลาตัวเมียจะอูมเป่งกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะที่สังเกตเห็นได้ชัดว่าฝักไข่เจริญเต็มที่ ถ้าเอามือบีบเบาๆ ที่ท้องของตัวเมียจะมีไข่ออกมา

ฤดูที่ปลาดุกวางไข่
จากการศึกษาและสังเกตการณ์วางไข่ของปลาดุกตามธรรมชาติทราบว่า ปลาดุกจะเริ่มวางไข่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ระยะที่ปลาดุกวางไข่มากนั้นคือ ในระหว่างเดือนที่มีฝนตกชุก และในระยะนี้จะพบปลาดุกตามท้องนาและคูเสมอ ฉะนั้นในการที่จะเพาะพันธุ์ปลาดุก จึงควรทำการเพาะในระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น

การเพาะปลาดุก
ก. การเตรียมสถานที่เพาะปลาดุก โดยที่ปลาดุกสามารถวางไข่ได้ในท้องนาและคู หรือในทำเลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ฉะนั้นการเตรียมสถานที่สำหรับเพาะปลาดุก ก็ควรอนุโลมตามสภาพธรรมชาติที่ปลาดุกวางไข่ เท่าที่ได้ทำการทดลองได้ผลมาแล้วนั้นได้ใช้บ่อกว้างแระมาณ ๕ เมตร ยาว ๑๐ เมตร ลึก ๗๕ เซนติเมตร ทั้งนี้เพื่อการดูแลได้สะดวก ควรตั้งอยู่ในที่เงียบสงัดห่างไกลจากการรบกวน นอกจากการใช้บ่อดังกล่าวแล้ว อาจใช้คูซึ่งมีสภาพคล้ายคลึงกันเป็นที่เพาะปลาดุกได้ผลดีเหมือนกัน

ข. การเตรียมที่วางไข่  เนื่องจากธรรมชาติปลาดุกเป็นปลาที่วางไข่ตามชายน้ำก่อนที่จะวางไข่นั้นพ่อปลาดุกจะกัดดินทำโพรงเพื่อวางไข่ ฉะนั้นในการเพาะปลาดุกจึงควรขุดโพรงที่ริมบ่อหรือคูให้ต่ำกว่าระดับน้ำประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ให้ปากโพรงกว้างประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๓๕ เซนติเมตร ที่ก้นโพรงควรเป็นแอ่งกว้างกว่าที่ปากโพรงเล็กน้อยวิธีนี้ดัดแปลงมาจากการใช้หม้อนมแขก โอ่งปากกว้าง หม้อหรือหวดนึ่งข้าวเหนียว ซึ่งใช้ในการเพาะพันธุ์ปลาจำพวกเดียวกัน ได้ผลมาแล้วในต่างประเทศ แต่วิธีการขุดโพรงดังกล่าวแล้วข้างต้น เป็นวิธีการที่ทุ่นรายจ่ายและได้ผลดีมาก เหมาะสมที่จะใช้ในประเทศเรา

อนึ่งการเตรียมโพรงเพื่อให้ปลาวางไข่ ควรให้โพรงอยู่ห่างกันพอสมควร จำนวนโพรงนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนพ่อแม่พันธุ์ปลาที่จะใช้เพาะในสถานที่นั้นๆ

ค. การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ควรจะเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีขนาดสมบูรณ์เป็นปลาที่เติบโตเร็วไม่มีโรคพยาธิ มีไข่และน้ำเชื้อแก่เต็มที่ นอกจากนี้ควรจะเป็นปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน โดยปกติควรใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีขนาดตั้งแต่ ๒๐ เซนติเมตรขึ้นไป

ง.  อัตราส่วนการปล่อยพ่อแม่ปลาลงเพาะ ถ้าผู้เลี้ยงปลามีบ่อหรือคูจำนวนจำกัด ภายหลังที่ใช้บ่อหรือคูในการเพาะปลาแล้ว จะใช้บ่อนี้เลี้ยงลูกปลาไปจนโตก็ได้ อัตราส่วนที่เหมาะสำหรับผู้ที่จะเพาะปลาดุกโดยวิธีนี้ ควรใช้พ่อแม่พันธุ์ขนาดใหญ่ประมาณ ๑๐ คู่ ต่อเนื้อที่บ่อ ๒๐๐ เมตร

ถ้าหากว่าผู้เลี้ยงปลาดุกมีบ่อหลายบ่อ ภายหลังที่เพาะปลาดุกในบ่อด้วยวิธีดังกล่าวแล้วก็อาจจะช้อนปลาดุกขนาด ๒-๓ เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ลูกปลาดุกยังไม่แตกฝูงนำไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมไว้สำหรับเลี้ยงลูกปลาอีกต่างหากก็ได้ แล้วใช้บ่อเดิมนั้นเป็นบ่อสำหรับเพาะลูกปลารุ่นอื่นอีกต่อไป ทั้งนี้จะเพาะได้อีกประมาณ ๒ รุ่น โดยปล่อยพ่อแม่ปลาชุดใหม่ลงไปครั้งละประมาณ ๑๐ คู่ ถ้าหากว่าถ้าบ่อดังกล่าวสามารถถ่ายเทน้ำได้สะดวก ภายหลังที่เพาะปลาดุกรุ่นแรกแล้ว ควรจะระบายน้ำออกโดยจับพ่อแม่ปลารุ่นแรกออก กำจัดศัตรูและตบแต่งหลุมวางไข่ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จากนั้นจึงไขน้ำใหม่เข้าเพื่อเพาะปลูกปลารุ่นต่อไป

จ. การวางไข่และการผสมพันธุ์ การวางไข่และการผสมพันธุ์ของพ่อและแม่ปลาที่ปล่อยนั้น จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความอ่อนแอของไข่และน้ำเชื้อ รวมทั้งสภาพของสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้ามีฝนตกชุก อุณหภูมิของน้ำพอเหมาะพอดี ปลาดุกก็จะวางไข่และผสมพันธุ์เร็วขึ้น คือหลังจากที่ได้ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ ๓-๗ วัน ในฤดูวางไข่ฤดูหนึ่งๆ ปลาดุกสามารถจะวางไข่ได้ประมาณ ๒ ครั้ง และปลาดุกคู่หนึ่งสามารถให้กำเนิดลูกปลาได้ประมาณ ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตัว

ในขณะที่ปลาผสมพันธุ์กันนั้น เราจะสังเกตเห็นได้ว่าตัวผู้และตัวเมียจะว่ายเข้าออกในบริเวณโพรง การวางไข่ ตัวเมียจะวางไข่ติดดินหรือติดกับรากหญ้าบริเวณก้นหลุม ไข่ปลาดุกมีลักษณะสีเหลืองอ่อนขนาดประมาณ ๑ มิลลิเมตร ภายหลังจากการวางไข่และผสมพันธุ์แล้วปลาตัวผู้จะเฝ้าดูแลรักษาไข่ ซึ่งอยู่ในโพรงจนกระทั่งไข่ฟักออกเป็นตัว และจนถุงไข่แดง ซึ่งอยู่ที่บริเวณท้องของลูกปลายุบ ทั้งนี้จะกินเวลาประมาณ ๕-๗ วัน ในระหว่างนี้ลูกปลาจะผุดขึ้นผุดลงเพื่อหายใจบนผิวน้ำบริเวณโพรง

การรวบรวมพันธุ์ปลาดุกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
นอกจากทำการเพาะปลาดุกในบ่อ คู ตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ผู้เลี้ยงปลาดุกยังอาจรวบรวมพันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้อีกด้วยสำหรับลูกปลาขนาดเล็กสามารถรวบรวมได้ในฤดูเดียวกันกับระยะที่เพาะปลาในบ่อ ส่วนลูกปลาขนาดโตจะสามารรถรวบรวมได้จากแอ่งน้ำที่ปลาตกคลักในขณะน้ำลด

แหล่งที่จะรวบรวมลูกปลาดุกนั้น มักจะเป็นบริเวณคู หรือคลองที่มีกระแสน้ำเล็กน้อย หรือในน้ำนิ่งตามท้องทุ่งทั่วๆ ไป และในแหล่งน้ำจืดซึ่งมีระดับน้ำตั้งแต่ ๕๐ เซนติเมตรขึ้นไป ลักษณะของแหล่งที่ปลาดุกจะวางไข่ตามธรรมชาติ มักจะเป็นบริเวณท้องทุ่งที่มีหญ้าปกคลุมเล็กน้อย หรือที่บริเวณชายน้ำ ริมคู คลอง ปลาดุกจะทำหลุมหรือโพรง ปากโพรงจะอยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำ ๒๐-๒๕ เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๓๐ เซนติเมตร

วิธีรวบรวมลูกปลาดุกสามารถกระทำได้โดยง่าย ปกติแล้วผู้รวบรวมลูกปลามักลงไปในน้ำ และใช้มือคลำตามชายน้ำตามทำเลที่เหมาะสม ครั้งแรกเมื่อพบหลุมหรือโพรง ก็ใช้มือค่อยๆ คลำลงไปที่ก้นหลุมหรือโพรงนั้น ถ้าลักษณะก้นหลุมหรือโพรงลื่นเป็นมัน แสดงว่าปลาดุกกำลังกัดแอ่งเพื่อที่จะวางไข่ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นพ่อแม่ปลาดุกว่ายเข้าออกในบริเวณนั้น ถ้าปลาดุกไข่แล้ว ไข่จะติดอยู่ที่ผิวดินหรือติดกับรากหญ้าที่บริเวณก้นหลุมหรือโพรงนั้น ถ้าปลาดุกวางไข่ใหม่ๆ เมื่อเอามือคลำจะรู้สึกว่ามีเม็ดเล็กๆ ติดอยู่ที่ก้นหลุม หากหยิบขึ้นมาพร้อมกับดินในบริเวณนั้นจะเห็นเม็ดสีเหลืองอ่อน ขนาดประมาณเม็ดสาคูเล็ก แต่ถ้าไข่ฟักออกเป็นตัวแล้ว เมื่อเอามือคลำลงไปจะรู้สึกว่ามีสิ่งที่เคลื่อนไหวมากระทบมือ แสดงว่ามีลูกปลาดุกอยู่ในที่นั้น เพื่อให้แน่ใจว่าลูกปลาที่มีอยู่ในหลุมโพรงนั้นแข็งแรงพอที่จะตักออกไปเลี้ยงในบ่อได้หรือยัง ผู้รวบรวมลูกปลามักจะใช้กระชอนช้อนลูกปลาขึ้นมาดู ถ้าสังเกตเห็นว่าลูกปลายังมีถุงไข่แดงติดอยู่ที่ส่วนท้องก็ควรทิ้งไว้ในหลุมหรือโพรงนั้นอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ แล้วจึงค่อยกลับมาช้อนเอาลูกปลาไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลภายหลัง

การอนุบาลลูกปลา
การอนุบาลลูกปลาดุกนั้นทำได้หลายวิธีตามความจำเป็นของผู้เลี้ยง โดยอาจแบ่งออกดังต่อไปนี้

ก. การอนุบาลในบ่อดิน ปรากฏว่าลูกปลาดุกเจริญเติบโตดีกว่าการอนุบาลในบ่ออื่น ทั้งนี้เนื่องจากในบ่อดินมีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ ช่วยให้ลูกปลาเจริญเติบโตได้เร็ว บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลาแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ

๑. บ่อดินขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผู้มีความประสงค์เลี้ยงลูกปลาไว้ชั่วระยะหนึ่ง เพื่อจำหน่าย บ่อขนาดนี้นอกจากจะเป็นบ่อพักลูกปลาแล้วยังสะดวกในการดูแลรักษา ตลอดจนการคัดขนาดและการจับเพื่อจำหน่าย การคัดขนาดมีความจำเป็นสำหรับการเลี้ยงปลา โดยเฉพาะปลาดุกเป็นอย่างมาก เพราะปลากินกันเอง ปลาที่มีขนาดโตกว่าจะกินปลาที่ขนาดเล็กกว่า บ่อดินขนาดเล็กที่ใช้ทั่วไปควรมีขนาด ๒-๓ ตารางเมตร น้ำลึกประมาณ ๖๐ เซนติเมตร และควรปล่อยลูกปลาขนาดเล็กลงเลี้ยงประมาณ ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ตัว

๒. บ่อดินขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่จะเลี้ยงลูกปลาดุกให้เติบโตเป็นขนาด ๓-๕ นิ้วไว้จำหน่าย บ่อดังกล่าวนี้เมื่อปล่อยปลาลงเลี้ยงไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่กับลูกปลานัก เพราะการปล่อยปลาลงในบ่อขนาดใหญ่ดังกล่าว อัตราส่วนที่ปล่อยน้อยกว่าที่ปล่อยเลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก คือประมาณตารางเมตรละ ๑,๐๐๐ ตัว ลูกปลาดุกที่อนุบาลในบ่อขนาดใหญ่นี้จะมีความเจริญเติบโตรวดเร็ว เพราะในบ่อมีอาหารธรรมชาติเพียงพอ ข้อเสียสำหรับการอนุบาลลูกปลาในบ่อขนาดใหญ่นี้ก็คือ เลี้ยงลูกปลามีขนาด ๓-๕ นิ้ว จะปรากฏว่าอาจเสียหายได้ถึง ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นการคัดขนาดของลูกปลา โดยใช้ปลาขนาดเดียวกันเลี้ยงรวมกันจะได้ผลดีกว่าการเลี้ยงปลาคละต่างขนาดกัน บ่อดินขนาดใหญ่ที่ใช้ในการอนุบาลลูกปลาดุกมักใช้ขนาด ๑๐๐-๒๐๐ ตารางเมตร

ข. การอนุบาลในบ่อหรือถังซีเมนต์ การอนุบาลลูกปลาดุกโดยวิธีนี้สะดวกในการถ่ายเปลี่ยนน้ำ ตลอดจนการดูแลรักษาและการคัดขนาดปลาที่โตออก แต่ในบ่อหรือถังซีเมนต์นี้ไม่มีอาหารธรรมชาติเพียงพอ จึงทำให้ลูกปลาเติบโตช้ากว่าที่ควร นอกจากนั้นข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ อาจทำให้เกิดมีบาดแผลที่ปาก ลำตัวและครีบของลูกปลาอันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคได้ง่าย บ่อหรือถังซีเมนต์ที่นิยมใช้มีขนาดประมาณ ๑ ตารางเมตร สูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร

ค. การอนุบาลด้วยกระชัง การอนุบาลลูกปลาดุกด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้กับคู คลอง หรือแหล่งน้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะใช้แหล่งน้ำดังกล่าวเป็นที่ลอยกระชัง ส่วนดีของการอนุบาลลูกปลาด้วยวิธีนี้คือ น้ำถ่ายเทได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการคัดลูกปลาที่ต่างขนาดออก กระชังที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปทำด้วยตะแกรงลวดอลูมิเนียมขนาดช่องตาเล็กเท่าช่องตาของมุ้งลวด และควรมีขนาดกว้างประมาณ ๑ เมตร ยาว ๑.๕ เมตร ลึก ๙๐ เซนติเมตร กระชังขนาดนี้อนุบาลลูกปลาได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตัว เหมาะสำหรับอนุบาลลูกปลาดุกไว้ชั่วคราวเพื่อจำหน่ายต่อไป

การเลี้ยงปลาดุกขนาดใหญ่
ก. การเตรียมบ่อ สำหรับเลี้ยงปลาดุกนั้น ควรจะได้พิจารณาเป็นพิเศษแตกต่างกว่าการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาชนิดอื่น ทั้งนี้เนื่องจากปลาดุกมีนิสัยชอบหนีออกจากบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะขณะที่ฝนตกน้ำไหลลงไปในบ่อ ปลาจะว่ายทวนน้ำออกไป ฉะนั้นการเตรียมบ่อปลาควรจะได้หาทางป้องกันไว้ด้วย โดยทั่วๆ ไปนิยมใช้ล้อมขอบบ่อด้วยรั้วไม้รวก หรือเฝือก สูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ในบางแห่งใช้ต้นหมากทาบขนานกับขอบบ่อโดยรอบ สำหรับผู้ที่มีบ่ออยู่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น คลอง คู ก็ควรพิจารณากรุภายในบ่อด้วยไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเจาะชอนหนีไปได้

ข. อัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง ในเนื้อที่ ๑ ตารางเมตร ควรปล่อยปลาที่มีขนาดยาว ๗-๑๐ เซนติเมตร ประมาณ ๕๐ ตัว ถ้าปลาที่มีขนาดเล็กกว่านี้ก็ควรปล่อยประมาณตารางเมตร ๘๐ ตัว สำหรับบ่อที่มีการถ่ายเทน้ำได้สะดวกจะเพิ่มจำนวนปลาให้มากกว่านี้เล็กน้อยก็ได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้มากเกินไปจนแน่น จะทำให้ปลาเติบโตช้า และทำอันตรายกันเอง

อาหารและการให้อาหาร
ก. อาหารลูกปลา หลังจากที่นำลูกปลาซึ่งมีถุงไข่แดงยุบหมดแล้วมาเลี้ยง ควรจะให้อาหารจำพวกไรน้ำประมาณ ๕-๗ วัน ทุกวันในเวลาเช้าและเย็น ต่อจากนั้นก็ให้อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้แก่
๑. อาหารจำพวกแมลง เช่น ปลวก ลูกน้ำ ไรน้ำ ฯลฯ
๒. เนื้อสัตว์ เช่น เศษเนื้อวัว ควาย ปลา ไส้เป็ด ไส้ไก่ เลือด และเครื่องใน ฯลฯ
๓. เนื้อกุ้ง หอย และปูต่างๆ
๔. เนื้อสัตว์จำพวกกบ เขียด และอื่นๆ ตามแต่จะหาได้และเหมาะสม

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์เหล่านี้ จะต้องนำมาสับจนละเอียด แต่สำหรับเนื้อปลานั้นอาจใช้ต้มทั้งตัวแล้วจึงให้ลูกปลากิน แต่ระวังอย่าให้อาหารมากจนเกินไป จะทำให้ปลาตาย เนื่องจากอาหารที่กินเข้าไปย่อยไม่ทัน ทั้งอาหารที่เหลือกินจะทำให้น้ำเสียได้ง่าย นอกจากอาหารจำพวกเนื้อแล้ว อาหารจำพวกพืช เช่น กากถั่ว รำต้ม กากมัน ก็นิยมใช้เป็นอาหารสมทบได้

หลักในการให้อาหารแก่ลูกปลานั้น ควรให้อาหารวันละประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักรวมของปลาที่เลี้ยงทั้งหมด แต่ทั้งนี้ให้สังเกตดูว่าอาหารที่ให้จะเหลือมากน้อยเพียงใด ถ้าเหลือมากควรลดปริมาณอาหารลงบ้าง การให้อาหารแต่ละครั้งควรให้ปริมาณที่ปลาจะกินได้หมดในเวลาไม่มากนัก

ข. อาหารปลาใหญ่ ปลาดุกเป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งเนื้อและผัก ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็นพวกดังนี้

๑. อาหารจำพวกเนื้อได้แก่ เนื้อปลาเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมตามแต่จะหาได้ หรือเครื่องใน เช่น เครื่องในของโคและสุกรตลอดจนเลือดสัตว์ และพวกแมลงเช่นปลวก หนอน ตัวไหมตลอดจนไส้เดือน ฯลฯ

๒. อาหารจำพวกพืชผัก ได้แก่รำข้าว ปลายข้าว กากถั่ว กากมัน แป้งข้าวโพด แป้งมันและผักต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มอาหาร สำหรับปลาที่เลี้ยงอาจจะให้มูลสัตว์ เช่น มูลไก่ มูลหมู และมูลแพะ ฯลฯ โดยจัดตั้งคอกเลี้ยงสัตว์ให้อยู่ใกล้กับบ่อปลา มูลสัตว์เหล่านี้จะเป็นอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ปลาดุกได้เป็นอย่างดี

โดยทั่วๆ ไปแล้ว ปลาดุกชอบกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากกว่าอาหารประเภทพืชและประเภทแป้ง แต่การให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์แต่อย่างเดียว ปลาเจริญเติบโตไม่ได้สัดส่วน ทำให้ตัวอ้วนสั้น มีไขมันมากเกินไป ดังนั้นการให้อาหารปลาดุก เพื่อจะให้เจริญเติบโตได้สัดส่วนและมีน้ำหนักดี ควรจะให้อาหารจำพวกพืช และแป้งปนสลับอาหารประเภทเนื้อ ในอัตราส่วนอาหารประเภทเนื้อ ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของอาหารประเภทพืชและแป้ง

สำหรับการให้อาหารนั้น ควรจะให้เป็นเวลาและควรจะให้อาหารมากกว่า ๑ ที่ เพื่อจะให้ปลากินอาหารได้ถึงกัน ไม่เป็นการอัดแอและทำอันตรายกันเองได้ ปริมาณของอาหารนั้น ให้พิจารณาตามความมากน้อยของปริมาณปลาที่ปล่อยเลี้ยง และควรให้ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักของปลาทั้งหมดที่ปล่อยเลี้ยงดังกล่าวแล้วในข้างต้น

การจับปลา
ปลาดุกที่นิยมซื้อขายกันในท้องตลาดนั้นเป็นปลาขนาดพองามประมาณ ๓-๕ ตัวต่อ ๑ กิโลกรัม ปลาดุกขนาดดังกล่าวนี้มีอายุประมาณ ๖ เดือนถึง ๑ ปี ทั้งนี้สุดแล้วแต่ผู้เลี้ยงเริ่มปล่อยพันธุ์ปลาขนาดใดลงเลี้ยง ประกอบกับปริมาณและประเภทของอาหารที่ให้ ฤดูและระยะเวลาที่ควรจับปลาดุกส่งจำหน่ายยังตลาดนั้น ควรจะพิจารณาจับจำหน่ายในฤดูที่ปลาขาดแคลนซึ่งจะทำให้ราคาดี

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การเลี้ยงปลานิล

ความเป็นมา
ตามที่เจ้าอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้จัดส่งปลานิลจำนวน ๕๐ ตัว ความยาวเฉลี่ยตัวละประมาณ ๙ เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ ๑๔ กรัม มาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๐๘ นั้น ในระยะแรกได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ตารางเมตร ในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ปลานิลเมื่อเลี้ยงมาได้ ๕ เดือนเศษ ปรากฏว่ามีลูกปลาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่สวนกุหลาบขุดบ่อขึ้นใหม่อีก ๖ บ่อ มีเนื้อที่เฉลี่ยบ่อละประมาณ ๗๐ ตารางเมตร ซึ่งในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงย้ายปลาด้วยพระองค์เอง จากบ่อเดิมไปปล่อยในบ่อใหม่ทั้ง ๖ บ่อ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๘ ต่อจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบให้กรมประมงจัดส่งเจ้าหน้าที่วิชาการมาตรวจสอบการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน

โดยที่ปลาชนิดนี้เป็นปลาจำพวกกินพืช เลี้ยงง่าย มีรสดี ออกลูกดกเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ในเวลา ๑ ปี จะมีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมและมีความยาวประมาณ ๑ ฟุต จึงได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้ปลานี้แพร่ขยายพันธุ์ อันจะเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรของพระองค์ต่อไป

ดังนั้น วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นได้จัดส่งพันธุ์ปลามาทูลเกล้าถวาย และทรงเลี้ยงไว้ที่ในบริเวณสวนจิตรลดาเป็นเวลาเกือบครบ ๑ ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิล” และได้พระราชทานปลานิลขนาดยาว ๓-๕ เซนติเมตร จำนวน ๑๐,๐๐๐ ตัว ให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยง ในบริเวณเกษตรกลางบางเขน และที่สถานีประมงต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักรอีกจำนวน ๑๕ แห่ง เพื่อดำเนินการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์พร้อมกัน ซึ่งเมื่อปลานิลนี้แพร่ขยายพันธุ์ออกไปได้มากเพียงพอแล้ว จะได้แจกจ่ายให้แก่ราษฎรนำไปเพาะเลี้ยงตามความต้องการต่อไป

รูปร่างลักษณะ
ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งอยู่ในตระกูล (Eichlidac) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอาฟริกา พบทั่วไปตามหนอง บึง และทะเลสาบในประเทศซูดาน อูกานดา แทนแกนยีกา โดยที่ปลาชนิดนี้เจริญเติบโตเร็ว และเลี้ยงง่ายเหมาะสมที่จะนำมาเพาะเลี้ยงในบ่อได้เป็นอย่างดี จึงได้รับความนิยมและเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในภาคพื้นเอเชีย แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็นิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้

รูปร่างลักษณะของปลานิลคล้ายกับปลาหมอเทศ แต่ลักษณะพิเศษของปลานิลมีดังนี้คือริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน ที่บริเวณแก้มมีเกล็ด ๔ แถว ตามลำตัวมีลายพาดขวางจำนวน ๙-๑๐ แถบ นอกจากนี้ลักษณะทั่วไปมีดังนี้ ครีบหลังมีเพียง ๑ ครีบ ประกอบด้วยด้านครีบแข็งและก้านครีบอ่อนเป็นจำนวนมาก ครีบก้นประกอบด้วยก้านครีบเช่นกัน มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว ๓๓ เกล็ด ลำตัวมีเขียวปนน้ำตาล ตรงกลางเกล็ดมีสีเข้ม ที่กระดูกแก้มมีจุดสีเข้มอยู่จุดหนึ่ง บริเวณส่วนอ่อนของครีบหลังครีบก้นและครีบหางนั้น จะมีจุดสีขาวและเส้นสีดำตัดขวาง และดูคล้ายลายข้างตอกอยู่โดยทั่วไป

นิสัย
ตามธรรมชาติปรากฏว่า ปลานิลเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงตามแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง และทะเลสาบ เป็นปลาที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีความอดทนและสามารถปรับปรุงตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ง่าย นับว่าเป็นปลาที่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงในบ่อได้เป็นอย่างดี

การสืบพันธุ์
๑. ลักษณะเพศ  ตามปกติแล้วรูปร่างลักษณะภายนอกของปลานิลตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แต่จะสังเกตลักษณะเพศได้ก็โดยการดูอวัยวะเพศที่บริเวณใกล้กับช่องทวารโดยตัวผู้จะมีอวัยวะเพศในลักษณะเรียวยาวยื่นออกมา แต่สำหรับตัวเมียจะมีลักษณะเป็นรูค่อนข้างใหญ่และกลม ขนาดปลาที่จะดูเพศได้ดีนั้นจะเป็นปลาที่มีขนาดยาวตั้งแต่ ๑๐ เซนติเมตรขึ้นไป สำหรับปลาที่มีขนาดโตเต็มที่นั้น เราจะสังเกตเพศได้อีกวิธีหนึ่งด้วยการดูสีที่ลำตัว ซึ่งปลาตัวผู้ที่ใต้คางและลำตัวจะมีสีเข้มต่างกับตัวเมีย ยิ่งเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์สีจะยิ่งเข้มขึ้น

๒. การผสมพันธุ์ และการวางไข่  การผสมพันธุ์ของปลานิลนี้ในขณะที่ปลายังไม่โตได้ขนาดผสมพันธุ์ หรือสภาพสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะที่จะวางไข่ ปลาจะอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่ภายหลังเมื่อปลาโตได้ขนาดที่จะสืบพันธุ์ได้และมีสภาพสิ่งแวดล้อมเหมาะสมแล้ว ปลาตัวผู้ก็จะแยกออกจากฝูงแล้วเริ่มสร้างรัง โดยเลือกเอาบริเวณชานบ่อที่ตื้นๆ น้ำลึกประมาณ ๓๐-๕๐ เซนติเมตร วิธีการสร้างรังนั้นปลาจะปักหัวลง โดยที่ตัวของมันจะอยู่ในระดับตั้งฉากกับพื้นดิน แล้วใช้ปากพร้อมกับการเคลื่อนไหวของลำตัวเขี่ยดินตะกอนออก จากนั้นจะอมดินตะกอนกับเศษสิ่งของต่างๆ ออกไปทิ้งนอกรังปฏิบัติอยู่เช่นนี้จนกว่าจะได้รัง ซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมที่มีขนาดตามต้องการหลังจากสร้างรังสิ้นสุดลงแล้วมันจะพยายามขับไล่ปลาตัวอื่นๆ ให้ออกไปนอกบริเวณรังและว่ายวนเวียนเป็นรัศมี ๒-๓ เมตรรอบๆ รัง ในระหว่างที่มีการเฝ้าดูแลรักษารังนี้ตัวผู้จะแผ่ครีบหลัง อ้าปากกว้างอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ตัวเมียว่ายเข้ามาใกล้ อาการเช่นนี้เป็นการเชิญชวนให้เข้ามาที่รังซึ่งตนได้สร้างไว้ เท่าที่ได้มีผู้สังเกตพบปรากฏว่าปลาตัวเมียบางตัวจะผ่านเข้าไปยังลังถึง ๓ รังก่อน จึงจะพบรังที่ถูกใจ

เมื่อต่างได้คู่ที่ถูกใจแล้วก็จะแสดงอาการจับคู่โดยว่ายน้ำเคล้าคู่กันไปต่างจะใช้หางดีดและกัดกันเบาๆ หลังจากเคล้าเคลียกันแล้วปลาก็ผสมพันธุ์กัน โดยตัวผู้จะใช้บริเวณหน้าผากดุนที่ใต้ท้องของตัวเมียเพื่อเป็นการกระตุ้นและเร่งเร้าให้ตัวเมียวางไข่ ซึ่งตัวเมียจะวางไข่ออกมาครั้งละ ๑๐ หรือ ๑๒ ฟอง แล้วตัวผู้จะว่ายไปเหนือไข่พร้อมกับปล่อยน้ำเชื้อลงไป ทำเช่นนี้อยู่จนกว่าการผสมพันธุ์จะแล้วเสร็จ ซึ่งทันทีทันใดนั้นตัวเมียจะเก็บไข่ที่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อแล้วอมเข้าไว้ในปากแล้วว่ายออกจากรังไปยังบริเวณก้นบ่อที่ลึกกว่า ส่วนตัวผู้ก็จะคอยหาโอกาสเคล้าเคลียกับตัวเมียอื่นต่อไป

ขนาดของพ่อแม่ปลาที่จะทำการผสมพันธุ์วางไข่ได้นั้น เป็นปลาที่มีขนาดยาว ๑๐ เซนติเมตร และมีอายุประมาณ ๔ เดือนขึ้นไป ปริมาณไข่แต่ละครั้งจะมากน้อยตามขนาดของแม่ปลาคืออยู่ในระหว่าง ๕๐-๖๐๐ ฟอง

๓. การฟักไข่และการแพร่ขยายพันธุ์ การฟักไข่ของปลานิลนี้เป็นหน้าที่ของตัวเมีย โดยการอมไข่ไว้ในปาก ซึ่งจะเป็นที่เก็บรักษาไว้ให้พ้นจากศัตรู และช่วยให้ไข่นั้นได้รับน้ำที่สะอาดโดยแม่ปลาจะคอยทำหน้าที่ถ่ายเปลี่ยนน้ำอยู่ตลอดเวลา ไข่จะฟักออกเป็นตัวระยะเวลา ๔-๕ วัน

ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ๆ จะยังไม่กินอาหารเพราะในระยะนี้ลูกปลาจะอาศัยอาหารจากถุงอาหารธรรมชาติ ซึ่งติดอยู่ที่ท้อง ขณะเดียวกันแม่ปลาก็คงทำหน้าที่อมลูกปลาอยู่ต่อไปจนกระทั่งถุงอาหารธรรมชาติยุบหายไปหลังจากฟักออกเป็นตัว ๓-๔ วัน พร้อมกันนั้นลูกปลาเหล่านี้ก็จะเจริญเติบโตขึ้นสามารถกินอาหารจำพวกพืชและไรน้ำเล็กๆ ซึ่งมีอยู่ในน้ำ ถึงแม้ว่าลูกปลาจะเจริญเติบโตขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังจัดอยู่ในวัยอ่อน ดังนั้นจึงต้องคอยหลบหลีกอันตรายโดยว่ายวนเวียนอยู่ที่บริเวณหัวของแม่ปลา และเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในช่องปาก โดยเข้าทางปากหรือทางช่องเหงือกระยะเวลาที่ลูกปลาเล็กๆ จะอยู่ในความดูแลรักษาของแม่ปลานี้ขึ้นอยู่กับแม่ปลา และลูกปลาแต่ละตัว โดยหลังจากลูกปลาอายุได้ ๓-๔ วัน ลูกปลาจะไม่พยายามเข้าไปหลบซ่อนภายในช่องปากของแม่ และจำนวนของตัวที่จะหลบภัยจะค่อยๆ ลดลง หลังจากอายุได้ ๑ สัปดาห์แล้ว จะไม่มีลูกปลาเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในช่องปากของแม่ปลาอีกเลย แต่แม่ปลาก็จะคอยระวังศัตรูโดยว่ายวนเวียนอยู่ใกล้บริเวณที่ลูกของมันหาอาหารกิน ลูกปลานิลจะเลี้ยงตัวเองรอดเมื่อมีอายุได้ ๓ สัปดาห์ และมักจะว่ายขึ้นกินอาหารรวมกันเป็นฝูง

การแพร่ขยายพันธุ์ของปลานิลนั้นตามปกติรังไข่ของปลานิลจะประกอบด้วยไข่ขนาดต่างๆ กัน หากเมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมเหมาะสมในการวางไข่ ไข่บางส่วนก็จะขยายตัวออก และเมื่อไข่สุกเต็มที่จะถูกขับเคลื่อนออกสู่ภายนอกขณะเมื่อปลาทำการวางไข่แต่ละครั้งปริมาณไข่เท่าที่พบจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปลาและฤดูกาล แม่ปลาเริ่มวางไข่ครั้งแรกจะให้ลูกปลาจำนวนน้อย แล้วปริมาณไข่จะเพิ่มมากขึ้นตามขนาดของแม่ปลาที่โตขึ้น การวางไข่ของแม่ปลาตัวหนึ่งจะสามารถวางไข่ได้ตลอดปี ในระยะ ๒-๓ เดือน ต่อครั้ง ถ้าหากบ่อเลี้ยงปลามีสภาพดี และให้อาหารพอเพียงในเวลา ๑ ปี แม่ปลาตัวหนึ่งจะแพร่พันธุ์ได้ ๓-๔ ครั้ง

การเลี้ยง
ถึงแม้ว่าปลานิลจะเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายก็ตาม แต่ในการเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้รับผลดี เป็นที่น่าพอใจนั้น ก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักวิธีการเพาะเลี้ยงเป็นขั้นๆ ไป ดังต่อไปนี้

๑. บ่อ บ่อที่จะใช้เลี้ยงปลานิลนั้นควรจะเป็นบ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและเนื้อที่ประมาณ ๑ งาน ทั้งนี้เพื่อจะได้ใช้เลี้ยงปลาที่มีขนาดโตและสำหรับเพาะลูกปลาไปด้วยกัน เพราะถ้าเป็นบ่อที่มีขนาดเล็กแล้ว ลูกปลาที่เกิดขึ้นมาจะแน่นบ่ออย่างรวดเร็วทำให้ลูกปลาเหล่านั้นมีขนาดไม่โต โดยที่ปลานิลเป็นปลาที่วางไข่โดยการขุดหลุมตามก้นบ่อ ดังนั้นการขุดบ่อจึงควรจะมีชานบ่อไว้บ้าง หรือมิฉะนั้นตอนขอบบ่อก็ควรให้มีลาดเทมากๆ ซึ่งจะเป็นแหล่งตื้นๆ สำหรับให้ปลาวางไข่ ส่วนตอนกลางๆ บ่อก็ควรให้ลึกประมาณ ๑ เมตร ก็เป็นการเพียงพอ เพื่อที่ปลาจะได้อาศัยเป็นที่เลี้ยงตัวให้เจริญเติบโตได้ขนาดที่เราจะใช้รับประทานกันได้

ถ้าบ่อนั้นอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ เช่น คู คลอง แม่น้ำ ก็จะเป็นการสะดวกในการใช้น้ำและไม่จำเป็นต้องทำการวิดน้ำเข้าออก เพียงแต่ทำท่อระบายน้ำแล้วกรุด้วยตะแกรงตาถี่เพื่อป้องกันมิให้ปลาที่เลี้ยงหลบหนีออกไป และเป็นการป้องกันมิให้ศัตรูของปลาจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้ แต่ถ้าบ่อนั้นไม่สามารถจะทำท่อระบายน้ำได้ก็จำเป็นที่จะต้องทำการสูบน้ำเข้าเมื่อเวลาน้ำลดลงและเปลี่ยนน้ำเมื่อเวลาน้ำเกิดเสีย

๒. การเตรียมบ่อ
ก. กำจัดพันธุ์ไม้น้ำ บ่อเลี้ยงปลาต้องรักษาไม่ให้รกด้วยพืชที่ไม่ต้องการ เช่นผักตบชวา จอก บัว และหญ้าต่างๆ ควรจะเก็บออกจากบ่อเลี้ยงปลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพันธุ์ไม้น้ำเหล่านี้จะปกคลุมผิวน้ำเป็นอุปสรรคต่อการหมุนเวียนของอากาศ เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูได้เป็นอย่างดี และเป็นการจำกัดเนื้อที่ที่ปลาจะอยู่อาศัยด้วย

ข. กำจัดศัตรู ศัตรูของปลานิลได้แก่ปลาจำพวกกินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาบู่ และปลาดุก นอกจากนี้ก็มีสัตว์จำพวก  เต่า กบ เขียด งู เป็นต้น ฉะนั้นก่อนปล่อยปลานิลลงเลี้ยงในบ่อ จึงจำเป็นต้องกำจัดศัตรูเหล่านี้เสียก่อน โดยวิธีระบายน้ำออกให้แห้ง แล้วจับขึ้นให้หมด แต่ถ้าหากบ่อนั้นไม่อยู่ใกล้ทางน้ำ ซึ่งไม่สะดวกแก่การระบายน้ำออกก็ควรจะใช้โลติ๊น โดยใช้อัตราส่วนโลติ๊นสดหนัก ๑ กิโลกรัม ต่อปริมาณของน้ำในบ่อ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร วิธีทำคือทุบหรือบดโลติ๊นให้ละเอียดนำลงแช่น้ำสัก ๑ หรือ ๒ ปีบ ขยำโลติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลายๆ ครั้งจนหมด นำไปสาดให้ทั่วบ่อ ศัตรูปลาจำพวกดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมาหมดต้องเก็บออกทิ้งอย่าปล่อยให้เน่าอยู่ในบ่อ เพราะจะทำให้น้ำเสียได้ และก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยงควรทิ้งระยะไว้ประมาณ ๗-๑๐ วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโลติ๊นสลายตัวไปหมดเสียก่อน

ค. การใส่ปุ๋ย  ตามปกติโดยทั่วๆ ไปแล้วปลาจะกินอาหารจากธรรมชาติและจากที่ให้สมทบ เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะมีจำนวนเกือบเท่าๆ กัน ดังนั้นในบ่อเลี้ยงปลาควรให้มีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีการใส่ปุ๋ยลงไป ปุ๋ยที่ใช้ได้แก่มูลวัว มูลควาย มูลหมู มูลเป็ดและมูลไก่ นอกจากปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ดังกล่าวแล้วก็มีปุ๋ยหมักและปุ๋ยพืชสดต่างๆ อีกเป็นต้น

อัตราการใส่ปุ๋ยในระยะแรกนั้นควรใส่ประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนในระยะหลังๆ ควรใส่ในอัตราครั้งละครึ่งหนึ่งของระยะแรก

วิธีใส่ปุ๋ย ถ้าหากเป็นปุ๋ยคอกคือปุ๋ยที่ได้มาจากมูลสัตว์ต่างๆ ควรตากให้แห้งเสียก่อนเพราะถ้าเป็นปุ๋ยที่สดแล้วจะทำให้น้ำในบ่อมีแก๊สจำพวกแอมโมเนียละลายอยู่ในน้ำมาก ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อปลา การใส่ปุ๋ยคอกก็ใช้วิธีโยนลงไปในบ่อให้ละลายไปทั่วๆ อย่าโยนให้ตกอยู่ในที่เดียว ส่วนปุ๋ยพืชสดนั้นควรเทสุมเป็นกองไว้ตามมุมบ่อ ๑ หรือ ๒ แห่ง โดยมีไม้ไผ่ปักล้อมเป็นคอกรอบกองปุ๋ยไว้ เพื่อป้องกันมิให้ส่วนที่ยังไม่สลายตัวกระจัดกระจาย

บ่อที่มีอาหารธรรมชาติมากหรือน้อยนั้นจะสังเกตได้จากสีของน้ำ ถ้าน้ำมีสีเขียวจะมีอาหารจำพวกพืชเล็กๆ มาก แต่ถ้าน้ำในบ่อมีสีค่อนข้างคล้ำ มักจะมีอาหารจำพวกไรน้ำมาก ซึ่งพวกพืชเล็กๆ และไรน้ำเหล่านี้ นับว่าเป็นอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการเลี้ยงปลาเป็นอย่างมาก

การปล่อยปลาลงเลี้ยง
ก. จำนวนปลาที่ปล่อย  เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่ขยายพันธุ์ได้เร็วคือ แม่ปลาตัวหนึ่งจะออกลูกได้ ๓-๔ ครั้งในเวลา ๑ ปี ดังนั้นจำนวนปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยงในบ่อครั้งแรกจึงไม่จำเป็นต้องปล่อยให้มากนัก สำหรับบ่อขนาดเนื้อที่ ๑ งาน (๔๐๐ ตารางวา) ควรใช้พ่อแม่ปลานิลเพียง ๕๐ คู่ หรือถ้าเป็นขนาดลูกปลาก็ควรปล่อยเพียง ๔๐๐ ตัว นับว่าพอเหมาะ

ข. เวลาปล่อยปลา เวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับปล่อยปลาควรจะเป็นเวลาเช้าหรือเวลาเย็น ซึ่งอุณหภูมิของน้ำไม่ร้อนเกินไป ก่อนที่จะปล่อยปลาควรเอาน้ำในบ่อใส่ปนลงไปในภาชนะที่บรรจุปลา ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ นาที เพื่อให้ปลาคุ้นกับน้ำใหม่เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ จุ่มปากภาชนะที่บรรจุปลานิลลงบนผิวน้ำพร้อมกับปล่อยปลาออกช้าๆ

การให้อาหาร
เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่กินอาหารได้ทุกชนิด ดังนั้นปลานิลนี้จึงเป็นปลาที่ให้ผลผลิตสูง โดยเฉพาะพวกอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อ เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลง และสัตว์ตัวเล็กๆ ที่อยู่ในบ่อตลอดจนสาหร่ายและแหน แต่เพื่อเป็นการเร่งให้ปลาที่เลี้ยงอยู่นี้เจริญเติบโตเร็วขึ้น จึงควรมีการให้อาหารสมทบด้วย เช่น รำ ปลายข้าว กากถั่วลิสง กากมะพร้าว แหนเป็ด และปลาป่นเป็นต้น อาหารสมทบเหล่านี้ควรเลือกเอาชนิดที่หาได้สะดวกและมีราคาถูก ส่วนการให้ก็ไม่ควรให้มากเกินไป โดยกะให้พอเหมาะแก่ความต้องการของปลา ส่วนมากควรเป็นน้ำหนักราว ๔ เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลาเลี้ยง เพราะถ้าให้อาหารมากเกินไปปลาก็จะกินไม่หมด ซึ่งจะเกิดผลเสีย ๒ ประการด้วยกันคือ เสียค่าอาหารไปโดยเปล่าประโยชน์และทำให้น้ำเน่าเสีย ซึ่งจะเป็นอันตรายแก่ปลาได้

การเจริญเติบโต
ปลานิลเป็นปลาที่มีการเจริญเติบโตเร็ว แต่ด้วยเหตุที่ปลานิลมีการขยายพันธุ์เร็วด้วย ดังนั้นการเลี้ยงปลาก็ไม่ควรจะปล่อยให้มีปลาแน่นเกินไป ถ้าหากว่ามีลูกปลาเกิดขึ้นมากแล้วก็ควรจะจับลูกปลาแบ่งออกไปเลี้ยงยังบ่ออื่นบ้าง เพราะถ้าปล่อยให้อยู่กันอย่างแน่นหนาเกินไป ปลาก็จะไม่เจริญเติบโตและจะทำให้การแพร่พันธุ์ไม่ดีอีกด้วย

การเจริญเติบโตของปลานิล

อายุปลา(เดือน) ความยาว(ซ.ม.) หนัก (กรัม)
๑๐ ๓๐
๒๐ ๒๐๐
๒๕ ๓๕๐
๑๒ ๓๐ ๕๐๐

การจับ
เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่แพร่พันธุ์ได้เร็ว พ่อแม่ปลาที่โตเต็มที่ เมื่อปล่อยลงเลี้ยงในบ่อจะเริ่มวางไข่ภายใน ๒-๓ สัปดาห์ และลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ชุดนี้จะเริ่มวางไข่ได้เมื่อมีอายุประมาณ ๓-๔ เดือน เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่มีการจับปลาขนาดใหญ่ออกเสียบ้าง ก็จะทำให้ปลาแน่นบ่อ สิ่งที่สำคัญคือ อาหารธรรมชาติของปลาที่เกิดขึ้นภายในบ่อย่อมมีจำกัดตามเนื้อที่ของบ่อ ฉะนั้น ปลาที่เลี้ยงไว้จะมีอาหารกินโดยจำกัดไปด้วย และเมื่อปลาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างหนาแน่น ย่อมทำให้ในบ่อมีอาหารไม่พอเพียง เป็นเหตุให้ปลาเติบโตช้า ไม่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้

ฉะนั้นเมื่อสังเกตเห็นว่า ปลามีปริมาณมากหรือแน่นบ่อเกินไป ก็จำเป็นต้องหมั่นจับปลาที่มีขนาดโตออกเสียบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้โอกาสให้ลูกปลาเจริญเติบโตได้เร็วขึ้นและสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ในโอโอกาสต่อไป

ประโยชน์
ปลานิลเป็นปลาที่มีเนื้อมากและรสดี สามารถที่จะใช้เป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ทอด ต้ม แกง ตลอดจนทำน้ำยาได้ดี เท่าเนื้อปลาช่อน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำชนิดต่างๆ ได้เช่นเดียวกับปลาชนิดอื่น โดยทำเป็นปลาเค็มตากแห้งแบบปลาสลิด ทำเป็นปลากรอบ ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อมหรือปลาส้ม และประกอบเป็นอาหารได้อีกมากชนิด ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นนี้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน ทั้งสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มขึ้นตามความต้องการได้อีกด้วย

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การผสมเทียมปลาตะเพียนขาว

ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาน้ำจืดที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตสูง กินพืชผักเป็นอาหาร เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงในบ่อ แต่ปัจจุบันพันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติหาได้ยาก สมควรจะได้เร่งผลิตลูกปลา โดยวิธีการผสมเทียม ซึ่งมีขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ มีความสำคัญต่อการผสมเทียมมาก ถ้าพ่อแม่พันธุ์ไม่มีความสมบูรณ์พอ การเพาะขยายพันธุ์จะไม่ได้ผลหรือได้แต่น้อยมาก ควรมีการขุนปลาไว้ก่อนถึงฤดูปลาตะเพียนขาวผสมพันธุ์ประมาณ ๒-๓ เดือน ให้อาหารที่มีคุณค่าและมีการถ่ายเทน้ำบ่อยครั้ง พ่อปลากับแม่ปลาควรแยกเลี้ยงกันคนละบ่อ อัตราการปล่อย ตารางเมตรละ ๑-๒ ตัว

ลักษณะภายนอกของปลาตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกันมาก แต่เมื่อใกล้ผสมพันธุ์จะสังเกตได้ง่ายขึ้น คือตัวเมียจะมีท้องอูมเป่ง พื้นท้องนิ่มและรูก้นกว้างกว่าปกติ ส่วนตัวผู้ท้องจะแบนพื้นท้องแข็ง ถ้าเอามือลองบีบเบาๆ ที่ท้อง จะมีน้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลออกมา

อุปกรณ์ที่ใช้
๑. พ่อแม่พันธุ์ที่จะใช้ผสมเทียม ตัวผู้ ๑๐ ตัว เมีย ๕ ตัว
๒. ปลาที่จะผ่าเอาต่อมใต้สมอง
๓.ขวดเก็บต่อมพร้อมน้ำยาอะซีโตน
๔. มีด เขียง
๕. สวิงหรือเปลผ้า
๖. เครื่องมือผ่าตัด
๗. หลอดบดต่อม น้ำกลั่น สำลี
๘. หลอดฉีดยาพร้อมเข็ม
๙. อ่างพลาสติก ขนไก่
๑๐. เครื่องชั่ง

การเก็บต่อมใต้สมอง
นำปลาที่จะเก็บต่อมใต้สมองมาชั่งน้ำหนักและวัดขนาดไว้ วางปลาบนเขียงจับส่วนท้องและกดให้ท้องปลาติดกับเขียงให้มั่น ให้มีดถากตรงส่วนของกะโหลกให้เอียงไปทางตาเลยไปถึงมุมปาก แล้วเปิดกะโหลกออก ใช้สำลีเช็ดไขมันและเลือดออกให้หมด ใช้ปากคีบดึงเอามันสมองออก จะเห็นต่อมกลมๆ ขาวๆ อยู่ใต้สมอง นั่นคือต่อมใต้สมองที่ต้องการ

การเตรียมฮอร์โมน
นำต่อมใต้สมองมาบดในหลอดบดต่อมให้ละเอียด เติมน้ำกลั่นและบดซ้ำอีก แล้วใช้เข็มฉีดยารูดเอาแต่น้ำใสๆ ไปใช้เพื่อนำไปฉีดปลาตะเพียนขาวตัวเมียที่ต้องการจะเพาะ

การฉีดฮอร์โมน
บริเวณที่ฉีดคือบริเวณกล้ามเนื้อใต้ครีบหลัง แทงเข็มเข้าใต้เกล็ดทะแยงเล็กน้อย อย่าให้ลึกนัก ค่อยๆ เดินน้ำยาให้ครบตามที่กำหนด แล้วนำปลาที่ฉีดแล้วไปไว้ที่เดิม การฉีด ฉีด ๒ ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองห่างกัน ๖ ชั่วโมง หลังจากฉีดครั้งที่ ๒ แล้ว ประมาณ ๕ ชั่วโมง ไข่จะสุก จึงทำการรีดไข่ผสมกับน้ำเชื้อ

ปริมาณน้ำยาที่ใช้
ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแม่ปลา ได้แก่ขนาด น้ำหนักและลักษณะกับสภาพของไข่ด้วย ปกติครั้งแรกจะใช้ต่อมใต้สมองครึ่งต่อม ครั้งที่สองประมาณ ๓-๖ เท่าของครั้งแรก ปริมาณการใช้น้ำยา ปกติใช้หน่วนเป็นโดส มีหลักเกณฑ์การคำนวณ ดังนี้

โดส = น้ำหนักปลาที่จะเก็บต่อ
น้ำหนักแม่ปลา

การผสมไข่และน้ำเชื้อ
นำปลาตัวเมียและตัวผู้มารีดไข่และน้ำเชื้อลงในอ่างพลาสติก ใช้ขนไก่คนเบาๆ ให้คลุกเคล้ากันจนทั่ว แล้วใส่น้ำให้ท่วมทิ้งไว้ประมาณ ๑-๒ นาที จึงถ่ายน้ำทิ้ง ทำอย่างนี้ประมาณ ๒ ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ นาที แล้วจึงนำไข่ไปเพาะฟักในที่ที่เตรียมไว้ในเปลหรือกรวยเพาะฟัก ให้น้ำไหลผ่านตลอดเวลาเพื่อช่วยพยุงให้ไข่ลอยและป้องกันการทับถมของไข่ ทิ้งไปประมาณ ๑๔-๑๖ ชั่วโมง ลูกปลาจะฟักเป็นตัว

การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน
ลูกปลาที่ฟักออกมาใหม่ๆ จะมีถุงไข่ติดอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้อาหาร เมื่ออายุได้ ๔ วัน จึงให้อาหารพวกไข่แดงต้มสุกบดละเอียดละลายน้ำแล้วใช้นิ้วดีด หรือพ่นให้เป็นฝอยให้กินประมาณ ๔ วัน แล้วย้ายลูกปลาไปเลี้ยงในบ่อดิน ที่มีน้ำลึกประมาณ ๗๐ เซนติเมตรในอัตรา ๕๐๐ ตัวต่อตารางเมตร ระยะนี้ให้อาหารพวกไข่ตุ๋นละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ เมื่อเลี้ยงครบ ๑๐ วัน ให้เปลี่ยนอาหารเป็นรำละเอียด

การเลี้ยง
บ่ออนุบาล ควรเป็นบ่อดินที่เตรียมไว้ให้สะอาด ขนาด ๒๐๐-๔๐๐ ตารางเมตร น้ำลึกประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ใช้เลี้ยงลูกปลาวัยอ่อนจนถึงขนาดยาว ๕-๗ เซนติเมตร ปล่อยให้อัตรา ๑๕ ตัวต่อตารางเมตร อาหารให้พวกไรน้ำ รำละเอียด ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ควรให้ในลักษณะที่เป็นผง โปรยให้กินตามข้างบ่อ ในตอนเช้าและเย็น ระวังแมลงในน้ำที่เป็นศัตรูของปลา

บ่อเลี้ยง ควรเป็นบ่อดินขนาด ๔๐๐ ตารางเมตรขึ้นไปจนถึงขนาด ๑ ไร่ หรือมากกว่านั้น น้ำลึกประมาณ ๑ เมตรตลอดปีใช้เลี้ยงลูกปลาที่มีความยาว ๕-๗ เซนติเมตรขึ้นไปจนมีขนาดใหญ่ปล่อยในอัตรา ๒-๓ ตัวต่อตารางเมตร อาหารควรใช้อาหารสมทบ พวกแหนเป็ดและไรน้ำ โปรยให้กินสดๆ ส่วนเศษผักบุ้ง ผักกาดขาว จอกแหน กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง ใช้แขวนหรือใส่กระบะ และอาหารจำพวกสัตว์ เช่น ตัวไหม เลือดสัตว์ เครื่องในสัตว์บดให้ละเอียด ใช้ผสมกับอาหารดังกล่าว ให้อาหารวันละ ๑ ครั้ง เช้าหรือเย็นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง ถ้าให้มากเกินไป เศษอาหารที่เหลือจะทำให้น้ำในบ่อเสียและเป็นอันตรายต่อปลาได้

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การขุดบ่อเลี้ยงปลา

การเลือกสถานที่และหลักเกณฑ์การขุดบ่อ
การขุดบ่อเลี้ยงปลาต้องเลือกสถานที่ๆ ใกล้กับทางน้ำ เช่น คลอง ลำธาร หรือแม่น้ำ เพื่อสะดวกในการระบายน้ำเข้าออก แต่ไม่ควรให้ใกล้เกินไปนัก อย่างน้อยฐานเชิงการขุดบ่อเลี้ยงปลาลาดไม่ควรใกล้เกิน ๕ เมตร ดินในบริเวณที่จะขุดบ่อควรเป็นดินเหนียวเป็นดีที่สุด ถ้าเป็นดินชนิดอื่นหรือดินทรายไม่สู้ดีนัก

ดินที่ขุดขึ้นจากบ่อให้เสริมเป็นคันบ่อ และให้มีความสูงพอที่จะป้องกันระดับน้ำท่วมในฤดูน้ำด้วย และดินที่ขุดไปเสริมบ่อนี้ ให้ห่างจากบ่อที่ขุดระยะไม่น้อยกว่า ๑-๒ เมตร โดยรอบ เพื่อป้องกันการทรุดตัว และน้ำฝนที่ตกชะดินลงไปก้นบ่อจะทำให้บ่อตื้นเร็วขึ้น การขุดบ่อและการเสริมคันบ่อต้องเป็นเชิงลาดจากระดับดินเดิม ส่วนความลึกของบ่อควรลึก ๑.๕๐ เมตร ถึง ๒.๕๐ เมตร

การที่จะขุดดินมาเสริมเป็นคันบ่อนี้ มีข้อสำคัญที่ควรปฏิบัติ คือที่ๆ จะถมเป็นคันบ่อนี้เป็นพื้นระดับดินธรรมดา ส่วนมากมักจะมีเศษไม้ หญ้าหรือต้นไม้อื่นๆ ขึ้นอยู่ จะต้องจัดการถากถางและถอนทิ้งเสีย เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่ออยู่ใต้ดินจะไม่ใคร่ผุ จึงเป็นช่องทางให้น้ำไหลรอดไปภายใต้คันบ่อได้ และจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นภายหลัง การที่จะต้องทำเช่นนี้ประสงค์จะให้ดินเกาะและยึดตัวแน่น ป้องกันการกัดเซาะของน้ำตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ฉะนั้นเมื่อได้ทำการถากถางแล้ว จะเริ่มถมดิน ควรจะต้องทำการกระทุ้งดินที่ถมใหม่นี้ให้แน่น เพื่อจะได้เชื่อมดินกับดินถมใหม่ให้ยืดตัวเป็นผืนเดียว หรือจะใช้วัว ควาย ช่วยเหยียบย่ำก็ได้ การที่ต้องให้กระทุ้งดินนั้น ถ้าเป็นดินเหนียวอาจจะมีโพรงได้ ถ้าได้รับน้ำหนักของการกระทุ้งจึงจะยุบตัวไปติดกัน วิธีกระทุ้งให้กระทุ้งพร้อมกับการถม ไม่ใช่ถมจนเสร็จแล้วจึงกระทุ้ง และการถมดินนี้จะต้องถมแผ่หรือเกลี่ยดิน เริ่มแต่ฐานที่พื้นดินเดิมให้เต็มฐาน ส่วนกว้างของคันดินทั้งหมดเป็นระดับขั้นๆ ขึ้นไปจนถึงสันคันดิน

อนึ่ง ดินบางชนิดเมื่อได้เอาดินใหม่ที่ขุดมาถมเป็นคัน บ่อนี้จะไม่สามารถเกาะตัวกับดินเก่าได้ มีวิธีจะป้องกัน คือ ขุดดินเก่าให้เป็นร่องลึกตรงศูนย์กลางที่จะตั้งคันบ่อลึกประมาณตั้งแต่ ๕๐ เซนติเมตร ถึง ๑.๐ เมตร และกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ทั้งนี้ให้พิจารณาถึงขนาดของคันบ่อด้วยว่า จะต้องการถมให้กว้างและสูงเท่าใด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตามแบบอย่าง

การขุดและถมเป็นเชิงลาด
การขุดบ่อหรือถมคันบ่อให้เป็นเชิงลาดถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นต้องทราบหลักเกณฑ์บางอย่างเช่นคำว่าลาด ๑:๕ หรือลาด ๑:๒ นี้ จะต้องถือจุดความสูงจำนวน ๑ เป็นระยะของส่วนตั้ง และ ๑.๕ หรือ ๒ เป็นระยะราบ แต่ความสูงของคันบ่อนี้ไม่จำเป็นจะต้อง ๑ เมตรเสมอไป จะต้องการความสูงเท่าใดก็ได้ ซึ่งสูงพอป้องกันระดับน้ำในเมื่อเวลาถึงฤดูน้ำมากตามสภาพของภูมิประเทศนั้น

ตามมาตรฐานพอเหมาะสมที่เคยใช้ทั่วๆ ไป ควรใช้ลาดเพียง ๑:๑๕ (คือ ๑.๕)

วิธีทำเชิงลาด
การทำเชิงลาดให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ว่าประสงค์จะให้ลาดเท่าใดๆ นั้น ควรทำเครื่องมือวัดความลาดไว้ตรวจสอบโดยการสร้างไม้ฉากสามเหลี่ยมตามลาดที่ต้องการ ตั้งบนขอบหรือเหลี่ยมที่จะเริ่มงานและเล็งจากไม้ฉากนั้น ให้เป็นแนวเดียวกันกับที่จะขุดหรือถมให้เป็นเส้นตรงไป จะได้ลาดตามความประสงค์

๑. ตอกหลักหมายเลข ๑ และ ๒ ลงในพื้นดินให้หัวระดับของหลักที่ ๑ และที่ ๒ สูงเท่ากัน

๒. เอาไม้ฉากสำเร็จแล้ววางบนหลัก ๑ และ ๒ ให้ตรงจุดที่จุด ค. คือดินที่จะเริ่มขุด แล้วเล็งจากจุก ก. ข. ค. ให้เป็นเส้นตรงอันเดียวกันขุดลาดลงไปจนเท่ากับความลึกที่ต้องการขุดตลอดแนวระยะกว้างยาว ตามเนื้อที่ก็จะได้ความลึกและลาดของบ่อเท่าที่ต้องการ การปักหลัก ๑ และ ๒ เพื่อเป็นฐานนั้น ควรให้สูงจากพื้นระดับดินธรรมดาประมาณ ๕๐ เซนติเมตร การวางไม้ฉากนี้ ควรวางจากระยะหัวบ่อและท้ายบ่อ และถ้าวางไม้ฉากหลายๆ อันจะเพิ่มความแน่นอนยิ่งขึ้น แต่จะต้องทำให้หัวหลักไม้ฉากนี้มีระดับเท่าๆ กันทุกอันเสียก่อนแล้วจึงวางไม้ฉากลง ฉะนั้นก่อนที่จะขุดจำเป็นต้องวัดและปักหลักที่หมายบนพื้นดินเสียก่อนนอกจากการขุดแล้ว แม้จะทำการถมดินก็ใช้วิธีเดียวกัน

การจัดและวางรูปบ่อ
ก่อนจะขุดควรวางแผนผังของรูปบ่อให้เข้าลักษณะกับภูมิประเทศเพื่อไม่ต้องแก้ไขดัดแปลงให้เป็นการสิ้นเปลือง ฉะนั้นการจัดวางรูปบ่อนี้จึงเป็นหลักสำคัญควรปฏิบัติดังนี้

๑. บ่อที่จะขุดต้องอยู่ใกล้ทางน้ำเพื่อสะดวกในการระบายน้ำเข้าออก
๒. มีช่องหรือประตูระบายน้ำเข้าออกได้
๓. มีท่อระบายน้ำจากประตูระบายให้ติดต่อกันถึงก้นบ่อ และถ้ามีหลายบ่อต้องมีท่อระบายจากบ่อหนึ่งถึงอีกบ่อหนึ่งด้วย

อนึ่ง ผู้ที่จะทำการเลี้ยงปลาเพื่อเป็นอาชีพ ควรจะต้องมีหลายบ่อเช่น บ่อเก็บน้ำ บ่อเพาะพันธุ์ บ่อเลี้ยงลูกปลา และบ่อเลี้ยง

ลักษณะของรูปบ่อและการขุด
ลักษณะของบ่อที่จะขุด ขอแนะนำว่าควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพื่อสะดวกในการสังเกตตรวจตราดูแลและการใช้เครื่องมือจับปลา ส่วนขนาดกว้างยาวของบ่อสุดแล้วแต่สถานที่ แต่สำหรับผู้ที่มีเนื้อที่ๆ จะจัดวางรูปบ่อได้ตามที่กล่าวแล้ว ขอแนะนำขนาดที่สมควรให้ดังนี้

๑. บ่อขนาดเล็กประมาณเนื้อที่ ๙๖ ตารางเมตร หรือกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ขุดลึก ๒.๒๐ เมตร ถึง ๒.๕๕ เมตร

๒. บ่อขนาดกลางประมาณเนื้อที่ ๒๔๐ ตารางเมตร หรือกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ขุดลึก ๒.๐๐ เมตร ถึง ๒.๒๐ เมตร

๓. บ่อใหญ่มีเนื้อที่ตั้งแต่ ๖๐๐ ตารางเมตรขึ้นไป หรือกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตรขึ้นไป ขุดลึก ๑.๕๐ ถึง ๒.๐๐ เมตร มุมบ่อทุกๆ มุมควรจะแต่งให้เป็นรูปมนเพื่อสะดวกแก่การต้อนจับปลา ส่วนก้นบ่อควรมีส่วนลาดเล็กน้อย อย่าให้มีระดับเท่ากัน เพราะสะดวกในการระบายและรวมปลาในเมื่อต้องการจับขึ้นมาจากบ่อ แต่ส่วนที่ลึกให้ลาดไปทางประตูหรือช่องระบายน้ำ

การวางท่อและประตูระบายน้ำ จุดประสงค์ก็เพื่อจะระบายน้ำถ่ายเทออกและเข้าได้ตามความต้องการ แต่ภูมิประเทศบางแห่งไม่อำนวยความสะดวกในการระบายน้ำเข้าออกได้ จึงจำเป็นต้องแยกตามลักษณะไว้ดังนี้

ก. ภูมิประเทศที่มีระดับน้ำขึ้นลงได้ถึงตามลำคลอง ห้วย ลำธาร คู แม่น้ำ ฯลฯ และขึ้นถึงพื้นที่ๆ จะทำการขุดบ่อ

ข. ภูมิประเทศที่มีระดับน้ำขึ้นไม่ถึงพื้นที่ๆ จะขุดบ่อ

ฉะนั้น การที่จะขุดบ่อและวางท่อระบายน้ำ ถ้าได้ภูมิประเทศ เช่น ข้อ ก. เป็นเหมาะที่สุด ส่วนข้อ ข. ก็จัดทำได้ แต่การสร้างและวางรูปปฏิบัติการต่างกัน

ค. พื้นที่ตามภูมิประเทศดังข้อ ก. นี้ เมื่อได้ทำการขุดบ่อลึกตามหลักเกณฑ์ที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว แต่ความลึกของก้นบ่อยังมีระดับสูงกว่าความลึกของคลองหรือคูที่ทำการส่งน้ำเข้าบ่อนั้นเป็นการสะดวกอย่างยิ่งในการระบายน้ำ คือเมื่อถึงเวลาน้ำลงประสงค์จะระบายน้ำออกก็ได้ง่ายและเร็ว เมื่อจะระบายน้ำเข้าบ่อก็ทำในเมื่อน้ำขึ้นสูงกว่าระดับก้นบ่อแล้ว ฉะนั้นการวางท่อและช่องระบายน้ำติดต่อกับบ่อ ก็ควรจะมีระดับต่ำเท่ากับก้นบ่อ

ง. สำหรับในข้อ ข. ซึ่งมีภูมิประเทศน้ำขึ้นไม่ถึงพื้นที่ๆ จะขุดบ่อ แต่มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อได้ขุดบ่อจนมีความลึกตามหลักเกณฑ์แล้ว ก้นบ่อยังมีความลึกต่ำกว่าระดับน้ำในคลองหรือคูที่ขึ้นสูงที่สุดแล้ว ก็พอจะระบายน้ำเข้าบ่อตามข้อ ก. เมื่อระดับน้ำให้เข้าบ่อเต็มที่แล้ว แต่มีน้ำลึกยังไม่พอแก่ความต้องการ สมมุติว่าจากก้นบ่อถึงระดับน้ำลึกเพียง ๕๐-๖๐ เซนติเมตรเท่านั้น ก็ควรขุดก้นบ่อให้ลึกลงไปอีกได้ แต่ไม่ควรให้ลึกกว่าก้นคลองหรือคู เพื่อสะดวกในการระบายน้ำออกหมดได้ง่าย และการวางท่อและช่องระบายน้ำก็ทำได้ตามข้อ ค.

จ. ในภูมิประเทศบางแห่งเมื่อได้ทำการขุดบ่อลึกตามต้องการแล้ว แต่ความลึกของคลองหรือคูที่ส่งน้ำยังตื้นกว่าก้นบ่อ ลักษณะของภูมิประเทศเช่นนี้ มีทางระบายน้ำเข้าได้อย่างเดียว จะระบายน้ำออกได้น้อยที่สุด หรือระบายน้ำไม่หมดบ่อ น้ำที่เหลือขังอยู่นั้นต้องใช้เครื่องอุปกรณ์ช่วยเหลือเช่นเรื่องสูบน้ำหรือระหัด

ฉ. ในภูมิประเทศบางแห่ง เมื่อได้ทำการขุดบ่อลึกตามต้องการแล้ว แต่ความลึกของก้นบ่อยังตื้นกว่าระดับน้ำในคลองเข้ามาในบ่อได้ นอกจากน้ำฝนหรือน้ำที่ไหลบ่ามาจากที่อื่นท่วมท้นพื้นที่ในฤดูน้ำก็พอจะทำการขุดบ่อเพาะเลี้ยงได้บ้าง แต่เมื่อถึงฤดูดังกล่าวแล้วจึงทำการระบายน้ำและล้างบ่อได้หนหนึ่ง พื้นที่เช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมในการเพาะเลี้ยง

นอกจากหัวข้อที่กล่าวแล้วผู้ทำการเลี้ยงปลาควรมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังข้อ จ. สำรองไว้เพื่อทำการช่วยเหลือเมื่อคราวจำเป็นและต้องการ เช่นเมื่อจัดการทำและขุดบ่อแล้วประสงค์จะระบายน้ำเข้าบ่อ แต่เผอิญในเวลานั้นถึงฤดูน้ำตาย หรือน้ำขึ้นไม่ถึงช่องที่ระบายเข้าหรือเมื่อประสงค์จะวิดบ่อและระบายน้ำออกจากบ่อประจวบกับเวลาน้ำมีระดับขึ้นสูง ซึ่งจะระบายน้ำออกจากบ่อไม่ได้ ตามกรณีเช่นนี้จำเป็นต้องมีเครื่องสูบน้ำหรือระหัดทำการช่วยระบายจึงจะเหมาะสมแก่ความต้องการ

การสร้างประตูหรือช่องระบายน้ำ
การสร้างช่องระบายน้ำนี้ สุดแล้วแต่ผู้ทำการเพาะเลี้ยงจัดทำขึ้นในขั้นทดลองหรืออาชีพ สิ่งของที่ประกอบการสร้างนี้มีตั้งแต่ราคาพอสมควรจนกระทั่งทำเป็นถาวรมั่นคง ซึ่งมีราคาแพงเริ่มตั้งแต่ท่อไม้ที่ใช้ต้นตาลหรือต้นมะพร้าว บานประตูที่ประกอบด้วยไม้จนถึงคอนกรีตและท่อเหล็กกรมประมงได้ทำการทดลองในลักษณะต่างๆ กัน ได้ผลเป็นที่พอใจ เช่น สถานีประมง (บึงบอระเพ็ด) จังหวัดนครสวรรค์ ที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และที่สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน พระนคร และจะได้เริ่มขยายการทดลองในจังหวัดต่างๆ ต่อไปอีกเฉพาะในขั้นทดลองนี้ ขอแนะนำการสร้างที่ต้องลงทุนไม่สู้มากนัก และได้ผลสมกับการลงทุน ซึ่งจะอธิบายถึงหลักการสร้างดังต่อไปนี้

ประตูและท่อระบายน้ำสร้างเป็นคอนกรีตธรรมดา หันหน้าช่องระบายน้ำเข้าหาบ่อความหนาของคอนกรีต ๖ เซนติเมตร มีส่วนกว้างยาวรอบนอกด้านละ ๖๐ เซนติเมตร ภายในหล่อเป็นช่องสำหรับใส่ตะแกรงลวด ด้านหน้าและบานไม้สำหรับวัดน้ำรวม ๒ ช่อง ส่วนกว้างของช่อง ๒ เซนติเมตร ความสูงของช่องระบายสูงถึงบนคันบ่อ (จากระดับก้นบ่อที่เสริมดินแล้ว) หล่อเอ็นยึดหลังท่อระหว่างช่องกับตัวท่อ เพื่อป้องกันกำลังดันของน้ำที่ระบายออก และกำลังของคันดิน ถ้าไม่ทำเอ็นยึดอาจทำให้เอนหรือหักได้เพราะไม่ได้เสริมเหล็ก ขนาดของบานไม้สำหรับอัดน้ำใช้ไม้สัก เมื่อไสกบเรียบร้อยแล้วมีความหนาแผ่นหนึ่ง ๑.๘๐ เซนติเมตร กว้าง ๒๘ เซนติเมตร และยาวพอดีระหว่างช่องที่จะใส่บาน แต่ควรให้สั้นกว่าขอบคอนกรีตข้างละ ๑ มิลลิเมตร ในระหว่างแผ่นที่ต่อกันให้ไสกบและหยักเป็นบังเพื่อกันน้ำรั่ว ติดขอสำหรับดึงขึ้นได้ง่ายแผ่นละ ๒ ตัว และมีฝาปิดเพื่อป้องกันสัตว์น้ำและปลากระโจนลงไปในช่องระบาย ส่วนตรงปากท่อที่จะระบายน้ำลงคลอง ก็มีแผ่นตะแกรงลวดเช่นเดียวกัน ฉะนั้นก่อนที่จะทำการควรมีแนวทางที่จะปฏิบัติดังต่อไปนี้

๑. เมื่อขุดบ่อเรียบร้อยแล้ว ขุดดินจากระดับก้นบ่อทะลุถึงคลองที่จะส่งน้ำตอนที่จะสร้างประตูและท่อระบายน้ำ

๒. ตีเสาเข็มกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔ นิ้ว ยาว ๑.๕๐-๒.๐๐ เมตร เรียงรายในระหว่างช่องห่างกันเป็นแนว ๑ เมตร ต่อ ๑ ตัน ตีเป็น ๒ แนว ส่วนที่จะหล่อประตูช่องระบายให้ตีถี่ๆ และถ้ามีอิฐหักหรืออิฐใส่แทรกตามหัวเข็มได้ยิ่งดีมาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการทรุดตัวโดยน้ำหนักของคอนกรีต ถ้าเป็นดินเหลวการใส่เสาเข็มต้องถี่และมีหินหรืออิฐหักแทรกตามตัวเข็มให้หนาและมากขึ้น

๓. ไม้แบบที่จะหล่อคอนกรีต ถ้าเป็นไม้สักยิ่งดี เพราะไม่แอ่นหรืองอเหมือนไม้ชนิดอื่น

๔. เมื่อวางไม้แบบแล้ว ก่อนจะเทคอนกรีตต้องตรวจสอบด้วยการใช้ดิ่งให้แน่นอนเสียก่อน

๕. ส่วนผสมของคอนกรีตให้ใช้ส่วน ๑:๒:๔ คือปูนซีเมนต์ ๑ ส่วน ทราย ๒ ส่วน หินย่อยหรือกรวด ๔ ส่วน ส่วนผสมตามมาตรฐานนี้เหมาะแก่การก่อสร้างต่างๆ ที่มีแรงกดและแรงดันพอประมาณ

๖. รักษาความสะอาดของทราย หิน และน้ำจืด ก่อนที่จะผสมอย่าให้มีผง เศษไม้ หรือเศษหญ้าปะปน เพื่อรักษาความมั่นคงของคอนกรีต

๗. ควรปิดไม้แบบภายหลัง ๑๒ ชั่วโมง หลังจากเทคอนกรีตเสร็จแล้ว

๘. ประตูและท่อระบายน้ำควรหล่อพร้อมๆ กัน เพื่อจะได้เชื่อมกันสนิทและแห้งพร้อมกัน

๙. เมื่อได้เปิดแบบแล้ว ๒๔ ชั่วโมง จึงจะเริ่มทำการถมดินกลบท่อระบายเป็นคันบ่อได้

การผสมคอนกรีต
ปูนซีเมนต์ที่จะนำมาใช้ผสมคอนกรีตนี้ ถ้าได้ใช้ปูนซีเมนต์ใหม่ผสมจะมีคุณภาพดี ถ้าเป็นปูนที่เก็บไว้นานจะหย่อนคุณภาพ ซึ่งจะทำให้คอนกรีตไม่แข็งแรงพอ ดังจะแสดงสถิติของปูนซีเมนต์ให้ทราบพอสังเขป
ปูนซีเมนต์ใหม่                   มีคุณภาพ ๑๐๐%
ปูนซีเมนต์เก็บไว้ ๓ เดือน   มีคุณภาพ   ๘๐%
ปูนซีเมนต์เก็บไว้ ๒ เดือน   มีคุณภาพ   ๗๒%
ปูนซีเมนต์เก็บไว้ ๑ ปี         มีคุณภาพ   ๖๐%
ปูนซีเมนต์เก็บไว้ ๗ ปี        มีคุณภาพ   ๔๖%

ฉะนั้น ถ้ายังมีความสงสัยอยู่ว่าปูนซีเมนต์ที่ใช้ผสมคอนกรีตนี้จะเก็บไว้นานซึ่งอาจทำให้คอนกรีตไม่มีความแข็งแรงพอก็ควรเพิ่มส่วนผสมให้เป็น ๑:๒:๓ หรือ ๑:๑:๑ ๑/๒ ชนิดของปูนซีเมนต์

บริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัด ได้ทำปูนซีเมนต์จำหน่ายหลายชนิดคือ ตราช้าง ตราเสือ และซุปเปอร์ ที่ใช้เป็นส่วนมากในการก่อสร้าง คือปูนตราช้างและตราเสือแต่ปูนตราเสือนั้นได้เอาปูนตราช้างมาปนกับทรายละเอียดประมาณ ๓๐% ฉะนั้นถ้าหากจะทำการหล่อคอนกรีตด้วยปูนตราเสือควรเพิ่มส่วนผสมเป็น ๑:๒:๓

การหล่อท่อระบายน้ำ
การหล่อท่อระบายน้ำตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นนั้นเป็นการหล่อในพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง ไม่จำเป็นจะต้องไปหล่อในพื้นที่ก็ได้ คือ หล่อไว้ก่อนเป็นท่อนๆ แล้วไปสวมต่อกันเป็นท่อนยาว การหล่อเป็นท่อนๆ นี้จะใช้ท่อนขนาดเดียวกันก็ได้ แต่ความยาวท่อนหนึ่งๆ ไม่ควรเกิน ๑ เมตร เพื่อประโยชน์ในการที่จะแยกไปได้ง่าย แต่ด้านหัวและท้ายจะต้องหล่อให้มีบังใบให้เล็กข้างหนึ่งและใหญ่ข้างหนึ่ง เพื่อจะได้สนิทและเมื่อสวมแล้วต้องใช้ปูนซีเมนต์ยาตามแนวทุกๆ แนว เพื่อป้องกันน้ำรั่ว

การระบายน้ำ
เมื่อถึงคราวที่จะทำการระบายน้ำเข้าและออก ให้ทำการตรวจที่ตะแกรงลวดทั้ง ๒ ด้านก่อนเปิดบานไม้อัดน้ำ เพราะในเวลาที่เปิดมักจะมีเศษหญ้าหรือผงต่างๆ มาอุดที่ตะแกรง โดยกำลังดูดของน้ำจะทำให้กำลังน้ำเดินช้าเข้า ถ้าสามารถจะหาตะแกรงชนิดห่างมากั้นไว้หน้าตะแกรงเล็กได้เป็นดี และจำเป็นต้องตรวจตราดูเสมอ ในระหว่างทำการระบายน้ำเมื่อได้กระทำการระบายน้ำพอต้องการให้ใส่บานไม้อัดน้ำ เพราะบานตะแกรงลวดนี้จะทิ้งไว้ในน้ำนานไม่ได้ จะเกิดสนิมและผุต่อเมื่อจะทำการระบายเมื่อใดจึงนำไปใส่ สำหรับบานไม้อัดน้ำนี้จะใช้เป็นแผ่นคอนกรีตก็ได้ ซึ่งมีขนาดให้เท่ากับแผ่นไม้

เมื่อได้ระบายน้ำเข้าบ่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะปฏิบัติต่อไปก็คือการตรวจตราสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อจะทำการซ่อมแซมในสิ่งที่ชำรุดเสียหาย

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

วิธีเพาะพันธุ์ปลา

การเพาะพันธุ์ปลาช่วยลดภาระในอันที่จะต้องเตรียมเครื่องมือ และเสาะหารวบรวมด้วยตนเองเป็นอันมาก การซื้อพันธุ์ปลาจากผู้อื่นแม้จะสะดวกแต่ก็มีราคาแพงและอาจไม่ได้ขนาดและจำนวนที่ประสงค์ ดังนั้นผู้เลี้ยงปลาจึงควรเพาะพันธุ์ปลาขึ้นเองเพื่อตัดทอนรายจ่าย แต่ทำให้มีปริมาณปลาและรายได้วิธีเพาะพันธุ์ปลา

ปลาที่ควรเลี้ยงมีบางชนิดที่สามารถจะเพาะพันธุ์ในบ่อได้ก็คือ ปลาไน ปลาสลิด ปลาดุก ปลาแรด และปลาหมอตาล

ปลาไน
การเพาะพันธุ์ปลาไนทำได้ตลอดปี โดยผู้เลี้ยงต้องช่วยเหลือคัดพ่อแม่ปลา และช่วยทำรังไข่ ปลาที่ใช้ทำพันธุ์ ควรเลือกที่ขนาดใหญ่สมบูรณ์ขนาดหนักประมาณ ๕๐๐ กรัม (ครึ่ง ก.ก.) ขึ้นไป

ปลาไนตัวผู้นั้น เมื่อเอามือลูบจากหัวไปหางจะสากระคายมือ ส่วนตัวเมียลื่น แต่ถ้าขังไว้นานจะสังเกตความแตกต่างนี้ได้ยาก ลักษณะที่บอกเพศอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้ารีดท้องปลาแต่เบาๆ ตัวผู้จะมีน้ำสีขาวๆ ขุ่นไหลออกมาจากช่องทวาร ส่วนตัวเมียจะมีไข่ไหลออกมา

รับไข่ที่ทำ ให้ใช้สาหร่ายหางม้า ผักที่มีรากยาว เช่น ผักตบและผักแพงพวย จะใช้ฝอยของกาบตาลก็ได้ ถ้าเป็นผักก็จะรวมให้เป็นกำยาวประมาณ ๖๐ ซ.ม. แล้วผูกเรียงเป็นแพไว้ระยะห่างกันราว ๒๐ ซ.ม. หรือล้อมไว้ในคอกสี่เหลี่ยม ถ้าใช้ฝอยของกาบตาล ก็นำมาเรียงแล้วแผ่ให้เป็นแพยาวประมาณ ๑๕๐ ซ.ม. ประกอบตรงกลางด้วยซีกไม้ไผ่ แล้วยึดกับหลักบังคับให้ลอยอยู่ใต้ผิวน้ำเล็กน้อย

บ่อที่จะใช้เป็นที่เพาะพันธุ์ ควรเป็นขนาด ๕๐ ตารางเมตร ลึก ๑ เมตร มีท่อระบายน้ำได้สะดวกตามต้องการ เมื่อล้างและตากบ่อกำจัดศัตรูและใส่ปุ๋ยแล้วก็ปล่อยน้ำผ่านตะแกรงตาถี่เข้าบ่อ แล้วจึงปล่อยพ่อปลาแม่ปลาที่แยกไว้ลงรวมกัน โดยใช้ตัวผู้ ๓ ตัวต่อตัวเมีย ๑ ตัว

ปลาได้ที่อยู่ใหม่และอาหารดีก็เริ่มสืบพันธุ์ จะเห็นตัวผู้ไล่ตัวเมีย เวลาไข่มักเป็นตอนเช้าตรู่ ไข่สีเหลืองอ่อน ติดกับสาหร่าย รากผักหรือฝอยกาบตาลที่เตรียมไว้ให้ แล้วฟักเป็นตัวภายหลัง ๔๘ ชั่วโมง เมื่อลูกปลามีขนาด ๓ ซ.ม. ก็แยกไปเลี้ยงได้ การช่วยให้พ่อแม่ปลาสืบพันธุ์ ทำได้ทุกๆ ๒-๓ เดือน

ปลาสลิด
วางไข่ในฤดูฝน คือ เมษายนตลอดไปจนถึงสิงหาคม ปลาที่จะสืบพันธุ์ได้มีอายุราว ๗ เดือน และมีขนาด ๑๐ ซ.ม. ขึ้นไป แต่พ่อแม่ปลาที่จะใช้ทำพันธุ์ ควรเลือกขนาดใหญ่ อวัยวะดีครบถ้วน แข็งแรง ไม่มีโรคพยาธิ

ปลาสลิดตัวผู้มักยาวเรียว สันหลังกับสันท้องเกือบขนานกัน ครีบหลังมีปลายแหลมยาวถึงหรือเลยโคนหาง มีสีและลวดลายเข้ม ส่วนตัวเมียป้อม ครีบหลังมนและไม่ยาวถึงโคนหางสีจางกว่าตัวผู้ เมื่อมีไข่ส่วนท้องจะเป่ง

เมื่อปลาตัวเมียมีไข่แก่ ตัวผู้จะก่อหวอดในกอผักหญ้า แล้วรัดตัวเมียให้วางไข่ เชื้อตัวผู้ผสมกับไข่แล้วตัวผู้ก็อมไข่พ่นติดกับหวอด ไข่สีเหลืองขนาด ๑ ม.ม. ฟักเป็นตัวในเวลา ๔๘ ชั่วโมง ไข่ที่ไม่ได้ผสมจะมีสีขุ่นขาวเป็นรา

ลูกปลาโตได้ขนาด ๒ ซ.ม. ก็แยกไปเลี้ยงบ่ออื่นได้

บ่อที่จะใช้เป็นที่เพาะพันธุ์ ควรมีขนาดยาว ๑๐ เมตร กว้าง ๕ เมตร ลึก ๑ เมตร มีท่อระบายน้ำเข้าออกได้สะดวก ปลูกผักบุ้ง ผักกะเฉดไว้ริมบ่อให้เป็นที่อาศัยก่อหวอด เมื่อจะปล่อยปลาลงสืบพันธุ์ ควรได้ล้างบ่อและตากบ่อให้แห้งสัก ๗ วันก่อน แล้วกำจัดศัตรูและฆ่าเชื้อโรคด้วยโลติ๊นและปูนขาวเสร็จแล้วปล่อยน้ำเข้าบ่อใหม่และปล่อยปลาลงไป ใช้ตัวผู้ ๓ ตัว ตัวเมีย ๒ ตัว

ปลาดุก
ปลาดุกวางไข่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน เดือนที่มีฝนตกชุกปลาจะวางไข่มาก พ่อแม่ปลาที่จะเพาะควรมีขนาดยาวไม่น้อยกว่า ๒๐ ซ.ม. เป็นปลาที่เติบโตเร็ว ไม่มีโรคและพยาธิมีไข่หรือน้ำเชื้อแก่เต็มที่พ่อแม่ปลาควรมีขนาดไล่เลี่ยกัน ใช้พ่อแม่ปลาประมาณ ๑๐ คู่ ต่อเนื้อที่บ่อเพาะ ๒๐๐ ตารางเมตร

อวัยวะแสดงเพศผู้อยู่บริเวณใกล้กับช่องทวารมีลักษณะเรียวยาวยื่นออกมาทางด้านหาง ปลาเพศเมียลักษณะดังกล่าวจะสั้นกว่าค่อนข้างกลม ในฤดูวางไข่ปลาเพศเมียจะมีส่วนท้องอูมเป่งกว่าปกติ เมื่อไข่เจริญเต็มที่เอามือรีดท้องเบาๆ ไข่จะไหลออกมา

บ่อที่ใช้เพาะปลาดุกควรมีขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๐ เมตร ลึก ๗๕ ซ.ม. อยู่ในที่เงียบสงัด อาจใช้คูแทนบ่อก็ได้ ต้องเตรียมโพรงตามชายตลิ่งใต้ระดับน้ำประมาณ ๒๐ ซ.ม. โพรงมีขนาดปากกว้างประมาณ ๓๐ ซ.ม. ลึกประมาณ ๓๕ ซ.ม. ก้นโพรงควรเป็นแอ่งกว้างกว่าปากโพรงเล็กน้อย อาจดัดแปลงฝังหม้อนมแขก โอ่งปากกว้าง หม้อดินหรือหวดนึ่งข้าวเหนียวก็ได้ขุดโพรงเหล่านี้เท่าจำนวนคู่ของพ่อแม่ปลาและให้ห่างกันพอสมควร

ปล่อยพ่อแม่ปลาเป็นคู่ในฤดูวางไข่ ปลาดุกจะวางไข่ประมาณ ๓-๗ วันหลังวันปล่อยในฤดูวางไข่ปีหนึ่งๆ ปลาจะวางไข่ประมาณ ๒ ครั้ง ปลาคู่หนึ่งจะให้กำเนิดลูกได้ประมาณ ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตัว

เมื่อเริ่มจะวางไข่ สังเกตได้จากตัวผู้และตัวเมียจะว่ายเข้าออกในบริเวณโพรงบ่อยๆ ไข่จะติดกับดินหรือรากหญ้าบริเวณก้นหลุม ไข่สีเหลืองอ่อนขนาดประมาณ ๑ ม.ม. ปลาเพศผู้จะเฝ้าดูแลรักษาไข่จนกระทั่งฟักออกเป็นตัวและถุงไข่แดงบริเวณท้องยุบแล้ว ทั้งนี้จะเป็นเวลาประมาณ ๕-๗ วัน ในระหว่างนี้ลูกปลาจะผุดขึ้นลงผุดเพื่อหายใจ ลูกปลาขนาด ๒-๓ ซ.ม. จึงแยกไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล

อนึ่งปลาดุกอาจหาพันธุ์ จากแหล่งน้ำธรรมชาติตามสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้ด้วยลูกปลาขนาดโตจะสามารถรวบรวมได้จากแอ่งน้ำที่ปลาตกคลักในฤดูน้ำลด

วิธีรวบรวมลูกปลาดุก ปกติแล้วผู้รวบรวมจะใช้มือคลำตามชายน้ำในทำเลดังกล่าว เมื่อพบโพรงก็ใช้มือค่อยๆ คลำลงไป ถ้าก้นหลุมหรือโพรงลื่นแสดงว่าปลาดุกกำลังกัดแอ่งเพื่อวางไข่ หรือสังเกตเห็นพ่อแม่ปลาว่ายเข้าออกบริเวณนั้นบ่อยๆ ถ้าปลาวางไข่แล้ว ไข่จะติดอยู่ที่ผิวดินเป็นเม็ดเล็กๆ สีเหลืองอ่อน ขนาดประมาณเท่าเม็ดสาคูขนาดเล็ก เมื่อฟักออกเป็นตัวแล้ว หากเอามือคลำลงไปจะรู้สึกว่ามีสิ่งที่เคลื่อนไหวมากระทบมือหยุบๆ หยิบๆ ผู้รวบรวมมักจะเอากระชอนผ้าช้อนขึ้นมาดู ถ้าเห็นว่าลูกปลามีถุงไข่แดงติดอยู่ที่ส่วนท้องจะทิ้งไว้ในโพรงอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ จึงมาช้อนไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล

ปลาแรด
ไข่อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง โดยมากมักไข่ในเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม แต่ละครั้งมีจำนวนถึง ๑,๐๐๐ ฟอง ปลาแรดที่จะสืบพันธุ์ได้อายุ ๓ ปี ขนาด ๑๑ นิ้ว ปลาแรดตัวผู้มีนอใหญ่และแถบขาวรอบฐานครีบอก

ในการเพาะพันธุ์ปลาควรปลูกผักหญ้าริมบ่อ หรือไม่ก็หารกตาลทิ้งไว้ให้ปลาแรดจะทำรังคล้ายรังนกขนาดใหญ่ โดยใช้ผักหรือต้นหญ้าทำรัง ปลาจะวางไข่ในรังที่ทำไว้นั้นบ่อขนาด ๕๐ เมตร ลึก ๑.๕ เมตร เลี้ยงพ่อแม่ให้สืบพันธุ์ได้คราวละ ๒๐ ตัว คือ ตัวเมีย ๑๐ ตัว ตัวผู้ ๑๐ ตัว

เมื่อปลาวางไข่แล้วจะย้ายรังมาฟักไข่ในหม้อดินหรือปล่อยให้ฟักเองก็ได้ ถ้าใช้หม้อดินควรใช้ชนิดปากกว้างขนาดใหญ่ ในหม้อมีน้ำอยู่ราวครึ่งหนึ่ง แบ่งไข่ลงในหม้อ ๒-๓ ใบ แล้วให้ลอยอยู่ในบ่อตอนริมๆ หรือมุมบ่อที่ร่มเงาเล็กน้อย ไข่ปลาจะฟักเป็นตัวภายใน ๓ วัน เมื่ออายุได้ ๒ อาทิตย์ก็ย้ายไปเลี้ยงในบ่อได้

อาหารของลูกปลาเป็นพืช ไรน้ำ และตัวปลวก

ปลาหมอตาล
ปลาหมอตาลเริ่มวางไข่ในเดือนมิถุนายน ชอบวางไข่ในที่ตื้นในบริเวณที่มีผักหญ้า ปลาหมอตาลอยู่ใน ๑ ปี ก็มีไข่ ไข่จะลอยขึ้นบนผิวน้ำและฟักเป็นตัวใน ๑๒ ชั่วโมง

ปลาหมอตาลตัวผู้ตัวเรียวแคบกว่าตัวเมีย ในฤดูปลาวางไข่ ปลาหมอตาลตัวเมียจะมีท้องใหญ่ ลักษณะที่ควรสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ตัวผู้มีก้านครีบท้องยาวเสมอกัน ส่วนของตัวเมียก้านครีบท้องอันที่สามยาวพ้นอันอื่นๆ

ในบ่อขนาด ๕๐ ตารางเมตร การเลี้ยงปลาหมอตาลที่มีขนาดสืบพันธุ์ได้ ตัวเมีย ๒๐ ตัว ตัวผู้ ๒๐ ตัว เมื่อปลาวางไข่แล้วจะช้อนไข่ไปฟักในบ่ออื่น หรือในถังไม้ขนาดใหญ่ก็ทำได้

เมื่อลูกปลาอายุได้ ๒ อาทิตย์ก็ปล่อยลงบ่อเลี้ยง ให้พืชไรน้ำเป็นอาหาร

ศัตรูของปลาและวิธีกำจัด
ปลาก็เป็นพวกหนึ่งที่ต้องสู้เอาชีวิตรอดเยี่ยงเดียวกับสัตว์อื่นๆ แต่ปลาที่เลี้ยงในบ่อโดยมากเป็นปลาที่มีธรรมชาติไม่เก่งกาจในการต่อสู้เลย แต่มีศัตรูภัยธรรมชาติและเหตุที่ทำให้ตายหรือโตช้ามากมาย ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรป้องกันและกำจัดศัตรูให้ด้วย เมื่อมีโรคพยาธิก็รักษาพยาบาลเพื่อปลาจะได้เลี้ยงรอด เติบโตไม่ขาดหาย และสืบพันธุ์เพิ่มปริมาณยิ่งขึ้น

ศัตรูและโรคพยาธิของปลา จำแนกออกเป็นพวก ดังนี้
๑. โรคพยาธิ มีเชื้อโรค รา หนอน เห็บน้ำ เหาน้ำ เชื้อโรค เชื้อรานั้นเห็นได้ยากและรักษายาก อาจเกิดจากน้ำเสียบูดเน่า ขาดอาหาร ปลามากเกินไป เมื่อปรากฏว่ามีปลาเป็นโรคก็ควรจับแยกออก หรือทำลายเสีย ส่วนที่มีพยาธิ เช่น หนอน เห็บ และเหา ถ้ามีไม่มากควรแยกปลาออกและเก็บทำลายเสีย

๒. หอย  มีหอยบางชนิดแย่งอาหารกิน ควรเก็บทำลายด้วยมือ

๓. ปลา เช่น ปลาไหล ปลาดุก ปลาช่อน ปลาบู่ และปลาที่ดุร้ายอื่นๆ นอกจากดักตกหรือวิดบ่อ จับทำลายแล้ว ควรป้องกันไม่ให้เข้าบ่อโดยใช้ตะแกรงตาถี่กรุกั้นทางเข้าออกปลาที่ไม่ทำลายโดยตรงก็มีมาก แม่ปลาเมื่อมีอยู่ในบ่อก็แย่งอาหารของปลาที่เลี้ยงเป็นศัตรูทางอ้อม จึงควรกำจัดด้วย

๔. กบ เขียด ลูกปลาถูกทำลายโดยกบ เขียด ก็มีมาก จึงควรป้องกันกบ เขียดอย่าให้มีในบ่อ

๕. สัตว์เลื้อยคลาน ได้แก่ งู เต่า ตะพาบน้ำ เหี้ย และจระเข้ควรจับหรือยิงทำลายเสีย

๖. นก นกกินปลา นกกาน้ำ นกเป็ด นกกระทุง เหล่านี้กินปลาในบ่อ ป้องกันโดยใช้เชือกขึงขวางบ่อให้ถี่ หรือจับทำลายด้วยเครื่องดักและปืน

๗. สัตว์ดูดนม ได้แก่ นากและเสือปลา ก็ควรจับทำลายโดยใช้ปืนยิง

๘. ภัยธรรมชาติ จากลมฟ้าอากาศ เช่น ร้อนจัด หนาวจัด ขาดน้ำ น้ำเค็ม น้ำเสียเพราะแร่ธาตุเคมี อาจทำให้ปลาเป็นโรคหรือตายได้ก็ควรแก้ไข เช่น เปลี่ยนน้ำใหม่

๙. พิการแต่กำเนิด เช่น ปากเบี้ยว มีครีบไม่ครบ และตัวคดควรคัดออก

๑๐. บาดเจ็บ บาดแผลที่ปลาได้รับจากการต่อสู้ป้องกันตัวหรือจากการจับของผู้เลี้ยงก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาไม่เติบโตหรือตายไป ทำให้การเลี้ยงปลาไม่ได้ผล ควรคัดออกรักษาพยาบาล

วิธีกำจัดศัตรู เช่น โรคพยาธิบางอย่าง รวมทั้งศัตรูพวกหอย ปลาและลูกกบ เขียด ควรใช้โล่ติ๊น อัตราส่วน ๑ ก.ก. ต่อน้ำ ๑๐ ลูกบาศก์เมตร ทุบให้ละเอียด แล้วแช่น้ำ ๑ ปีบ ให้ยางโล่ติ๊นละลายดีแล้วเทลงในบ่อหรือจะสับโล่ติ๊นทิ้งลงในบ่อเลยก็ได้ นอกจากนี้ควรใช้ปูนขาวโรยพื้นบ่อด้วย ใช้ปูนขาว ๖ ก.ก. ต่อเนื้อที่บ่อ ๕๐ ตารางเมตร เมื่อศัตรูของปลาตายหมดสิ้นแล้วจึงปล่อยน้ำออกแล้วใส่น้ำใหม่เก็บไว้ประมาณ ๗ วันแล้วตากบ่ออีกครั้งหนึ่ง

ในการป้องกันน้ำเสีย ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยมากเกินไปและอย่าให้มีเศษหญ้า เศษอาหาร ทับถมหมักหมมอยู่ก้นบ่อเกินควร ส่วนเศษอาหาร มูลสัตว์และเศษมูลที่อยู่ใกล้บ่อก็ควรกำจัดทำความสะอาดเสีย อย่าให้น้ำฝนชะพัดพาลงบ่อมากเกินต้องการจะทำให้น้ำเสียเช่นกัน

การขุดบ่อล่อปลา
การขุดบ่อล่อปลาทำได้ง่ายกว่าการเลี้ยงปลา การล่อปลาอาศัยบ่อที่ขุดขึ้นเป็นเครื่องล่อจับปลาทุกชนิดที่เข้าบ่อ เมื่อน้ำท่วมทุ่ง ปลาก็จะเข้าบ่อ ครั้นน้ำลดปลาที่ตกค้างอยู่ก็ถูกจับเป็นอาหารประจำครัวเรือนและสินค้า เป็นอาชีพที่ช่วยให้ร่ำรวยได้ดียิ่งของผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มใกล้ทางน้ำ เช่นในอำเภอบางพลี บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเลี้ยงปลาก็ควรขุดบ่อล่อปลาบ้าง

วิธีขุดบ่อล่อปลามีดังนี้
๑. เลือกที่อยู่ใกล้แม่น้ำหรือคูคลองที่มีน้ำขึ้นถึงเสมอ
๒. ขุดเป็นบ่อจะเป็นขนาดใดก็ได้ บ่อใหญ่ก็ได้ปลามากขึ้น บ่อควรเป็นสี่เหลี่ยมลึก ๒ เมตร
๓. ทำทางน้ำ ๑ หรือ ๒ ทางให้ติดต่อกับแหล่งน้ำ ให้ลึกพอส่งน้ำเข้าบ่อได้สะดวก
๔. ปักกิ่งไผ่เป็นกร่ำ หรือปลูกผักหญ้า เช่น ผักบุ้งและผักกะเฉดไว้ในบ่อให้เป็นที่ปลาเข้าอาศัย
๕. เมื่อปลาเข้าอยู่แลวจะให้อาหาร เช่น ข้าวสุก รำ และเศษอาหารบ้าง ก็เป็นการล่อให้ปลาเข้ามากขึ้น
๖. ครั้นถึงฤดูน้ำ ปลาต่างๆ ที่วางไข่แล้วหรือจะวางไข่เข้าบ่อตกค้างจะจับขายก็ปิดทางน้ำเสีย แล้ววิดจับแต่ปลาใหญ่ปลาเล็กจะขังเลี้ยงต่อไปก็ได้

การขุดบ่อล่อปลา ถ้าเป็นที่ชายทะเลก็จะได้ทั้งกุ้งและปลาทะเล บางแห่งได้กุ้งมากกว่าปลา

ประโยชน์จากการเลี้ยงปลาในนา
๑. ชาวนาสามารถใช้ประโยชน์จากผืนนาได้เต็มที่ ตามปกติในผืนนาจะมีอาหารธรรมชาติซึ่งได้แก่พืชและสัตว์เล็กๆ ทั้งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและที่ปรากฏอยู่ทั่วไปอย่างอุดมสมบูรณ์ อาหารธรรมชาติเหล่านี้ตามปกติแล้วมิได้มีการใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ยิ่งถ้าหากชาวนาทำนาตามแบบที่ทางราชการแนะนำ คือมีการใส่ปุ๋ยในแปลงนาด้วยแล้ว อาหารธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อยู่ดังกล่าวแล้วก็จะยิ่งสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่อาหารธรรมชาติอันมีประโยชน์นี้ถูกทอดทิ้งโดยมิได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด หากชาวนาสนใจหันมาเลี้ยงปลาในนาข้าว ปลาที่เลี้ยงก็จะสามารถใช้อาหารธรรมชาติอันเป็นอาหารของปลาโดยเฉพาะให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยเปลี่ยนเป็นอาหารจำพวกโปรตีนในสภาพของเนื้อปลาให้แก่เจ้าของนาและผู้เลี้ยงตลอดจนอาจเพิ่มรายได้ให้อีกด้วย

๒. ปลาช่วยกำจัดวัชพืช ชาวนาย่อมตระหนักดีถึงความยุ่งยากในการกำจัดวัชพืชที่ขึ้นรกในแปลงนาในระหว่างทำนา วัชพืชจะแย่งอาหารของต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ นาจะให้ผลผลิตต่ำ ชาวนาจะต้องเสียทั้งเวลา และทั้งเหน็ดเหนื่อยในการกำจัดวัชพืชดังกล่าว หากมีการเลี้ยงปลาในนาข้าวแล้ว ปลาจะช่วยกำจัดโดยกินวัชพืชนานาชนิดในแปลงนาเป็นอาหาร โดยชาวนาไม่ต้องเหนื่อยยากอีกด้วย

๓. ปลาช่วยกำจัดศัตรูของต้นข้าว หนอนและตัวอ่อนของแมลงทั้งที่ยังดำรงชีวิตอยู่ในน้ำและที่ร่วงหล่นลงไปในนาอันเป็นศัตรูร้ายแรงของต้นข้าวจะกลับเป็นอาหารวิเศษสุดของปลา

๔. ปลาช่วยพรวนดินในนา จากการที่ปลาว่ายน้ำวนเวียนในน้ำรอบๆ กอข้าวบนผืนนา การเคลื่อนไหวของครีบและหางปลาจะช่วยพัดโบกมวลดินในผืนนามิให้ทับอัดแน่นอันเป็นเสมือนการพรวนดินให้แก่ต้นข้าว ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามขึ้นกว่าปกติ

๕. ปลาช่วยเพิ่มปุ๋ย มูลและสิ่งขับถ่ายจากปลาซึ่งประกอบด้วยธาตุไนโตรเจนอื่นๆ จะเป็นปุ๋ยโดยตรงสำหรับต้นข้าว

เลือกสถานที่
ผืนนาทุกแห่งมิใช่จะเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาในนาเสมอไป การเลี้ยงปลาในนาข้าว จึงมักจะมีอุปสรรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ เช่นในบางท้องที่อาศัยเฉพาะน้ำฝนหรือบางทีชาวนาไม่สามารถรักษาระดับน้ำในผืนนาไว้ในตลอดระยะเวลาที่ต้องการ ดังนั้นหากเพียงแต่นาที่จะเลี้ยงปลา สามารถเก็บกักน้ำในผืนนาไว้ให้ได้มากกว่าปกติเพียงประมาณ ๓๐ ซ.ม. เป็นอย่างน้อยตลอดฤดูกาลทำนาและทั้งสามารถควบคุมปริมาณน้ำโดยไม่ให้ท่วมผืนนาได้อีกด้วย แล้วนาแปลงนั้นก็สามารถที่จะเลี้ยงปลาในนาได้ผลดี จึงควรที่จะยึดหลักในการเลือกผืนนาให้มีสภาพดังนี้
๑. อยู่ใกล้แม่น้ำ ลำคลอง หรือคลองส่งน้ำชลประทาน
๒. ไม่เป็นที่ลุ่ม หรือที่ดอนเกินไป
๓. ดินควรเป็นดินที่มีคุณสมบัติเก็บน้ำได้หรือเป็นดินเหนียว
๔. อยู่ใกล้บ้าน สะดวกต่อการดูแลรักษา
๕. สามารถควบคุมปริมาณน้ำในผืนนาได้มากน้อยตามต้องการ

ขนาดของแปลงนา
จากผลของการทดลองปรากฏว่า แปลงนาที่มีขนาดประมาณ ๕ ไร่ เป็นแปลงนาที่มีขนาดเหมาะสมที่สุด ถ้าหากมีขนาดเล็กกว่านี้แล้วจะได้ผลไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนและลงแรงไป

การเตรียมแปลงนา
การเตรียมแปลงนาเพื่อใช้เลี้ยงปลาในผืนนาไปด้วยนั้นควรเตรียมให้เสร็จก่อน ระยะที่เตรียมดินและไถคราด ฯลฯ โดยปฏิบัติตามระดับการดังนี้

๑. คันนา เสริมคันนาเดิมให้สูงกว่าระดับเดิมประมาณ ๕๐ ซ.ม. และต้องเสริมให้มั่นคงแข็งแรงพอที่จะเก็บกักน้ำให้สูงกว่าปกติอีกประมาณ ๓๐ ซ.ม. เป็นอย่างน้อย

๒. คูรอบนา ขุดคูภายในผืนนาให้กว้างประมาณ ๘๐ ซ.ม. และลึกประมาณ ๕๐-๘๐ ซ.ม. ทั้งนี้แล้วแต่สภาพของดินโดยขุดให้ลาดติดต่อกับคันนา ดินที่ได้จากการขุดคูภายในผืนนานี้ควรนำไปใช้เสริมคันนาให้ได้ขนาดและแข็งแรงตามความต้องการ คูรอบนานี้จะเป็นที่พักอาศัยของปลาตลอดฤดูทำนา

๓. บ่อรวมปลา  ตรงมุมใดมุมหนึ่งของแปลงนาที่ใกล้กับทางน้ำออกหรือเข้าและใกล้กับบ้านที่พักอาศัย ควรขุดเป็นบ่อสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก กว้าง ๕ เมตร ยาว ๘ เมตร ลึกประมาณ ๑.๒๕ เมตร ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยของปลาในขณะที่น้ำในนาอาจจะร้อนจัด หรือใช้เป็นที่หลบศัตรู นอกจากนี้ยังสะดวกในขณะที่จะจับปลาออกจากผืนนาหลังฤดูเก็บเกี่ยวแล้วอีกด้วย

๔. พันธุ์ข้าว ใช้พันธุ์ที่กรมการข้าวส่งเสริมในแต่ละถิ่น โดยเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่สามารถอยู่ในคันนาได้นานวัน

หลังจากไถ คราด และปักดำ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นประมาณ ๑๐ วัน เมื่อเห็นว่าต้นข้าวแข็งแรงและรากยึดดินดีแล้ว จึงนำปลามาปล่อยลงเลี้ยง

พันธุ์ปลาที่ควรเลี้ยงในนาข้าว
พันธุ์ปลาที่ควรเลี้ยงในนาข้าวนั้น ได้แก่ ปลาไน ปลาสลิด เพราะปลาทั้งสองชนิดนี้เป็นปลาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแก่การเลี้ยงในนา คือ
๑. เลี้ยงง่าย
๒. เติบโตเร็ว
๓. อดทน
๔. หาพันธุ์ได้ง่าย
๕. สามารถวางไข่ได้ในผืนนา
๖. ไม่ทำลายต้นข้าวหรือผืนนา
๗. เนื้อมีรสดี
๘. ขายได้ราคา

นอกจากนี้ปลาไน และปลาสลิด ยังเป็นปลาที่สามารถใช้อาหารธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงพืชและสัตว์เล็กๆ ที่อุดมสมบูรณ์ในผืนนาให้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุดอีกด้วย

ขนาดและจำนวนของปลาที่จะปล่อยเลี้ยงในนาแปลงหนึ่งๆ นั้นควรใช้ปลาขนาดความยาว ๓-๕ ซ.ม. เพราะเป็นปลาขนาดที่จะเติบโตได้รวดเร็ว และพอที่จะอาศัยเลี้ยงตัว และหลบหลีกศัตรูได้ดี ทั้งปลาขนาดดังกล่าวเป็นขนาดที่สามารถขนลำเลียงไปได้ไกลๆ

จำนวนปลาที่ควรจะปล่อยลงเลี้ยงนั้น ควรปล่อยในอัตราที่เหมาะสมต่อเนื้อนา อย่าให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป หากมากเกินไปแล้วปลาจะเจริญเติบโตช้า เพราะปลาจะแย่งที่อยู่อาศัยและแย่งอาหารกันเอง ในเนื้อที่นา ๑ ไร่ ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงประมาณ ๔๐๐-๖๐๐ ตัว

อาหารและการให้อาหาร
การเลี้ยงปลาในนาเป็นการคิดใช้อาหารธรรมชาติในผืนนาที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ปลาจะสามารถเลี้ยงตัวเองโดยเก็บกินอาหารธรรมชาติจากผืนนาดังนี้ การเลี้ยงปลาในนาจึงไม่ต้องให้อาหารแก่ปลา แต่หากผู้เลี้ยงปลารายใด ประสงค์จะให้ปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโตรวดเร็วก็ควรที่จะให้อาหารสมทบ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่อาหารจำพวกพืชและสัตว์ เช่นกากถั่ว พืชบางชนิดปลาป่นและเลือดสัตว์ผสมกันในอัตราที่เหมาะสม จากผลของการทดลองปรากฏว่าจะได้ผลเพิ่มเป็น ๑๐ เท่า เช่นจากที่คาดจะได้ ๒๐ ก.ก. เศษต่อไร่ จะเป็น ๒๐๐ ก.ก. เศษต่อไร่

การดูแลรักษา
การที่จะเลี้ยงปลาในนาข้าวให้ได้ผลดีนั้น ควรปฏิบัติดังนี้
๑. การใส่ปุ๋ย ปกตินาข้าวโดยทั่วๆ ไปมีการใส่ปุ๋ยเป็นประจำอย่างเพียงพออยู่แล้ว อาหารธรรมชาติจึงมีอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปุ๋ยเพื่อเป็นการเลี้ยงปลาอีก แปลงนาที่เลี้ยงปลาด้วยนั้นการใส่ปุ๋ยควรจะระวังให้มาก โดยเฉพาะปุ๋ยวิทยาศาสตร์แล้ว ควรป่นให้ละเอียดและสาดให้ทั่วผืนนา

๒. ระดับน้ำ ควรจะรักษาระดับน้ำให้ท่วมผืนนาตลอดฤดูกาลทำนาก่อนระยะเก็บเกี่ยวอย่างน้อยประมาณ ๓๐ ซ.ม. ทั้งนี้ เพื่อปลาจะได้หากินบนผืนนาได้ทั่วถึง

๓. ศัตรู โดยทั่วๆ ไปได้แก่ปลาช่อน งู กบ เขียด และนกกินปลา ก่อนปล่อยปลาจึงควรกำจัดศัตรูภายในผืนนาออกให้หมดเสียก่อน และควรระมัดระวังโดยพยายามหาทางกำจัดศัตรูที่จะมาภายหลังอีกด้วย

๔. การฆ่าแมลง การใช้ยาฉีดฆ่าแมลงตามต้นข้าวนั้น ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ เพราะยาฆ่าแมลงทุกชนิดเป็นอันตรายต่อปลา แม้แต่ใช้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ปลาถึงตายได้ หากจำเป็นจะต้องใช้ ควรใช้อัตราความเข้มข้นที่เจือจางพอที่จะไม่เป็นอันตรายแก่ปลา แต่ในกรณีที่ต้นข้าวเกิดโรคระบาดจำเป็นจะต้องฉีดยาฆ่าแมลง ควรจับปลาออกให้หมดเสียก่อน

ผลผลิตที่ได้
การเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้น นอกจากจะได้ข้าวเป็นผลผลิตตามปกติแล้ว จากผลการทดลองค้นคว้าปรากฏว่านาข้าวที่เลี้ยงปลาด้วยจะได้ข้าวเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณไร่ละเกือบร้อยละ ๓๐ และนอกจากนี้ยังจะได้ปลาอันเป็นผลพลอยได้เพิ่มอีกไร่ละประมาณ ๒๐ กิโลกรัมเศษ หรือกว่านั้น แต่ถ้าหากมีการให้อาหารสมทบด้วยแล้ว จะได้ปลาประมาณ ๑๐ เท่า

นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาในนาเป็นอาชีพที่ชาวนาสามารถปฏิบัติได้เกือบตลอดปี เพราะนอกจากจะเลี้ยงปลาในนาในระยะที่ทำนาตามปกติแล้ว โดยหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้วชาวนายังสามารถใช้ผืนนาเดิมนั้นเลี้ยงปลาในระยะหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้อีก โดยระบายน้ำให้ท่วมผืนนาอย่างน้อยประมาณ ๓๐ ซ.ม. ตลอดระยะที่เลี้ยงปลา ผืนนาที่เคยถูกทอดทิ้งให้แห้งแล้งปราศจากประโยชน์ จะกลับกลายเป็นสภาพเป็นบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ซึ่งข้าวและวัชพืชบนผืนนาจะเปลี่ยนสภาพโดยเน่าสลายกลายเป็นอาหารอย่างดีและอุดมสมบูรณ์แก่ปลาเป็นการใช้ประโยชน์จากผืนนาอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะถึงฤดูทำนาปกติ

นอกจากการเลี้ยงปลาในนาร่วมกับการปลูกข้าวดังวิธีหารที่กล่าวแล้ว ชาวนาในบางท้องที่ยังได้นิยมดัดแปลงผืนนาใช้ในการเลี้ยงปลาแต่อย่างเดียวโดยเฉพาะ โดยไม่ปลูกข้าว วิธีการนี้เรียกว่าการทำนาปลา วิธีดำเนินการส่วนใหญ่คล้ายกับการเลี้ยงปลาในนาข้าว เพียงแต่พยายามเก็บกักน้ำในผืนนาให้ได้มากตลอดระยะที่เลี้ยง โดยไม่ปลูกข้าวเลยในผืนนานั้น ปลาที่นิยมเลี้ยงส่วนมากนิยมเลี้ยงปลาสลิด การเลี้ยงปลาตามวิธีการที่กล่าวมานี้ทำกันมากในแถบบริเวณ อำเภอบางพลี บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ๆ ค่อนข้างลุ่มและมีน้ำสมบูรณ์ โดยทำกันตั้งแต่ขนาด ๑๐ ไร่ ถึง ๓๐๐ ไร่ ผลผลิตปลาที่ได้นั้นมีผู้ได้ถึงไร่ละ ๑๐๐-๑๕๐ กิโลกรัม ซึ่งนับว่าได้ผลดีมาก ทำให้มีรายได้สูงกว่าการทำนาแต่อย่างเดียว การประกอบอาชีพด้วยการทำนาปลาดังกล่าวแล้วนี้นับวันกำลังเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น

การเลี้ยงปลาในนาข้าวการเพิ่มประโยชน์สุขแก่พี่น้องชาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารได้เป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะช่วยให้ชาวนามีการกินดีอยู่ดี กับทั้งจะเป็นการเสริมสร้างรายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังสามารถให้ชาวนาคิดใช้ผืนนาในฤดูทำนาให้เกิดประโยชน์เต็มที่และแม้แต่หลังฤดูเก็บเกี่ยวแล้วชาวนายังจะสามารถใช้ผืนนาให้เป็นประโยชน์ด้วยการเลี้ยงปลาได้อีก จึงควรที่พี่น้องชาวนาจะได้ริเริ่มดัดแปลงผืนนาของตนให้เกิดประโยชน์สุขแก่ครอบครัว อันเป็นการช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนาการยิ่งๆ ขึ้นไป

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี