จิตรกรรมฝาผนัง

นางสาวเอลิซาเบธ ไลออนส์ นักศึกษาชาวอเมริกัน ผู้สนใจเรื่องภาพฝาผนังของไทยกล่าวไว้ว่า

ผนังโบสถ์วิหารตามวัดวาอารามโบราณของไทยส่วนมาก ที่มีอยู่ทั่วประเทศมักมีภาพเขียนที่เขียนขึ้นไว้อย่างจิตรกรรมฝาผนังละเอียดถี่ถ้วน บางแห่งก็เขียนไว้แต่บางส่วนของฝาผนังบางแห่งก็เขียนไว้เต็มฝาผนัง ตั้งแต่คิ้วผนังเบื้องล่างขึ้นไปจนเพดานเบื้องบน แม้ความมุ่งหมายเดิมจะทำขึ้นเพียงเพื่อประดับฝาผนังมิให้ว่างเปล่า แต่ก็ช่วยให้ผนังงดงามเรียบร้อยน่าดูขึ้น ภาพเขียนที่ประเทศไทยนี้ก็ทำนองเดียวกับศิลปะที่สำคัญทางศาสนาของยุโรปในยุคกลาง(ประมาณระหว่าง พ.ศ. ๑๐๐๐-๒๐๐๐ ผู้เขียน) ซึ่งความมุ่งหมายเดิมก็เพื่อเป็นการสั่งสอนและจูงใจศาสนิกชน โดยชี้ให้เห็นจุดหมายทางจิตหรือเตือนใจให้ระลึกไว้ว่า ความประพฤติปฏิบัติของตนในภาพนี้ ย่อมจะนำมาซึ่งคุณหรือโทษในภพหน้า”

โดยเหตุที่นางสาวเอลิซาเบธ ไลออนส์ ได้สำรวจศึกษาจิตรกรรมฝาผนังมาทั่วประเทศไทยจึงย่อมรู้ว่าภาพผนังส่วนใหญ่เขียนเรื่องอะไร เธอจึงกล่าวไว้ต่อไปว่า

“เรื่องที่นำมาใช้เป็นหัวข้อสำหรับเขียนนั้น มีวงจำกัดอยู่บ้าง แต่โดยฝีมือช่างของศิลปินไทย สามารถเขียนให้เห็นไปถึงความเป็นอยู่ตั้งแต่ของชนธรรมดาสามัญตลอดจนถึงชนชั้นสูง ชนชาวไทยนั้น มีความเคารพเป็นอย่างสูงต่อหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตอนแสดงถึงความเป็นอยู่อย่างธรรมดา ช่างเขียนก็ไม่งดเว้นที่จะแสดงถึงความประพฤติประจำวันตามธรรมดา อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความเป็นอยู่ของคนทั่วไป เราอาจเห็นได้ทุกแห่ง แม้แต่ในตอนที่ควรเคารพที่สุด ก็ยังมีภาพของคนกำลังทำงาน กำลังเล่นหัว กำลังกระซิบกระซาบกล่าวขวัญ หรือกำลังเกี้ยวพาราสีกันที่ช่างได้เขียนไว้อย่างช่ำชอง ภาพคนและสัตว์ส่วนปลีกย่อยเหล่านี้ เป็นการแสดงออกอย่างเสรีของช่างเอง และเขียนออกมาให้เห็นตามสภาพที่เป็นจริง ซึ่งช่างเขียนมักจะเขียนขึ้นด้วยอารมณ์สนุกอย่างเปิดเผย”

นางสาวเอลิซาเบธ ไลออนส์กล่าวต่อไปว่า

“จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วิหารตามวัดวาอารามโดยมากนั้นเขียนไว้แต่ศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ (ราว พ.ศ. ๒๒๕๐-๒๔๕๐) สมัยเมื่อประชาชนคนสามัญ ยังมีผู้เรียนรู้หนังสือกันเป็นจำนวนน้อย ถึงแม้เขาจะอ่านหนังสืออธิบายใต้ภาพไม่ออกแต่ก็ทายถูกว่าเป็นชาดกเรื่องอะไร

จิตรกรรมฝาผนังที่งดงามและเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดก็เห็นจะเป็นฝาผนังในระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วในกรุงเทพฯ เพราะเขียนเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นจนจบดูกันทั้งวันก็ยังไม่จบนั่นเอง

ประโยชน์ของจิตรกรรมฝาผนังมีมาก หากว่าท่านได้พบเห็นฝาผนังโบสถ์วิหารวัดไหนก็จงช่วยกันสงวนกันไว้ อย่าได้รื้อทำลายแล้วสร้างของใหม่ขึ้นแทนเลย ถ้าจะสร้างก็หาที่สร้างเอาใหม่ โดยไม่จำเป็นจะต้องรื้อของเก่าทิ้ง เพราะนับวันศิลปะอันมีค่านี้จะถูกทำลายมากขึ้นทุกวัน จากน้ำมือของผู้ที่ไม่รู้คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนัง

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

ฝาเรือน

เมื่อพูดถึงฝา เรามักจะนึกถึงเครื่องปิดภาชนะต่างๆ อย่างหนึ่ง กับเครื่องกำลังหรือเครื่องกั้นของเรือนอย่างหนึ่ง

ฝาซึ่งเป็นเครื่องปิดภาชนะต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่ทำขึ้นเพื่อป้องกันของที่ใส่ไว้ในภาชนะมิให้หล่นหรือออกจากภาชนะนั้นๆ หรือเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเช่น ฝุ่นละอองมิให้ตกลงไปในภาชนะนั้น ฝาต้องทำครอบลงบนภาชนะฝาเรือนนั่นเอง เช่นฝาของหม้อดิน เป็นต้น แต่ฝาของหม้อดินเราไม่เรียกว่าฝาเฉยๆ เราเรียกว่า ฝาละมี และคำนี้เอง พวกสตรีชอบไปเรียกสามีของตนว่าฝาละมีเหมือนกัน แต่เป็นการเรียกกันเล่นระหว่างเพื่อนฝูงเท่านั้น ฝานอกจากจะทำให้พอดีกับตัวภาชนะแล้ว ยังจะต้องทำที่จับ เพื่อสะดวกแก่การที่จะปิดหรือเปิดด้วย เช่น ฝาละมีเขาก็ทำที่จับเป็นปุ่มอยู่ตรงกลาง หรือเป็นฝาหม้ออย่างอื่นก็ทำที่จับเป็นคานอยู่ตรงกลาง แต่ก็มีภาชนะบางชนิดเหมือนกันที่ฝาไม่มีที่จับเช่นหม้อแขกเป็นต้น เวลาจะเปิดก็ต้องลำบากนิดหน่อย

นอกจากนี้ ฝาบางชนิดไม่ได้ใช้ปิดภาชนะใบหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ปิดภาชนะหลายๆ ใบรวมกัน เขาเรียกว่าฝาชี ทำไมจึงเรียกฝาชนิดนี้ว่าฝาชีก็ไม่ทราบเหมือนกัน

ฝานั้น ต้องพอเหมาะพอดีกับตัวภาชนะ ไม่ใช่เล็กเกินไป ซึ่งปิดลงไป ก็ตกลงไปอยู่ในภาชนะ ถ้าใหญ่เกินไป ก็เกินงาม เรียกว่าผิดฝาผิดตัวใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้ก็ไม่ดีเท่าที่ควร สำนวนผิวฝาผิดตัวนี้ ยังนำมาใช้สำหรับคู่ผัวตัวเมียที่อยู่กันไม่เป็นปกติสุข ถ้าหากว่าคู่ผัวตัวเมียนั้นจะได้กับคนอื่นซึ่งเข้ากันได้ดี ก็มีความสุขหรอก คู่ผัวตัวเมียอย่างนี้เขาเรียกว่าผิดฝาผิดตัว แต่ผิดแล้วจะเปลี่ยนตัวก็ลำบากเหมือนกัน ถ้าเป็นภาชนะก็เห็นจะต้องใช้จนแตกหรือบุบกันไปนั่นแหละ

ฝาอีกชนิดหนึ่ง ก็คือฝาซึ่งเป็นเครื่องกั้นบ้านเรือน ฝาเรือนก็คงจะวิวัฒนาการมาเช่นเดียวกับตัวเรือนนั่นเอง แต่ฝากับเรือนนี้ ถ้าจะค้นคว้าไปว่าอย่างไหนจะเกิดก่อนหลังก็เห็นจะต้องตอบว่าฝาเกิดก่อนเรือน ที่ตอบดังนี้ ก็ด้วยสันนิษฐานเอาว่า เดิมทีนั้นคนเราอาศัยอยู่ตามถ้ำหรือโพรงไม้ ซึ่งเท่ากับเป็นตัวเรือน แต่บางทีตัวเรือนก็กันลมและฝนไม่ได้ มนุษย์เราคงจะตัดใบไม้มากั้นเป็นฝากำบังลมและฝนก่อน ภายหลังเมื่อรู้จักสร้างบ้านเรือนแล้วครั้งแรกก็คงจะใช้ฝาทำด้วยใบไม้ก่อน ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็ยังพบเห็นเรือนที่ทำฝาด้วยใบไม้เช่นใบตองตึง ใบพลวง หรือใบตาล ใบจาก ตามชนบทอยู่ทั่วไป ต่อมาเมื่อมีเครื่องมือ เช่นเลื่อย สามารถที่จะเลื่อยไม้ออกเป็นแผ่นๆ แล้ว เราจึงรู้จักทำฝาเรือนด้วยไม้กระดาน เรียกว่า พื้นกระดานฝากระดาน สมัยเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ใครมีเรือนพื้นฝากระดานหลังคามุงกระเบื้องได้ก็เรียกว่าอยู่ในขั้นเศรษฐีของท้องถิ่นทีเดียว ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ฝากระดานดูจะเป็นของที่หายากเข้าทุกทีและเป็นการไม่สะดวกและเปลืองค่าแรงงาน เมื่อจะทำเรือนฝากระดาน เวลานี้ส่วนใหญ่จึงใช้วัสดุอย่างอื่นทำฝาเรือน นอกจากนี้เรายังใช้อิฐหรือปูนทำฝาเรือนฝาตึก เพราะมั่นคงแข็งแรงและทนทานต่อการที่จะถูกไฟเผาผลาญมากกว่าฝาไม้ ผาไม้จึงนับวันแต่จะหายากขึ้นทุกที

พูดถึงฝาเรือนแล้ว อดที่จะตั้งข้อสังเกตไว้ไม่ได้เท่าที่สังเกต เรือนไหนถ้าเจ้าของขึ้นอยู่ก่อนโดยที่กั้นฝาเรือนยังไม่เสร็จ เรือนหลังนั้น จะไม่มีฝาเรือนที่สมบูรณ์ไปอีกหลายปีทีเดียว บางคนสร้างบ้านเรือนไว้ โดยไม่มีปัญญาที่จะกั้นฝา ต้องรอให้ผู้ชายมาสู่ขอลูกสาวเสียก่อน แล้วเรียกร้องฝาเรือนจากผู้ที่จะมาเป็นเขยก็มี เรื่องของฝาเรือนแสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี มีบทกล่อมเด็กของชาวปักษ์ใต้อยู่บทหนึ่งกล่าวไว้เป็นทำนองว่า “ลูกสาวชาวเรือนตีน (คือเรือนที่อยู่ทางทิศเหนือ) เทียมได้ผัวจีนนอนสาดเจ็ดชั้น (คือตั้งแต่ได้สามีเป็นจีนนอนเสื่อเจ็ดชั้น) พอได้ผัวไทย นอนเรือนฝาไม้กั้น” นั่นเป็นเรื่องของท้องถิ่นแสดงให้เห็นว่า คนจีนกับคนไทยร่ำรวนผิดกว่ากัน แสดงออกด้วยฝาเรือน

ฝาเรือนที่ทำด้วยอิฐหรือปูนนั้น เราไม่เรียกฝาเฉยๆ แต่เราเรียกฝาผนัง คนไทยเรารู้จักสร้างอาคารด้วยอิฐปูนมานานแล้ว อย่างน้อยก็นับเป็นพันๆ ปี แต่เราไม่นิยมสร้างอาคารเช่นว่านั้นสำหรับเป็นที่อยู่ของคนธรรมดา เราสร้างเป็นโบสถ์วิหาร หรือปราสารทราชวังสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เมื่อมีฝาผนังเช่นโบสถ์วิหาร การจะปล่อยผนังไว้ว่างๆ ก็ดูจะเปล่าประโยชน์ ครั้งแรกคงจะมีคนคิดเขียนภาพประดับฝาผนังเพื่อความสวยงามขึ้นก่อน ต่อมาจึงมีผู้คิดเขียนภาพผนังเป็นเรื่องราวทางศาสนาเพื่อการสั่งสอนประชาชนขึ้น เช่นภาพพุทธประวัติและชาดกต่างๆ เช่นเรื่องทศชาติ และเรื่องนรกสวรรค์ เพื่อชักชวนให้คนได้งดพุทธประวัติและชาดกต่างๆ เช่นเรื่องทศชาติ และเรื่องนรกสวรรค์ เพื่อชักชวนให้คนได้งดบาปและก่อสร้างบุญกุศล เพราะภาพที่เขียนนั้น ถึงคนที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็สามารถที่จะเข้าใจความหมายได้ โดยมีคนบอกเพียงครั้งเดียวก็จำได้แล้ว นับว่าภาพผนังเป็นวิธีการสอนที่ดีอย่างหนึ่ง เรียกว่าสอนและเรียนด้วยการดู

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

ยาทาแก้ปวดและบวมเมื่อโดนผึ้งต่อย

ปัญหาของผู้เลี้ยงผึ้งก็คือ กลัวผึ้งต่อย ทำให้เจ็บปวด บางคนแพ้เป็นไข้ไปเลยก็มี บางรายถูกผึ้งต่อยบริเวณใกล้ตา ตาจะปิด ต่อยแก้มๆ จะบวมอูม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้เลี้ยงผึ้งส่วนมากมีเครื่องป้องกันดีอยู่แล้ว หรือเมื่อเลี้ยงไปนานๆ อาจมีความเคยชินกับผึ้งมากขึ้น จะถูกผึ้งต่อยน้อยลง ในกรณีที่มีผึ้งต่อยและแพ้มากๆ ควรใช้ยาดังนี้

๑. ยาแก้ปวดทุกชนิด ใช้รับประทานตามอัตรา แก้ปวด
๒. ลินซิดอน แคปซูล ใช้รับประทานแก้แพ้
๓. แอนตี้ ซานครีม ทาแก้อักเสบบริเวณที่ถูกต่อย และดับกลิ่นสาบนางพญา
๔. หัวหอม หอมแดง ใช้มีดฝานทาแก้ปวดและบวมได้ดี
๕. ยาหม่อง ใช้ทาแก้ปวดและบวมได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม เพราะทำให้ร้อนและทาใกล้ตาไม่ได้

เมื่อพูดถึงผึ้งแล้ว มีผู้ยกย่องว่าผึ้งเป็นสัตว์ที่จัดระเบียบความเป็นอยู่ดีที่สุด เพราะผึ้งส่วนมากมีนิสัยขยันขันแข็ง ชอบอยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบการงานในสังคมของมันดีไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน ไม่เหมือนอย่างมนุษย์ทุกวันนี้ ที่ต่างคนต่างอ้างว่าตนมีความรู้ความสามารถวิเศษยิ่งกว่าคนอื่น เลยทำให้บ้านเมืองยุ่งเหยิงอยู่ทั่วไปในทุกวันนี้ ผึ้งมีความสามัคคีกลมเกลียว ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีความมุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงรังของมันแต่ละรังให้ได้ประโยชน์มากที่สุด มีความกล้าหาญ ไม่ใช่เพียงแต่ทำท่าว่าเก่งกล้า แต่ใครไปรังแกมันมันจะสู้จนสุดใจขาดดิ้นทีเดียว

ผึ้งนั้นมีระเบียบในการจัดสังคมดีมาก มันแบ่งหน้าที่กันทำไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน แต่การที่จะแบ่งหน้าที่กันนี้ ผึ้งได้แบ่งพลพรรคผึ้งหรือพลเมืองผึ้งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

๑. แม่รังหรือราชินีผึ้ง (Queen) หรือนางพญาผึ้ง
๒. พ่อรัง (Drone)
๓. พลรังหรือผึ้งทหารเรือพลรบ (Worker) หรือผึ้งงาน
ผึ้งทั้งสามประเภทนี้แบ่งหน้าที่กันทำไม่ได้ก้าวก่ายกันตลอดชีวิตของผึ้ง มันแบ่งหน้าที่กันดังนี้คือ

ผึ้งแม่รังหรือนางพญาผึ้ง  มีหน้าที่เพาะพันธุ์หรือวางไข่ตลอดจนชีวิต ผึ้งนางพญานี้ในรังหนึ่งจะมีอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น (ถ้ามีตั้งแต่สองตัวจะกัดกันตาย) สังเกตได้ง่าย คือมีตัวโตมาก ลำตัวยาว แต่ปีกสั้น สีน้ำตาลเหลือง เอวคอด ก้นแหลม ไม่มีเหล็กใน ไต่ไปอย่างเชื่องช้า คล้ายตัวแตนหรือแมลงหมาล่า และที่สังเกตได้ง่ายก็คือไม่ว่านางพญาผึ้งนี้จะบินไปทางไหน ผึ้งตัวอื่นๆ ทั้งผึ้งพ่อรัง และผึ้งทหารจะบินตามไปเป็นพรวน ถ้าเป็นคนก็เห็นจะพอๆ กับนางสาวไทยเดินไปไหนมีคนเดินตามเป็นพรวนนั่นแหละ

ส่วนผึ้งพ่อรังนั้น มีหน้าที่อย่างเดียวในชีวิตก็คือ คอยผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งให้ได้ ผึ้งพ่อรังหรือผึ้งตัวผู้นี้ในรังหนึ่งมีอยู่หลายร้อยตัว แต่วิธีที่จะผสมพันธุ์นั้น ผึ้งตัวผู้หรือผึ้งพ่อรังตัวเดียวเท่านั้นที่จะผสมพันธุ์ได้ แต่ต้องเป็นผึ้งที่แข็งแรงที่สุด จึงจะผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งได้ ตอนที่ผึ้งจะผสมพันธุ์กันนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช เล่าไว้ในหนังสือเรื่องห้วงมหรรณพของท่านว่า “ผึ้งเมื่อถึงคราวที่จะผสมพันธุ์กันนั้น นางพญาผึ้งหรือผึ้งตัวเมียที่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์จะบินด้วยความเร็วสูงขึ้นไปบนฟ้า ขณะนั้นผึ้งตัวผู้จำนวนร้อนจำนวนพันที่อยู่ในละแวกนั้น ก็จะบินตามขึ้นไปด้วยความปรารถนาที่จะเสพเมถุนกับนางพญาผึ้ง แต่ตราบใด ที่ยังมีผึ้งตัวผู้บินตามมากกว่าหนึ่งตัว นางพญาผึ้งจะไม่หยุดบิน แต่จะบินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผึ้งตัวผู้ที่แก่ไปเรี่ยวแรงไม่มีก็ดี หรือผอมกะหร่องบินไม่ทันก็ดี หรือร่างกายไม่สมบูรณ์ เป็นโรคไต โรคตับแข็ง ความดันโลหิตสูง หรือหัวใจรั่วก็ดี ผึ้งเหล่านี้จะหมดแรงร่วงหล่นตายไปทีละตัวสองตัวจนหมด จะเหลือแต่ผึ้งตัวผู้ตัวสุดท้ายซึ่งบริบูรณ์ล่ำสันแข็งแรงกว่าใครทั้งหมด ถึงตอนนี้นางพญาผึ้งจะยอมให้ผึ้งตัวผู้ตัวสุดท้ายนั้นผสมพันธุ์ เพื่อให้ผึ้งที่จะเกิดต่อไปนั้น สมบูรณ์ที่สุด แข็งแรงผึ้งต่อยที่สุดเพราะมีพ่อที่ได้คัดความสมบูรณ์ความแข็งแรงชนะเลิศแล้ว แต่ผึ้งตัวสุดท้ายที่ชนะเลิศได้ผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งนี้ ก็มิใช่จะรอดตายเสียเมื่อไร เพราะเมื่อผึ้งตัวผู้ใส่องค์เพศเข้าไปในตัวนางพญาๆ ก็จะสลัดตัวหลุด ดังเอาองค์เพศ และอัณฑโคตรของผึ้งตัวผู้นั้นเข้าไปไว้ในท้องของตนจนหมดสิ้น ผึ้งตัวผู้ก็ถึงแก่ความตายในทันที ส่วนอวัยวะเพศที่ติดเข้าไปอยู่ในตัวของนางพญาผึ้งนั้นจะไม่ตาย และจะทำหน้าที่ผสมน้ำเชื้อชีวิตให้แก่ไข่ของนางพญาผึ้งตลอดไป เพราะนางพญาผึ้งนั้น จะออกจากรังผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต เมื่อกลับทำรังหลังจากนั้นแล้ว ก็จะไม่ออกจากรังอีก”

ผึ้งจะทำการขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก นางพญาผึ้งจะออกไข่ได้ถึงวันละ ๑,๐๐๐ ถึง ๒,๐๐๐ ฟอง และจะฟักออกเป็นตัวผึ้งภายใน ๒๑ วัน ถึง ๒๕ วัน

ส่วนผึ้งพ่อรังที่ไม่ได้ผสมพันธุ์หรือที่ไม่ตายเสียก่อนตอนบินขึ้นผสมพันธุ์นั้น เมื่อกลับมารังแล้ว ก็จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเสียไม่ได้จากพลรัง เพราะถือว่าพ่อรังนี้ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว จะใช้ผสมพันธุ์ต่อไปก็ไม่ได้ เพราะรังหนึ่งมีนางพญาผึ้งเพียงตัวเดียว และนางพญาผึ้งจะไม่ต้องผสมพันธุ์อีกต่อไป ดูแล้วพ่อผึ้งพ่อรัง เห็นจะอาภัพมากที่สุดในบรรดาพลเมืองผึ้ง

ส่วนผึ้งงานหรือผึ้งทหารนั้น เป็นผึ้งตัวเมียเช่นเดียวกับนางพญา แต่ตัวเล็กกว่ามาก ก้นแหลม ลำตัวลายแต่มีอวัยวะสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ มีรังไข่เล็กมากใช้ผสมพันธุ์ไม่ได้ มีเหล็กในแหลมที่ปลายมีง่ามแหลมเป็นจักรๆ สำหรับต่อย ที่ขาหลังมีถุงสำหรับเก็บละอองเกสรติดอยู่ด้วย มีต่อมสำหรับทำขี้ผึ้งอยู่ที่ใต้ท้องสำหรับสร้างรัง

ผึ้งงานต้องทำงานหนักมาก มีหน้าที่สร้างรัง ทำความสะอาดรัง หาน้ำหวาน หาอาหารให้นางพญาและพ่อรังกิน ป้องกันศัตรู อายุของผึ้งงานจึงสั้นมาก มักจะมีอายุเพียง ๖ เดือนก็ตาย นอกจากนี้เมื่อต่อยอะไรเข้าเหล็กในจะติดอยู่กับสิ่งนั้น แล้วตัวมันก็ตายด้วย จะงอยปากของผึ้งงานยืดหดได้ ดังนั้นมันจึงดูดน้ำหวานได้สะดวก

ผึ้งในรังหนึ่งๆ นั้น นางพญาผึ้งจะผลิตตัวผึ้งออกมา ๓ ชนิดคือ เป็นผึ้งงาน ๑ นางพญาผึ้ง ๑ และผึ้งตัวผู้หรือผึ้งพ่อรัง ๑ นางพญาผึ้งนั้น ในรังหนึ่งจะมีนางพญาผึ้งเพิ่มขึ้นหนึ่งตัว

วิธีการเลี้ยงผึ้งนั้น เขาให้ทำรังผึ้งขึ้นก่อน รังผึ้งนั้นทำด้วยลังไม้ขนาดกว้างสัก ๑ ฟุต ยาวสัก ๑ ฟุต ๔ นิ้ว ลึก ๑ ฟุต แล้วหานางพญาผึ้งมาผูกไว้ในรังนี้ โดยใช้เชือกด้ายหรือเส้นผมคนก็ได้ผูกไว้ให้ติดกับรัง เมื่อผึ้งอื่นๆ เห็นนางพญาผึ้งที่ไหน มันก็จะมาอยู่ที่นั่นแล้วผึ้งงานจะมาทำรัง หาน้ำหวานมาเลี้ยงนางพญาผึ้งและผึ้งพ่อรังต่อไป

สถานที่เลี้ยงผึ้งควรจะเป็นที่ใกล้เคียงกับที่ผึ้งจะไปหาเกสรดอกไม้มาทำน้ำหวานได้สะดวก พวกชาวไร่จึงปลูกดอกไม้เช่นทานตะวันไว้ด้วย เพื่อให้ผึ้งไปหาน้ำหวานได้ง่าย ว่ากันว่าดอกทานตะวันนั้น ส่วนใหญ่มักจะลีบไม่มีเมล็ด ถ้าได้เลี้ยงผึ้งไว้ด้วย ผึ้งจะช่วยผสมให้ดอกทานตะวันมีเมล็ดมากขึ้น เรื่องและวิธีการเลี้ยงผึ้งยังมีรายละเอียดอีกมาก ท่านที่สนใจจะเลี้ยงผึ้งโปรดถามนักวิชาการเกษตรหรือถามผู้ชำนาญดูเถิด คงหาไม่ยากนัก

หลวงสมานวนกิจ เล่าว่าที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการเลี้ยงผึ้งกันเป็นอาชีพได้ กสิกรคนหนึ่งเลี้ยงผึ้งไว้ราว ๒๐๐ รัง ๒ เดือน เก็บน้ำผึ้งได้ครั้งหึ่ง ได้น้ำผึ้งครั้งละ ๑ ขวดแม่โขงต่อ ๑ รัง ครั้งหนึ่งได้น้ำผึ้ง ๒๐๐ ขวด ราคาขวดละ ๓๐ บาท(สมัยก่อน) เก็บครั้งหนึ่ง ได้เงินเท่าไรก็ลองคิดดู น่าเลี้ยงผึ้งเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม คนไทยโบราณถือว่าสัตว์ที่อยู่ป่านั้น หากบังเอิญเข้าไปในบ้านใครถือว่าเป็นอุบาทว์จัญไร ต้องปัดเป่าสะเดาะเคราะห์กันให้วุ่นไปเหมือนกัน ผึ้งถือเป็นสัตว์หรือแมลงที่อยู่ป่า ถ้าผึ้งไปจับบ้านเรือนใครก็เป็นอุบาทว์เหมือนกันแต่อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า แล้วแต่ทิศที่สัตว์เหล่านั้นเข้าไป บางทิศก็ร้ายบางทิศก็ดี ดังในคัมภีร์อธิไทโพธิบาทว์กล่าวว่า “แร้งก็ดี สัปปชาติงูป่าทั้งปวงก็ดี นกเค้านกยางก็ดี เหี้ยจังกวดสุนัขจิ้งจอกและปลวกรุ้งกินน้ำและเนื้อและผึ้ง เต่า ขวานฟ้าและสัตว์ป่าทั้งปวงก็ดี มาจับเรือนขึ้นเรือนเข้าบ้านและตกในบ้านในเรือน ในทิศบูรพา ทรัพย์สมบัติและบุตรจะฉิบหาย ทิศอาคเนย์ไฟจะไหม้เรือน ทิศทักษิณตัวจะตาย มิฉะนั้นจะได้ทุกข์ไข้เจ็บแทบปางตาย ทิศหรดีโจรจะลักและปล้นทรัพย์สมบัติ ทิศปัจฉิม (คือทิศตะวันตก) จะได้ลาภคือภรรยาสามีอันพึงพอใจ ทิศพายัพจะจำเริญสุข ทิศอุดรจะได้ลาภ ทิศอิสานท้าวพระยาจะบูชาและยกย่องแล” เป็นอย่างไรบ้างครับเรื่องความเชื่อถือของคนโบราณ ถ้าคนเราทุกวันนี้ขืนเชื่อถืออย่างนี้ ก็เห็นจะเดินไม่ทันเพื่อนฝูงเป็นแน่ เพราะอุบาทว์มันมากมายเหลือเกิน

กวีโบราณของเรา เปรียบเทียบผู้หญิงเหมือนดอกไม้ซึ่งมีน้ำหวานอยู่ในเกสร และเปรียบผู้ชายเหมือนหมู่ภมรคือตัวผึ้ง ว่าเป็นของคู่กัน ผู้ชายบางคนว่านัยน์ตาของผู้หญิงที่ตนหลงรักนั้นยิ่งกว่าน้ำผึ้งทีเดียว หารู้ไม่ว่าตาหวานๆ นั้น พอมาอยู่กับเรานานๆ เข้า ดุยิ่งกว่าตาเสือเสียอีก

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

คุณภาพของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งก็คือน้ำหวานที่ผึ้งนำมาจากน้ำหวานของดอกไม้ โดยผ่านกรรมวิธีที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ ทั้งยังมีคุณสมบัติดีเลิศกว่า เพราะมีฮอร์โมนบางชนิดผสมอยู่ด้วย น้ำผึ้งอาจจะมีสีต่างๆ กันเช่น สีเหลือง หรือสีทอง สีเหลืองอมส้ม สีน้ำตาลไหม้ หรือสีเขียวๆ สีและกลิ่นของน้ำผึ้งย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้นั้นๆ ที่ผึ้งไปดูดเอาน้ำหวาน ซึ่งในทางเคมีจากการวิเคราะห์จะไม่แตกต่างกัน

ส่วนประกอบ ข้อกำหนดคุณภาพตามมาตรฐาน CODEX (%)
น้ำตาลรีดิวซิง (คิดเป็นน้ำตาลอินเวอร์ต)

ความชื้น

น้ำตาลซูโครส

สารที่ไม่ละลายน้ำ

แร่ธาตุ(เถ้า)

ความเป็นกรด (คิดเป็นมิลลิอิควิวาเลนด์/กิโลกรัม)

HMF (Uydrovy Methyl fur-farol mythy)

Diastase activity DN

ลักษณะทั่วไป

ไม่น้อยกว่า ๖๐

ไม่มากกว่า ๒๓

ไม่มากกว่า ๑๐

ไม่มากกว่า ๐.๕

ไม่มากกว่า ๑.๐

ไม่มากกว่า ๔๐

 

ไม่มากกว่า ๔๐

ไม่น้อยกว่า ๘

ไม่มีกลิ่นผิดปกติ

ไม่แสดงการบูด

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำผึ้งมีราคาแพง จึงได้มีผู้คิดปลอมปนและปลอมแปลงอยู่เสมอเป็นปัญหาสำหรับผู้ซื้อมาก บางรายอาจจะใช้น้ำตาลทรายคั่วพอเหลืองแล้วใส่น้ำใส่แบะแซ เคี่ยวจนเหนียวกะดูสีให้เหมือนน้ำผึ้ง ผสมน้ำผึ้งแท้เพื่อให้มีกลิ่นน้ำผึ้ง บางรายจะเคี่ยวน้ำหวานให้มีความข้นใกล้เคียงกับน้ำผึ้งแล้วใช้เข็มฉีดใส่รวมผึ้งหาบขายเพื่อให้เกิดน้ำหนักและมองดูน่าซื้อ ฯลฯ ซึ่งเป็นการยากสำหรับผู้ซื้อที่จะรู้ว่าเป็นน้ำผึ้งแท้หรือปนหรือปลอม

การทดสอบแบบง่ายๆ คือ
๑. ใช้ใบชา (ที่ชงกับน้ำร้อน) ใส่แก้วสักหยิบมือหนึ่ง เทน้ำผึ้งลงไปประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ หากเป็นของแท้สีน้ำผึ้งที่แช่ใบชาจะไม่เปลี่ยนสี หากเป็นของปลอมสีของน้ำผึ้งจะเปลี่ยนสีค่อนข้างดำ วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะที่ปลอมด้วยแบะแซอย่างเลวเท่านั้น

๒. หยดน้ำผึ้งใส่แก้วที่มีน้ำ วางไว้นิ่งๆ ของแท้จะเกาะกลุ่มอย่างเหนียวแน่นและจะละลายน้ำช้าๆ ส่วนของปลอมจะละลายได้รวดเร็วมาก

๓. ใช้ทาขนมปัง ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้หน้าขนมปังจะแห้งแข็ง ถ้าปลอมหน้าขนมปังจะเปื่อยยุ่ย

นอกจากนี้แล้วยังมีวิธีทดสอบอย่างอื่นหลายอย่าง แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลมากนัก เพราะผู้ปลอมปนมีวิธีการที่แนบเนียนมากขึ้นทุกที หากจำเป็นต้องการจะรู้แน่ชัด ควรส่งไปวิเคราะห์ที่กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหาส่วนประกอบทางเคมี ดังกล่าวแล้ว

การทิ้งรังและการแยกรังของผึ้ง
การเลี้ยงผึ้งในบางครั้งจะพบว่าผึ้งมีการทิ้งรังไปหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการด้วยกัน เช่น เพราะถูกมนุษย์รบกวน มีศัตรูพวกชีปะขาว มด ปลวก หรือไรของผึ้ง รบกวน ฯลฯ หรือบางครั้งอาจเป็นเพราะกลีบรังมีอายุเก่าเกินไป ตัวผึ้งมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษา ก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ผึ้งทิ้งรังได้

ส่วนการแยกรังนั้น ตามปกติผึ้งจะทำการแยกรังเพื่อการขยายพันธุ์ โดยจะแยกจากรังเดิมไปหาที่อยู่ที่แห่งใหม่เช่นกัน จะเกิดขึ้นเมื่อผึ้งรังนั้นเจริญและสมบูรณ์เต็มที่และสร้างนางพญาตัวใหม่เกิดขึ้นแล้ว สำหรับผึ้งไทยจะแยกรังอยู่เสมอตลอดปี ซึ่งคาดว่าจะเกี่ยวกับอากาศในแต่ละภาค (คุณวิพัฒน์  กิวานนท์ ได้สังเกตพบว่า อายุการแยกรังของผึ้งจะมีทุกๆ ๑๒๐ วัน แต่ไม่เสมอไปนัก ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพและความเหมาะสม หากครบกำหนด ๑๒๐ วัน ผึ้งยังไม่มีการแยกรัง อาจเลื่อนกำหนดไปอีก ๑๒๐ วัน) มีวิธีสังเกตก็คือ จะมีผึ้งตัวผู้มากในระยะนั้น และจะมีหลอดรังไข่ของนางพญาเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับผู้เลี้ยงเพื่อเอาน้ำผึ้ง ส่วนมากจะพยายามไม่ให้ผึ้งมีการแยกรัง เพราะจะทำให้ขนาดของรังเล็กลง จะทำให้ได้น้ำผึ้งน้อย

นอกจากการแยกรังโดยธรรมชาติ ผู้เลี้ยงอาจแยกรังเพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนรังผึ้ง ซึ่งทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายคือ เบื้องต้นต้องมีการเลี้ยงผึ้งในหีบ และเลี้ยงด้วยเฟรมเสียก่อนจะเป็นการสะดวก วิธีหนึ่งที่ง่ายและกำลังมีผู้ทดลองอยู่ก็คือ เมื่อผึ้งรังใดสร้างตัวผู้และหลอดรังไข่ของนางพญาขึ้น เฝ้าและนับวันที่นางพญาตัวใหม่จะออกเป็นตัว เมื่อหลอดรังนางพญาปิดฝาได้ วันที่ ๒ เราก็จัดการแยกนางพญาตัวเก่า โดยยกไปทั้งคอนซึ่งมีผึ้งงาน ดักแด้ และตัวอ่อนไปไว้ในรังใหม่ ย้ายไปไว้ห่างๆ จากที่เดิม โดยยกไปทั้งคอน ซึ่งมีผึ้งงาน ดักแด้ และตัวอ่อนไปไว้ในรังใหม่ ย้ายไปไว้ห่างๆ จากที่เดิม โดยปล่อยให้หลอดนางพญาที่จะออกเป็นตัวอยู่ในรังเก่าต่อไป เมื่อออกมาเป็นตัวก็จะทำการผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้และวางไข่ครองรังเก่าต่อไป ส่วนนางพญาตัวเก่าก็จะขยายสร้างรังใหม่ต่อไป

การแยกรังในทางปฏิบัติมีปัญหาที่ยุ่งยากหลายประการที่จะต้องฝึกหัดทำ เช่น การพิจารณาเวลาที่เหมาะสมในการแยกรัง การพิจารณาจำนวนที่จะแยกที่ตั้งรังใหม่และบางทีนางพญาตัวเก่ามีอายุมากไป จะไม่ขยายรังอีก นางพญาตัวใหม่อาจจะเกิดตายกลางคัน ไม่ออกเป็นตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น เป็นต้น สำหรับผู้เลี้ยงใหม่อาจจะยังไม่จำเป็นควรทดลองฝึกฝนสังเกตการเลี้ยงผึ้งให้ได้ผลดีเสียก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาการเลี้ยงให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป

อุปกรณ์การจับผึ้ง และเครื่องมือบางชนิด

๑. ชุดจับผึ้ง เสื้อและกางเกงจะต้องยาวปิดปลายแขนและขา อาจจะใช้ยางฝืดเย็บติดไว้ข้างในเพื่อรัดข้อมือและข้อเท้า

ถุงมือควรเป็นถุงยางหรือหนังอย่างหนา

เครื่องคลุมศีรษะ สามารถทำได้เอง โดยหาซื้อตาข่ายอลูมิเนียมชนิดที่ใช้ทำมุ้งลวด นำมาทำเป็นรูปทรงกระบอก ให้มีขนาดโตกว่าศีรษะของผู้สวมเล็กน้อย ด้านบนใช้ผ้าหนาๆ หรือตาข่ายอลูมิเนียมเย็บติด ด้านล่างใช้ผ้าหนาๆ เช่นกัน เย็บริมโดยรอบ ใช้เชือกร้อยสำหรับรูดให้แนบกับคอได้

รองเท้า ควรเป็นรองเท้าประเภทหุ้มข้อ

๒. ถุงผ้าโปร่งสำหรับขังผึ้ง ใช้ฝาชีพลาสติกเล็กๆ ปากกว้าง ๑๐ นิ้ว สูง ๔ นิ้วก็พอ มีขายทั่วไปในท้องตลาด ข้างบนหัวฝาชีใช้ลวดทำเป็นห่วงสำหรับหิ้ว ใช้ผ้ามุ้งขนาด ๑ คูณ ๓ ฟุต นำมาเย็บติดกับฝาชีโดยรอบ เพื่อประโยชน์ในการขังผึ้ง นำผึ้งจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งโดยผึ้งไม่มีโอกาสออกมาได้

๓. แปรงปัดตัวผึ้ง ใช้แปรงทาสีชนิดที่มีขนอ่อนๆ หรือจะใช้ขนปีกไก่ ๒-๓ ขนก็ได้ เตรียมไว้สำหรับปัดตัวผึ้งตอนจะเอาเข้าและออกจากหีบ

๔. ที่สำหรับทำให้เกิดควัน อาจจะใช้เศษผ้าแห้ง หรือกาบมะพร้าวแห้งก็ได้ หรือบุหรี่ ธูป

๕. กลักขังนางพญา มีไว้สำหรับกักขังนางพญาในการนำผึ้งเข้าหีบ ใช้ลวดตาข่ายอลูมิเนียมทำเป็นถุงขนาดเท่ากับซองบุหรี่ ใช้ตาปูขนาด ๓ นิ้วอย่างผอม เจาะที่ข้างรังสัก ๕-๑๐ รู เพื่อให้ผึ้งงานเข้าไปเลี้ยงนางพญาได้

๖. ถังบรรจุน้ำผึ้ง

๗. มีด

๘. ตะแกรงลวดอย่างถี่ มีไว้สำหรับคั้นน้ำผึ้ง อาจจะใช้ตาข่ายอลูมิเนียมก็ได้

๙. ถาดอลูมิเนียม (ใส่กลีบผึ้ง)

๑๐. เชือกมัดรอก (สำหรับใช้ในการตัดรวงผึ้งที่อยู่สูงๆ)

๑๑. ตะกร้าปากกว้าง ก้นตื้น (แบบตะกร้าใส่ผลไม้อวยพรปีใหม่)

๑๒. สวิงเล็กๆ (ใช้จับนางพญา)

๑๓. บันได

๑๔. มุ้ง

๑๕. ฟิวส์ไฟฟ้า

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การผลิตน้ำหวานของผึ้ง

ภายหลังจากที่เราได้นำผึ้งมาเลี้ยงไว้ จนเริ่มมีความคุ้นเคยกับสถานที่เลี้ยงแล้วผึ้งก็จะเริ่มออกหาอาหารและสร้างรวงรังให้ขยายเพิ่มขึ้นได้ กล่าวคือ เมื่อผึ้งใช้งวงดูดเอาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้แล้วจะกลืนเข้าไปเก็บไว้ในกระเพาะพิเศษ ซึ่งมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งทำการย่อยน้ำการผลิตน้ำหวานของผึ้งหวานจากดอกไม้ จนกลายรูปเป็นน้ำผึ้ง นำไปถ่ายเก็บไว้ในหลอดรังเสร็จแล้วก็จะออกไปเก็บน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ต่อไปอีก ส่วนน้ำผึ้งที่ถูกเก็บไว้ในหลอดรัง อาจจะยังมีความชื้นอยู่มาก ก็จะมีผึ้งงานอีกพวกหนึ่งมาช่วยกระพือปีกไล่ ให้ความชื้นระเหยออกไปจนกระทั่งมีความเข้มข้นพอเหมาะพอดีตามความต้องการของมัน เมื่อน้ำผึ้งเต็มหลอดรังแล้ว จะปิดหลอดรังด้วยขี้ผึ้งบางๆ น้ำผึ้งจะถูกเก็บอยู่ในลักษณะนี้จนกว่าจะถูกนำมาใช้เป็นอาหารคาร์โบไฮเดรทของผึ้ง

นอกจากการหาน้ำหวานจากดอกไม้แล้ว ผึ้งยังเก็บสะสมเรณูเกสรจากดอกไม้อีกด้วย ผึ้งงานที่ลงไปเคล้าบนเรณูเกสรดอกไม้จะเก็บไว้ที่กระชุบนขาหลังของมัน เมื่อเก็บได้พอแก่ความต้องการแล้วจะบินกลับรัง และนำไปเก็บยังหลอดรังเก็บเรณูเกสรดอกไม้ ไม่ปนกับน้ำผึ้ง แต่บางครั้งผึ้งจะบรรจุน้ำผึ้งเป็นชั้นทับลงบนเรณูเกสรอีกทีด้วย ลักษณะการเก็บเช่นนี้จะทำให้เรณูเกสรมีความสดอยู่เสมอ และเก็บได้นานเป็นปีโดยไม่เน่าเสีย หรือเสื่อคุณภาพแต่อย่างใด เพื่อใช้เป็นอาหารโปรตรีเช่นเดียวกัน

การตัดน้ำผึ้งจากคอน
หลังจากนำผึ้งเข้าเลี้ยงในหีบแล้วประมาณ ๑-๓ เดือน ก็จะมีน้ำผึ้งพอเก็บได้ อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้แล้วแต่สถานที่เลี้ยงและฤดูกาลออกดอกของต้นไม้ ยิ่งบริเวณที่เลี้ยงมีน้ำหวานอย่างสมบูรณ์ จะสามารถได้น้ำผึ้งเร็ว และมีปริมาณมาก การตรวจดูน้ำผึ้งให้ยกคอนขึ้นดู สังเกตหัวน้ำผึ้งที่อยู่ส่วนบนสุดของกลีบจะมีฝาปิดมิดชิดทุกช่อง ซึ่งบริเวณนี้จะชุ่มไปด้วยน้ำผึ้ง เราเพียงตัดออกเพียงครึ่งเดียวของจำนวนคอนที่มีอยู่ (สมมุติมี ๘ คอน เราควรตัดออกเพียง ๔ คอน) โดยการยกคอนที่มีน้ำผึ้งขึ้นจากหีบ ให้แปรงค่อยๆ ปัดตัวผึ้งที่ติดออกมาให้หมด วางลงบนถาด ใช้มีดบางปลายแหลมคมๆ กรีดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยเว้นด้านข้างไว้บ้าง ระมัดระวังอย่าให้มีตัวหนอนปนได้เป็นอันขาด หากใช้คอนที่มีลวดขึงยึดรวงผึ้งก็อาจตัดให้ตลอดแผ่นได้ หรือจะตัดโดยตลอดแล้วเอากลีบรวงส่วนล่างกลับผูกติดกับคอนไว้อย่างเดิมด้วยฟิวส์ แล้วยกคอนบรรจุลงในหีบเลี้ยงตามเดิม กลีบผึ้งที่ถูกตัดเอาเฉพาะส่วนของน้ำผึ้งไปแล้ว ผึ้งงานก็จะได้ไปสร้างเพิ่มเติมจนอยู่ในสภาพเดิม และจะหาน้ำหวานมาใส่ไว้ใหม่อีก

การคั้นน้ำผึ้ง
หลังจากตัดกลีบรังมาแล้ว ควรจะแคะตัวอ่อนหรือส่าที่ติดมาออกให้หมด นำใส่ตะแกรงลวดหรือกระชอนที่เตรียมไว้ไปวางบนปากภาชนะสำหรับรองรับน้ำผึ้ง แล้วใช้มีดบางคมๆ ปาดฝาหลอดรังวางปล่อยทิ้งไว้ให้น้ำผึ้งไหลออกมาเอง วิธีนี้จะได้น้ำผึ้งที่บริสุทธิ์ แต่เสียเวลา บางรายจึงใช้วิธีทำกลีบรังที่แคะเอาตัวอ่อนและส่าออกหมดแล้วมาใส่รวมในถุงผ้าขาวบางคั้นน้ำผึ้งออกมา

อนึ่ง การเลี้ยงผึ้งตามฟาร์มใหญ่ๆ อาจจะไม่ต้องใช้วิธีตัดกลีบรังแต่ใช้วิธียกทั้งคอนมาใส่เครื่องเหวี่ยงๆ เอาน้ำผึ้งออกมา แล้วสามารถยกคอนดังกล่าวไปใส่ไว้ตามเดิมได้อีก วิธีนี้จะช่วยทำให้ผึ้งไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างรังเพิ่มเติม แต่ต้องเลี้ยงโดยวิธีช้อนหีบ และมีอุปกรณ์กันนางพญาขึ้นไปไข่ และมีเครื่องเหวี่ยงเอาน้ำผึ้งออก

การบรรจุน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งไทยส่วนใหญ่บรรจุในขวดใส ก่อนบรรจุต้องทำความสะอาดขวดอย่างดี คว่ำขวดให้แห้ง ทางที่ดีควรเอาขวดไปนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อก่อน เมื่อนำออกมาในขณะที่ขวดยังอุ่นๆ อยู่ ก็บรรจุน้ำผึ้งทันที แล้วปิดด้วยฝาสะอาด จะไม่เสียและไม่เกิดฟอง แต่เพื่อความแน่นอนควรนำขวดน้ำผึ้งที่บรรจุเรียบร้อยแล้วนี้ ไปผ่านน้ำร้อนประมาณ ๖๐ องศาเซลเซียสเสียก่อน

การทำไขผึ้ง
หลังจากจัดการเอาน้ำผึ้งออกเรียบร้อยแล้ว ให้นำเอาไขผึ้งมาใส่รวมกันในปี๊บหรือหม้อใหญ่ๆ ใส่น้ำลงไปพอประมาณ ตั้งไฟให้น้ำเดือดสักครู่ไขผึ้งจะละลายหมด ให้เทน้ำที่มีไขผึ้งละลายอยู่บนผ้าขาวบาง เพื่อกรองเอาเศษต่างๆ ออกมา โดยใช้ภาชนะรองรับน้ำนั้นไว้ทิ้งไว้จนเย็น ก็จะมีไขผึ้งบริสุทธิ์จับกันเป็นแผ่นลอยอยู่บนผิวน้ำในภาชนะ นำมาเก็บรวบรวมไว้จำหน่ายหรือใช้ทาหีบล่อผึ้งต่อไปก็ได้

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

ศัตรูของผึ้ง

ปัญหาในการเลี้ยงผึ้งประการหนึ่ง ได้แก่โรคแมลง ซึ่งเป็นศัตรูที่คอยทำความเสียหาย เป็นสาเหตุให้ผึ้งเกิดการตาย หรือมีการอพยพไปได้ ผู้เลี้ยงจึงต้องใช้การศัตรูของผึ้งสังเกตดูเป็นประจำ ผึ้งไทยยังไม่ค่อยพบว่าเป็นโรคมากนัก ส่วนมากศัตรูได้แก่แมลงต่างๆ คือ

๑. ตัวชีปะขาว (ชีผ้าขาว) เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุด โดยจะวางไข่ภายในรังผึ้ง เมื่อกลายเป็นตัวอ่อนจะกัดกินขี้ผึ้ง บางชนิดจะชักใยห่อหุ้มปิดรังตัวอ่อนของผึ้ง ทำให้ผึ้งตายต้องหมั่นตรวจตราอยู่เสมอ อย่าให้แมลงพวกนี้มาวางไข่ในรังผึ้งเป็นอันขาด ป้องกันได้โดยก่อนนำหีบล่อไปใช้ควรรมด้วยกำมะถันเสียก่อน ส่วนหีบเลี้ยงก็ควรต่อให้สนิทแน่น อย่าให้มีรอยแตกที่แมลงชนิดนี้เข้าไปวางไข่ได้สะดวก ในระหว่างการเลี้ยงก็ควรสลับให้คอนนอกสุดเป็นคอนที่มีผึ้งหุ้มเต็มอยู่เสมอ ถ้าใช้คอนใหม่ๆ อยู่ส่วนนอกก็ควรจะต้องใส่แผ่นไม้หรือกระดาษแข็ง ซึ่งมีขนาดความกว้างยาวปิดด้านข้างได้เต็มหีบพอดีใส่ปิดไว้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ศัตรูผึ้งเข้ารบกวนรวงรัง ด้านที่มีผึ้งน้อยตัวได้ (คุณวิพัฒน์ กิวานนท์ ทดลองใช้น้ำเกลือเค็มจัดราดพื้นรัง และทาตามรอยต่อของหีบได้ผลน่าพอใจ)

๒. แมงมุม  ชอบชักใยเหนียวแน่นดักตัวผึ้งเวลาบินออกไปหากิน แมงมุมสามารถจับผึ้งที่ติดใยนั้นเป็นอาหารได้ แก้ไขได้โดยการกำจัดแมงมุมในบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งรังให้หมดสิ้นไป และทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณที่เลี้ยงอยู่เสมอ

๓. ปลวก  ทำอันตรายแก่รังและหีบเลี้ยงได้ กำจัดโดยใช้สารหนูตะกั่วโรยที่ขาตั้งหีบเลี้ยง

๔. แมลงปอ  ชอบจับตัวผึ้งกินในขณะบินออกหาอาหาร แมลงปอบินได้เร็วกว่าผึ้งมากและตัวหนึ่งสามารถจับผึ้งกินได้หลายตัว ควรกำจัดโดยการใช้สวิงทำด้วยผ้าโปร่งดักจับทำลายเสียและควรกำจัดแหล่งที่วางไข่ของแมลงปอ อันได้แก่แหล่งน้ำนิ่งๆ ด้วย

๕. จิ้งจกและตุ๊กแก  ชอบจับผึ้งกินเป็นอาหาร สามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางที่เราทำไว้กันมดปลวกได้ แต่บางทีก็เสียท่าผึ้งเหมือนกัน ทางที่ดีเราควรดักและทำลายให้หมดสิ้นไปเสียเลย

๖. มดต่างๆ เช่น มดแดง มดดำ มดคันไฟ พวกนี้จะไปแย่งน้ำหวาน และกัดกินตัวอ่อนในรังผึ้ง ต้องป้องกันโดยการหล่อขาที่ตั้งหีบเลี้ยงด้วยน้ำหรือผงปูนขาว และกำจัดด้วยการทำลายรังมดให้หมด

๗. หนู  ทำลายทั้งตัวผึ้งและกัดกินรังน้ำหวาน กำจัดโดยใช้กับดักหรือใช้ยาเบื่อหนู

๘. คางคก กบ อึ่งอ่าง  เป็นศัตรูที่ร้ายแรงของผึ้งเช่นกัน เพราะมันจะใช้ลิ้นตวัดอย่างรวดเร็ว จับตัวผึ้งกินเป็นอาหารได้ ในตอนเช้าตรู่ และตอนย่ำค่ำมักจะกระโดดไปอยู่บริเวณปากรังคอยกินผึ้ง ต้องกำจัด

๙. นกต่างๆ  มีอยู่หลายชนิดที่ชอบโฉบจิกกินตัวผึ้งที่กำลังบินอยู่ เช่น นกแล่นลม และนกกิ้งโครง เป็นต้น แต่ไม่มากนัก

๑๐. แมลงสาบ กิ้งก่า จิ้งเหลน ตั๊กแตน ต่อ ชันรงหรือชันโรง(ขโมยน้ำผึ้ง) ไรผึ้ง และแมลงอีกหลายชนิด ควรระมัดระวังป้องกันกำจัดเสียก่อน

ในกรณีที่นางพญาตาย
การเลี้ยงผึ้งในบางครั้งนางพญาอาจจะตายหรือหายไป หากพบว่าผึ้งนางพญาในรังตายหรือหายไปด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ให้ปฏิบัติดังนี้ คือ

๑. หากรังผึ้งนั้นมีไข่หรือตัวหนอนผึ้งงานที่นางพญาได้ไข่ทิ้งไว้ก่อนที่จะตาย มีอายุไม่เกิน ๓ วัน ผึ้งงานจะสร้างรังนางพญาของมันขึ้นมาเองทดแทนทันที ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน หลังจากนั้นก็จะมีนางพญาตัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ และผึ้งงานจะไข่ซึ่งฟักออกเป็นตัวผู้ แล้วผสมพันธุ์เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ต่อไป

๒. หากผึ้งรังนั้นไม่มีไข่หรือตัวหนอนที่มีอายุไม่เกิน ๓ วันดังข้อแรก เราอาจจะเอาไข่หรือตัวหนอนจากรังอื่นมาให้ โดยยกคอนมาทั้งหมด หรือเพียงคอนเดียว ใช้แปรงปัดตัวผึ้งที่ติดมาออกให้หมด แล้วนำมาใส่ไว้กลางๆ รัง เพื่อให้ผึ้งงานสร้างนางพญาขึ้นใหม่

๓. เอาตัวนางพญาจากรังที่มี ๒ ตัวมาให้ โดยขังนางพญาและผึ้งงานเดิมให้อยู่ด้วยกันประมาณ ๑๐ ตัว ในกลักขังนางพญา ใช้กลักที่มีรูเล็กที่สุดที่ผึ้งงานจะออกมาไม่ได้ และมีรูใหญ่อยู่ด้วย อุดรูใหญ่ไว้ด้วยน้ำตาลปึกแข็งๆ เมื่อผึ้งงานข้างในกลักและนอกกลักดูดกินน้ำตาลที่อุดไม่นานก็จะทะลุถึงกัน และนางพญาก็จะออกมาอยู่ร่วมกันได้ หรือไม่เช่นนั้นก็จะใช้น้ำเชื่อมพ่นตัวผึ้งงานทั้งรัง แล้วปล่อยนางพญาใหม่เข้าไป ก็ได้

๔. หากไม่สามารถทำได้ตามข้อ ๑-๓ ให้เอารวมกับรังอื่นเสีย โดยเอาน้ำเชื่อมพ่นใส่ที่ตัวผึ้งทั้งรังที่มีตัวนางพญาและจากรังที่ไม่มีนางพญา แล้วเอามารวมไว้เสียในรังเดียวกัน หรือจะรวมกันโดยวิธีเอารังซ้อนกัน โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์คั่นกลาง ปล่อยให้ผึ้งกัดทะลุถึงกันเองก็ได้

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

การจับผึ้งมาเลี้ยง

การจับผึ้งมาเลี้ยงในหีบที่เราเตรียมไว้ มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ คือ

๑. โดยวิธีล่อหรือต่อผึ้ง  อาจจะหาปี๊บที่ปราศจากกลิ่น ท่อนไม้ที่เป็นโพรงหรือท่อปูนซีเมนต์ ด้านบนภายในทาด้วยไขผึ้งบริสุทธิ์ ปิดหัวท้ายโดยเจาะรูด้านเดียวให้ผึ้งเข้าออกได้ หรืออาจจะทำเป็น “หีบบ่อ” แบบเดียวกับหีบเลี้ยง ทาด้านบนภายในด้วยไขผึ้งบริสุทธิ์ เช่นเดียวกัน การจับผึ้งมาเลี้ยงแล้วนำไปตั้งไว้ในที่ที่เราเห็นว่า ผึ้งน่าจะมาทำรังอาศัยอยู่ หรือเป็นบริเวณที่ผึ้งบินผ่านไปมาอยู่เสมอ โดยจะแขวนตั้งไว้บนต้นไม้ หรือปักเสาวางตั้งไว้ก็ได้แล้วแต่สะดวก โดยให้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑-๓ เมตร เมื่อนำไปตั้งไว้แล้วต้องหมั่นตรวจดูภายในหีบเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง เพื่อคอยไล่ศัตรูที่อาจจะมาอาศัยก่อนที่ผึ้งจะเข้ามาทำรัง หากมีผึ้งเข้ามาอาศัยแล้ว ก็ต้องหมั่นตรวจดูเช่นกัน ปล่อยทิ้งไว้ที่เดิมสักพักหนึ่ง แล้วนำมาเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติ เมื่อเห็นว่าผึ้งสร้างกลีบรังและมีน้ำหวานมากพอแล้วจึงค่อยตัดเอาน้ำหวาน ส่วนกลีบรังค่อยตัดลงใส่คานในหีบเลี้ยงต่อไป

บางรายใช้วิธีสังเกตผึ้งที่บินมาสำรวจหาที่ทำรังใหม่ โดยผึ้งจะบินมาตัวเดียว จะไม่ยอมตอมดอกไม้ และบินสำรวจเรื่อยไปตามป่า ตามซอกมุม ตามฝา หน้าจั่ว ที่มืดๆ ให้พยายามใช้ถุงพลาสติกจับเอาไปปล่อยขังไว้ในหีบล่ออุดรูให้หมด ให้ผึ้งบินอยู่ในนั้นประมาณ ๑ ชั่วโมงจึงค่อยปล่อยให้ผึ้งบินออก เมื่อผึ้งบินออกไปแล้ว จะบินกลับรังและจะไปรายงานพรรคพวกให้บินมาดูหลายๆ ตัว เพื่อสำรวจความเหมาะสมของที่อยู่ใหม่ แล้วบินกลับรัง ประชุมบรรดาผึ้งทั้งหมดเพื่อขอคะแนนเสียง เมื่อในที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ก็จะพากันบินมาทำรังยังหีบล่ออันนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่น่าลองดู และไม่เสียหายอะไรเลย อาจฟลุ๊กก็ได้ แต่มีผู้ทดลองทำสำเร็จแล้ว

๒. การจับผึ้งที่ทำรังอยู่แล้วมาเลี้ยง  ควรมีลูกมือช่วยในการนี้ด้วย ประมาณ ๑-๒ คน รวมทั้งตัวเราเองด้วยเป็น ๓ คน กำลังเหมาะ หลังจากได้จัดเตรียมเครื่องมือในการไปจับพร้อมแล้ว แล้วเดินทางไปยังแหล่งหรือจุดที่จะจับผึ้ง แต่งกายให้พร้อมแล้วลงมือปฏิบัติดังนี้ ใช้ควันรมเพื่อให้ผึ้งได้เมาสัก ๑-๒ นาที หรือจะใช้เครื่องพ่นน้ำหวาน พ่นใส่กลีบรังเพื่อให้ผึ้งเพลิดเพลินต่อการทำความสะอาดตัวเอง ไม่สนใจว่ามีศัตรูหรือเกิดแตกตื่นแล้วใช้มือค่อยจับกลีบริมนอกก่อน ใช้มีดคมปาดเบาๆ และช้าๆ บนกลีบตรงส่วนที่กลีบจับติดวัสดุอยู่ เช่น หลังคาบ้าน โพรงไม้ ฯลฯ และนำมาวางลงในถาดให้ผู้ช่วยนำมาตัดแต่ง เพื่อบรรจุลงในคอน (เฟรม) แล้วมัดด้วยฟิวส์ไฟฟ้า ในระหว่างที่ตัดกลีบรังให้พยายามหานางพญาไปด้วย และตัดกลีบรังจนหมดหากว่าตัดจนหมดยังหานางพญาไม่พบ ให้ใช้ถุงผ้าโปร่งพยายามกวาดรวบตัวผึ้งทั้งหมดหรือเท่าที่ได้นำมาขังไว้ในมุ้ง เพื่อสะดวกในการค้นหานางพญา ในกรณีที่จับในที่สูงๆ เช่น หน้าจั่วบ้าน หรือโพรงไม้ เมื่อหานางพญาไม่พบให้ใช้ควันรม เพื่อให้ผึ้งหนีออกไปจับตามกิ่งไม้ ในขณะที่ใช้ควันรมอยู่นี้ ผู้ช่วยจะต้องคอยติดตามสังเกตการณ์บินหนีออกจากที่เดิมไปจับที่แห่งใหม่ด้วย เมื่อผึ้งบินไปจับที่แห่งใดก็ตามต้องรีบติดตามเพื่อค้นหานางพญาให้พบ ซึ่งขณะนั้นผึ้งจะเกาะรวมกลุ่มกันอยู่อย่างเหนียวแน่น หากพบนางพญาให้ใช้สวิงเล็กครอบตัวนางพญาไว้ หรือจะใช้ถุงตาข่ายจับรวมมาทั้งหมด แล้วค้นหาก็ได้ สุดแล้วแต่ความสะดวก เมื่อได้นางพญามาแล้ว ให้ขังไว้ในกลักนางพญา แล้วนำไปผูกติดไว้กับคอนเปล่า ต่อจากนั้นนำคอนที่ผูกติดนางพญาไปล่อให้ผึ้งมาตอม เมื่อมีผึ้งงานมาตอมพอสมควร จึงยกคอนมาใส่แทรกไว้ตรงกลางระหว่างคอนที่บรรจุลงในหีบแล้ว และปล่อยผึ้งที่ขังไว้ในมุ้งและในถุงตาข่ายออก เพื่อให้ผึ้งมาตอมนางพญา แล้วยกหีบไปตั้งไว้ในที่แจ้งๆ และไม่ควรห่างจากที่ตัดรังมากนัก ตั้งไว้เช่นนั้นคอยจนกว่าจะพลบค่ำ เพื่อรอให้ผึ้งที่ยังไปหากินกลับมารวมกัน แล้วยกรังไปตั้งยังสถานที่เลี้ยงต่อไป หากการเคลื่อนย้ายหีบที่ผึ้งรวมตัวหมดแล้วไปยังสถานที่เลี้ยงที่ไกลมาก คอนที่ผูกรัดด้วยฟิวส์ควรมีเส้นลวดขึงร้อยที่ตัวคอนด้วย เพื่อกันมิให้กลีบรังแกว่งไปมาในขณะเดินทางขนย้ายซึ่งอาจทำให้หลุดได้ง่าย

ในบางกรณีการจับผึ้งบางรัง อาจพบนางพญา ๒-๓ ตัว แต่เหตุการณ์เช่นนี้มีน้อยครั้งมาก ตามปกตินางพญาจะมีเพียงตัวเดียว หากพบ ๒ ตัว ให้สังเกตผึ้งงานว่ารักนางพญาตัวใด ถ้าผึ้งงานรักตัวเดียวอีกตัวที่เหลือเราอาจปล่อยไปก็ได้ หรือนำไปให้อีกรังหนึ่งที่ยังไม่มีนางพญา (ซึ่งอาจตายหรือหายไป) ก็ได้ หากผึ้งงานรักนางพญาทั้ง ๒ ตัว อาจปล่อยให้อยู่รวมกันก็ได้ หรือจะแยกแบ่งครึ่งคอนและแบ่งครึ่งผึ้งให้เป็น ๒ หีบก็ได้ แต่ควรยกหีบที่แยกออกจากกันนี้ไปตั้งไว้ให้ห่างๆ ไม่ต่ำกว่า ๕ เส้น เพื่อป้องกันการรวมตัวจาก ๒ รัง เป็นรังเดียวในภายหลัง เมื่อนำหีบมาถึงยังที่เลี้ยงแล้ว ควรปล่อยหีบเหล่านั้นไว้สักระยะหนึ่ง ประมาณ ๓-๕ วัน จึงค่อยปล่อยนางพญาออกจากกลักที่ขังไว้ แต่ควรปล่อยในเวลากลางคืน หากปล่อยกลางวัน นางพญาอาจบินหนีไปก็ได้ บางแห่งใช้วิธีตัดปีกนางพญาออกนิดหนึ่งเพื่อกันบินหนี ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง และเป็นการทรมานสัตว์ด้วย และหลังจากปล่อยนางพญาแล้วหมั่นเปิดฝาหีบดู ทุก ๗ วัน ในระยะแรกที่นำผึ้งมาเลี้ยงอาจจะต้องหาน้ำเชื่อมมาให้ผึ้งได้กินบ้างระยะหนึ่ง

๓. การจับผึ้งที่อพยพจากที่อื่นรอการรวมตัวไปยังที่อยู่แห่งใหม่ เมื่อพบว่ามีผึ้งรวมกลุ่มจับกันเป็นก้อนตามคาคบไม้ เพื่อรวมตัวรอพรรคพวกที่ยังบินตามมาไม่ทัน โดยมิได้สร้างกลีบรังแต่ประการใด อาจจะจับอยู่เช่นนั้นประมาณ ๑-๓ วัน แล้วก็จะพากันบินไป เรามีวิธีเอามาเลี้ยงได้ โดยค้นหานางพญาเช่นเดียวกับวิธีก่อน แล้วขังในกลักผูกไว้กับคอนล่อให้ผึ้งเข้าหีบ แล้วปลดปล่อยนางพญาเช่นเดียวกันกับวิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว การจับผึ้งที่กล่าวมา ไม่จำกัดเวลาว่าจะปฏิบัติกลางวันหรือกลางคืน ได้ทั้งนั้นแล้วแต่ความสะดวก

การเลือกทำเลที่เลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงจะเลี้ยงที่ใดก็ได้ แต่ถ้าต้องการจะเลี้ยงให้ได้ผลดี ต้องมีความพิถีพิถันในการเลือกสถานที่เลี้ยงพอสมควร คือ ต้องคำนึงว่าสถานที่เลี้ยงของเรามีน้ำสะอาดและอาหารธรรมชาติของผึ้งเพียงพอหรือไม่ ถ้ามีอาหารธรรมชาติไม่เพียงพอ จะประสบปัญหาในภายหลัง และจะขยายการเลี้ยงให้มากขึ้นไม่ได้ ควรเลือกสถานที่ที่มีต้นไม้ที่ออกดอกให้น้ำหวานอย่างสมบูรณ์ตลอดปี และจะต้องคำนวณปริมาณของผึ้งที่จะเลี้ยงให้พอเหมาะกับพืชผลที่เป็นอาหารด้วย โดยปกติทั่วๆ ไป ผึ้งรังหนึ่งควรมีเนื้อที่หากินไม่น้อยกว่ากว่า ๔-๕ ไร่ แต่ทั้งนี้แล้วแต่คุณภาพและชนิดของต้นไม้ดอกไม้ ในบริเวณใกล้เคียงด้วย ก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บริเวณที่ควรเลี้ยงได้แก่ ป่าตาล ป่าจาก สวนมะพร้าว หรือสวนผลไม้ สวนดอกไม้ใหญ่ๆ หรือตามป่าไม้ที่มีดอกมากๆ เช่น  ป่าแสม ป่าโกงกาง เป็นต้น

บริเวณที่ไม่ควรเลี้ยงผึ้ง ได้แก่บริเวณที่มีความแห้งแล้งมากๆ หรือมีการทำนามากๆ จะมีอาหารไม่เพียงพอ ผึ้งจะอพยพหนีไปหมด บริเวณในตัวเมืองที่มีแสงไฟฟ้า การเลี้ยงผึ้งจะไม่ได้ผล เพราะเนื่องจากผึ้งเป็นสัตว์ที่ขยัน เมื่อเห็นแสงไฟในเวลากลางคืนก็จะออกจากรังบินออกมา เพราะคิดว่าเป็นเวลารุ่งอรุณแล้ว ผึ้งที่ออกจากรังมาเล่นไฟจะตายหมดถูกสัตว์อื่นกิน หรือบินทั้งวันทั้งคืนจะหมดแรงและตายไปในที่สุด อนึ่ง สำหรับบริเวณที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงมากๆ ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงผึ้งเช่นกัน บางทีพืชพันธุ์ที่ปลูกอยู่ออกดอก ผึ้งจะไปดูดกินน้ำหวานก็อาจจะได้รับอันตรายจากยาฆ่าแมลงเช่นกัน และหากจะมีการใช้ยาฆ่าแมลงใกล้เคียงกับสถานที่เลี้ยงผึ้ง ควรจะได้มีการอพยพรังผึ้งออกไปจากบริเวณนั้นเสียก่อนชั่วคราวจะเป็นการช่วยรักษาประชากรของผึ้งให้มีอยู่มากที่สุด

สถานที่ที่เหมาะต่อการตั้งหีบเลี้ยงผึ้ง ก็ควรพิจารณาด้วยเช่นกัน ควรเลือกที่เป็นเนินหรือที่สูงๆ ซึ่งน้ำไม่ขังแฉะ มีทางระบายน้ำได้ง่าย เมื่อฝนตกชุก มีแสงแดดส่องได้ทั่วถึง แต่ควรมีร่มเงาจากต้นไม้ หรืออาจจะช่วยสร้างโรงเรือนให้ และควรมีต้นไม้ปลูกเป็นฉากกำบังลมไว้บ้าง อย่าตั้งหีบเลี้ยงให้อยู่ในทิศทางที่ลมพัดจัดมากนัก ถ้าไม่มีต้นไม้หรือป่าธรรมชาติ ควรปลูกต้นไม้ที่โตเร็วและขึ้นง่าย เช่น ต้นแค ทองหลาง กล้วยฯ ปลูกหลายๆ แถวสลับกันให้แลดูสง่างาม เพียงปีเดียวก็สามารถใช้กำลังลมได้ และผึ้งยังจะได้อาศัยอาหารจากเกสรดอกไม้นั้นๆ ได้อีกด้วย อนึ่ง สำหรับผู้เลี้ยงที่มีโครงการจะขยายการเลี้ยงในอนาคต ควรมีบริเวณสำหรับการปลูกต้นไม้ที่มีดอกให้ผึ้งเป็นการเพิ่มเติมด้วย

พื้นที่ดินบริเวณตั้งหีบเลี้ยง จะต้องคอยรักษาความสะอาดให้เรียบร้อย หญ้าจะต้องตัดให้เตียน อย่าปล่อยทิ้งให้รกมากเป็นอันขาด เพื่อศัตรูผึ้งจะได้ไม่มาอยู่อาศัย และสะดวกต่อการดูแลรักษาด้วย บริเวณที่เลี้ยงไม่ควรตั้งใกล้ทางคนเดินผ่านไปมาพลุกพล่าน ผึ้งอาจจะตื่นกลัวทำร้ายเอาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าต้องการให้ผึ้งเมื่อบินออกจากรังแล้วบินขึ้นสูงเราก็อาจจะทำสิ่งกีดขวางไว้ ผึ้งจะบินสูงข้ามไปทันที ไม่เป็นการรบกวนผู้คนหรือสัตว์เลี้ยงที่ผ่านไปมาทางนี้ได้ด้วย

เมื่อมีการเลี้ยงผึ้ง ณ ที่ใดแล้ว ไม่ควรทำการเคลื่อนย้ายหีบเลี้ยงไปยังแหล่งอื่น หรือเปลี่ยนทิศทางบ่อยๆ เพราะเกี่ยวกับความจำ และความเคยชินของผึ้ง อาจจะเปลี่ยนตามผู้เลี้ยงไม่ทัน จะเกิดความเสียหายได้ ควรหันหน้าหีบเลี้ยงไปทางทิศที่ผึ้งสามารถบินออกไปหากินได้สะดวก เช่น ทางทิศตะวันออก ผึ้งชอบมาก เพราะมีแสงสว่างให้เห็น เตือนให้ออกทำงานแต่เช้าตรู่ แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีรังผึ้งมากๆ อาจจะวางโดยหันหลังให้กัน แต่อย่าให้ใกล้กันมากนัก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผึ้งบินสวนกลับ และเกิดหลงรัง หากมีการเลี้ยงผึ้งหลายรัง ควรจะมีการติดกระดาษสีตางๆ กันไว้ที่ปากหีบเลี้ยงเพื่อช่วยความจำของผึ้งได้ดีขึ้น

การเคลื่อนย้ายหีบเลี้ยงผึ้งไปตั้งที่ใหม่ ในกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ ควรกระทำในระยะเวลาที่ผึ้งอยู่ในหีบทั้งหมด เช่น ในเวลากลางคืน ถ้าเป็นในต่างประเทศเขาจะย้ายหีบเลี้ยงผึ้งในฤดูหนาว ซึ่งเป็นระยะที่ผึ้งพักตัวอยู่แต่ในรัง ทำการย้ายได้สะดวกดี การย้ายควรระมัดระวังอย่าให้ผึ้งรู้สึกตัว และถ้าหากเป็นการย้ายไปไกลๆ เกินกว่า ๑๐ เส้นไปแล้วผึ้งรังนั้นจะไม่กลับไปอยู่ที่เก่า จะไม่มีการหลงรังและจะหาแหล่งอาหารใหม่

การเลี้ยงดูผึ้ง
การนำผึ้งไปเลี้ยงในที่ที่เราเตรียมไว้ เป็นการบังคับสถานที่อยู่ เราจึงควรดูแลเป็นพิเศษถ้าหากมีการเลี้ยงผึ้งอยู่บ้างแล้ว ควรจะนำหีบเลี้ยงใหม่ไปวางให้ห่างจากหีบเลี้ยงที่อยู่เดิมสักหน่อย เพราะเมื่อแรกนำไปวางผึ้งงานจะบินออกชุลมุนอยู่เสมอ ผึ้งงานจะบินเข้าผิดมันก็จะกัดกัน มากๆ เข้าผึ้งรังเก่าจะบินหนีไปหมด และในระยะแรกของการนำผึ้งมาเลี้ยงอาจจะต้องหาน้ำเชื่อมมาให้ผึ้งได้กินสักระยะหนึ่ง เนื่องจากผึ้งในรังต้องใช้น้ำหวานมาเลี้ยงตัวอ่อน และซ่อมแซมรัง จึงไม่มีเวลาออกไปหาเกสรดอกไม้ น้ำหวานที่เราจะให้เป็นอาหารเสริมแก่ตัวผึ้ง ให้ใช้น้ำตาล ๒ ส่วน ผสมกับน้ำสะอาด ๑ ส่วน นำไปตั้งไฟให้เดือด แล้วปล่อยไว้ให้เย็น น้ำเชื่อมที่ได้จะมีความเข้มข้นพอเหมาะกับความต้องการของผึ้ง

วิธีการให้น้ำหวานแก่ผึ้ง ให้หาถ้วยแก้วธรรมดา หรือใช้ถ้วยพลาสติกก็ได้ เอาน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ใส่ลงในถ้วยแก้วนั้น แล้วหาจานเล็กๆ ซึ่งมีขนาดโตกว่าปากถ้วยแก้วเล็กน้อยนำมาคว่ำปิดที่ปากถ้วยแก้วค่อยๆ ประคองแล้วคว่ำถ้วยแก้วลง จานเล็กก็จะหงายขึ้นจะมีน้ำเชื่อมซึมออกมารอบๆ เล็กน้อย นำเอาไปตั้งไว้ใกล้ๆ กับที่เลี้ยง ถ้าหากมีการเลี้ยงผึ้งมากรังจะต้องมีการเตรียมน้ำหวานให้เพียงพอ ไม่เช่นนั้นผึ้งที่ต่างรังจะมีการแย่งน้ำหวานกันขึ้น จนทำร้ายล้มตายลงไปเกิดความเสียหายได้ และข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ที่ที่วางน้ำหวานจะต้องมีการป้องกันมดขึ้นไปกินน้ำหวานด้วย

นอกจากน้ำหวานแล้ว ผู้เลี้ยงควรจะได้มีการจัดหาน้ำสะอาด และน้ำเกลือ (สำหรับผึ้งนำไปเลี้ยงลูกอ่อน) ให้เพียงพอด้วย

เมื่อนำหีบเลี้ยงผึ้งไปตั้งวางไว้ยังที่เลี้ยงถาวรแล้ว ประมาณ ๒-๓ วัน ให้คอยสังเกตดู ถ้าเห็นว่าผึ้งอยู่กันเป็นปกติและเริ่มทำงาน โดยสังเกตได้จากเกสรดอกไม้ที่ติดขาผึ้งงานเมื่อเวลาบินกลับรัง จึงค่อยแกะกล่องขังนางพญาออกในเวลากลางคืน หลังจากนั้นปล่อยให้มันอยู่ตามปกติ สำหรับที่ตัดเอากลีบรังมาเลี้ยงในหีบแบบมีคอน เมื่อสังเกตดูว่าผึ้งงานได้ทำการซ่อมแซมรัง (บัดกรี) ติดกับขอนไม้ดีแล้ว ให้แก้ฟิวส์ที่มัดไว้ออก หากยังซ่อมแซมไม่ติดดี ควรปล่อยไว้อีกสักชั่วระยะหนึ่งก่อนจึงค่อยดึงออก

ยาฆ่าแมลงกับผึ้ง
ผึ้งชอบดอกไม้ที่มีน้ำหวานและเกสร  ทั้งชนิดที่มีกลิ่นหอมและไม่มีกลิ่น ดอกไม้บางชนิดที่มนุษย์ปลูกจะเป็นผลไม้หรือไม้ดอก บางครั้งจำเป็นต้องฉีดยาเพื่อป้องกันศัตรูพืชรบกวน ยาฆ่าแมลงบางชนิดมีทั้งกลิ่นและไม่มีกลิ่น บางชนิดเป็นสารจำพวกดูดซึม ฤทธิ์ยาอยู่ได้หลายวัน ผึ้งอาจไปตอมและดูดเอาน้ำหวานและละอองเกสรจากดอกไม้นั้นๆ บางตัวอาจถูกฉีดโดยตรงและบินกลับรัง ระหว่างทางที่บินกลับรังผึ้งอาจจะตายก่อนถึงรังก็ได้ บางตัวถึงรังแต่ยังไม่ตายผึ้งงานที่อยู่ในรังทราบเข้าจะรุมกัดผึ้งตัวที่ถูกยาฆ่าแมลงให้ตาย แล้วช่วยกันคาบไปทิ้งที่ไกลห่างจากรังทันที  ถึงแม้ว่าสารพิษที่ตกค้างถูกเล็ดลอดเข้าไปปะปนอยู่ในน้ำผึ้งในกลีบรัง โอกาสเสื่อมคุณภาพของตัวยาอาจเจือจางหายไปได้ เช่น ผัก ผลไม้ ที่มนุษย์ฉีดยาฆ่าแมลงไว้แล้ว สามารถเก็บมาบริโภคได้ภายหลัง ๗ วันไปแล้ว จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าหลังจากตัดน้ำผึ้งของรวงผึ้งที่ปิดฝามาแล้ว จะเป็นน้ำผึ้งที่ปลอดภัยสำรับบริโภค

จากการวิเคราะห์และตรวจสอบผลทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ยาฆ่าแมลงที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีพิษมีภัยต่อผึ้งมากน้อยแตกต่างกันดังนี้

๑. ท็อกซาฟิน เมธอซีคลอร์ และกำมะถัน สามารถใช้ได้ปลอดภัย
๒. ดีดีที คลอร์เดน ยังเป็นปัญหา เพราะบางแห่งใช้แล้วผึ้งปลอดภัย แต่บางแห่งใช้แล้วผึ้งตาย
๓. บีเล็ชซี ลินเดน อัลดริน ไม่ปลอดภัย
๔. พาราไธลอน ดีลดริน มาลาไธลอน กูซาไธลอน และยาฆ่าแมลงที่มีสารหนูผสมอยู่ด้วยทุกชนิด เป็นยาฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ในการทำลายสูงมาก และไม่ปลอดภัยต่อผึ้งในทุกกรณี

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

วิธีการเลี้ยงผึ้ง

เราอาจแบ่งการเลี้ยงผึ้งออกได้เป็น ๓ แบบ คือ

๑. แบบเลี้ยงปล่อยไว้ตามธรรมชาติ กล่าวคือ เมื่อพบว่ามีผึ้งมาเกาะอาศัยในโพรงตามบริเวณต่างๆ ของบ้านเรือน เช่นหน้าจั่ว เราก็ปล่อยให้ผึ้งอาศัยอยู่เช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ผึ้งอาจจะมารบกวนบ้างในเวลาค่ำคืน เมื่อเห็นรังผึ้งแสงสว่างจากดวงไฟจะมาตอม หากในบ้านมีเด็กเล็กควรระมัดระวังบ้าง อาจถูกต่อยเอา แต่โดยปกติแล้วผึ้งจะไม่บินมาต่อยเลย ถ้าหากไม่ตกใจหรือไม่ทำให้มันเจ็บตัวก่อน วิธีป้องกันไม่ให้ผึ้งมาตอมเล่นแสงไฟ ก็คือให้ใช้กระดาษหนาๆ ผ้าพลาสติกสีดำ หรือแผ่นไม้กระดาน ฯลฯ สุดแล้วแต่สะดวก ไปปิดกั้นมิให้เห็นแสงไฟ ก็จะได้ไม่ลงมารบกวน ผึ้งก็จะอยู่กันอย่างปกติสุข เมื่อสังเกตเห็นว่ามีน้ำผึ้งพอสมควรก็สามารถตัดกลีบรังเอาน้ำหวานมาใช้ประโยชน์ได้ แต่การตัดกลีบรังไม่ควรตัดหมด ผึ้งอาจจะอพยพหนีไปเสีย ควรตัดแต่บางส่วนหรือตัดกลีบรังซีกใดซีกหนึ่ง สลับกัน โดยวิธีนี้เราก็จะได้น้ำผึ้งตลอดไปเรื่อยๆ

๒. เลียงแบบกึ่งธรรมชาติ  เป็นวิธีที่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งไทยในแถบจังหวัดภาคเหนือและเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำกันมานานแล้ว กล่าวคือ ช่วยทำรังเลี้ยงให้เพื่อเป็นที่อยู่ของผึ้งและป้องกันแมลงศัตรูมารบกวนทำลายได้ด้วย

ผู้เลี้ยงผึ้งบางราย นิยมใช้ต้นมะพร้าวหรือต้นตาลที่มีขนาดโตพอสมควรมาตัดเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละประมาณ ๑ ศอก ทะลวงไส้ในออกให้หมด หาไม้กระดานมาปิดหัวท้ายแล้วเจาะรูให้โตสักขนาดหัวแม่มือ พอผึ้งเข้าออกได้ก็จะเป็นรังเลี้ยงผึ้งได้เป็นอย่างดี หรือบางรายอาจจะใช้ไม้กระดานมาต่อเป็นลังสี่เหลี่ยม ให้มีขนาดกว้างยาวสูงตามสมควร ปิดหัวท้ายให้มิดชิด ด้านหน้าเจาะเป็นรูขนาดโตเท่าหัวแม่มือสัก ๑-๒ รู พอผึ้งเข้าออกได้ ด้านหลังใส่บานพับเพื่อเวลาเลี้ยงผึ้งแล้วจะได้ปิดเปิดออกดูแลได้ง่าย

การหาผึ้งมาเลี้ยงในรังเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาตินี้ อาจจะโดยวิธีหาไขผึ้งบริสุทธิ์มาทาด้านในหีบเสียก่อน แล้วนำไปตั้งล่อไว้ในที่ที่เราเห็นว่าผึ้งน่าจะมาทำรังอาศัยอยู่ คอยสังเกตเมื่อเห็นว่าผึ้งเข้ามาทำรังแล้วจึงค่อยย้ายมาไว้ใต้ถุนบ้าน ในสวนผลไม้หรือตามสถานที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ หรืออีกวิธีหนึ่งอาจจะจับผึ้งที่บินสำรวจหาที่อยู่มาขังไว้ก่อนสัก ๑-๒ ชั่วโมง แล้วค่อยปล่อยออก ถ้าพอใจก็จะพาพวกมาทำรังอยู่ หลังจากนั้นคอยดูแลรักษาศัตรูต่างๆ ที่จะมารบกวน พอเห็นว่ามีน้ำผึ้งพอสมควรก็ตัดกลีบรังเอามาใช้ประโยชน์ได้แบบเดียวกับวิธีแรก

๓. แบบเลี้ยงในหีบมีคอน
เป็นวิธีการเลี้ยงสมัยใหม่ เช่นเดียวกับการเลี้ยงผึ้งในต่างประเทศ ซึ่งความจริงก็เป็นการดัดแปลงจากสภาพความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของผึ้งนั่นเอง

ผึ้งโพรงปกติชอบอาศัยทำรังอยู่ตามที่มืดๆ เช่นตามโพรงไม้ต่างๆ และจะทำรังเกาะติดอยู่กับส่วนบนของบริเวณนั้นๆ มีลักษณะเป็นกลีบๆ ห้อยลงมาขนานกัน จึงมีผู้คิดดัดแปลงสถานที่เลี้ยงให้ โดยทำเป็น “หีบเลี้ยงผึ้ง” และมี “คอน” วางเรียงขนานอยู่ข้างในเพื่อให้ผึ้งได้ทำกลีบรัง ในคอนแต่ละอันจะสามารถยกออกมาตรวจสอบและดูแลรักษาได้สะดวก

หีบเลี้ยงผึ้งมีลักษณะเป็นหีบทึบ ด้านหน้ามีรูเข้าออกของผึ้งอยู่ส่วนล่าง ด้านบนทำเป็นฝาปิดเปิดได้ ข้างในหีบทางด้านหน้าและด้านหลังใช้ไม้ระแนงตียึดให้ต่ำลงมาจากขอบหีบสัก ๒ เซนติเมตร เพื่อเป็นคานให้สามารถวางคอนได้ในภายหลัง

ส่วน “คอน” นั้น ใช้ไม้ระแนงขนาดหนาครึ่งนิ้ว (หรือมีความหนาประมาณกลีบรังผึ้ง) ทำเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมคล้ายสะดึงขึงผ้า มีขนาดพอเหมาะวางในหีบเลี้ยงได้ แต่ด้านบนต้องมีปลายเหลื่อมออกมาทั้งสองด้าน เพื่อให้สามารถวางบนสลักในหีบได้พอดี

การทำหีบเลี้ยงผึ้งและคอนแบบนี้ ควรจะมีขนาดเท่าใดจึงจะดีนั้น ยังไม่มีผู้ใดทดลองค้นคว้าออกมา นอกจากกะขนาดแล้วแต่ความเหมาะสม ไม่เล็กหรือโตเกินไป ข้อสำคัญคือควรเลือกใช้ไม้หรือวัสดุที่มีน้ำหนักเบาๆ เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

ชีพจักรของผึ้ง

ผึ้งนางพญาจะมีอยู่ได้ประมาณ ๒ ปี ในขณะที่ผึ้งพ่อรังและผึ้งงานจะมีอายุเพียง ๖๐ วันเท่านั้น ระยะในการกำเนิดจากไข่เป็นตัวของนางพญาก็เร็วกว่าผึ้งชนิดอื่น ซึ่งพอจะเปรียบเทียบชีพจักรตั้งแต่ไข่จนถึงออกจากหลอดรังให้เห็นได้ดังนี้
silapa-0285 - Copy
การทำงานของผึ้ง
ผึ้งจัดได้ว่าเป็นสัตว์สังคมชนิดหนึ่ง ในแต่ละรังจะมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันทำงานและประสานงานเป็นอย่างดี ในระหว่างนางพญา ผึ้งพ่อรัง และผึ้งงาน ดังนี้คือ

๑. ผึ้งนางพญา  มีหน้าที่ในการวางไข่และเป็นหัวหน้ารัง คุณสมบัติพิเศษของนางพญาคือ ในตัวเองมีสารชนิดหนึ่ง มีกลิ่นที่เรียกว่ากลิ่นสาบนางพญา (Queen substacl Pheromone) จะถูกปล่อยออกมาเพื่อเป็นตัวผึ้งควบคุมระบบสังคมของผึ้ง กระตุ้นให้ผึ้งทำงานซึ่งเราจะสังเกตเห็นว่า ผึ้งนางพญาจะเดินเข้าออกไปทางโน้นทางนี้ตลอดเวลา เพื่อตรวจดูแลการทำงานของผึ้งงาน และกระจายกลิ่นเพื่อให้ผึ้งงานทำรังอย่างเป็นปกติสุข หากไม่มีนางพญาผึ้งตัวอื่นๆ จะบังเกิดความกระวนกระวายใจและพยายามค้นหา หากไม่พบอาจจะทิ้งรังไปก็ได้ หรือไม่เช่นนั้นจะต้องมีการสร้างนางพญาตัวใหม่ขึ้นมาแทน นอกจากผึ้งนางพญาจะมีกลิ่นสาบที่คอยกระตุ้นให้ผึ้งงานทำงานแล้ว ยังมีกลิ่นสาบอีกชนิดหนึ่ง ที่ปล่อยออกมาเพื่อล่อผึ้งตัวผู้ให้ทราบเมื่อถึงเวลาที่จะผสมพันธุ์อีกด้วย

นางพญาเป็นผึ้งที่ซึ่งเจริญเติบโตมาจากไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิของพ่อรัง ในหลอดรังนางพญา และได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารพิเศษ ที่เรียกกันว่าอาหารหลวง (Royal Jelly) ตลอดชั่วชีวิต ก่อนนางพญาตัวใหม่จะออกจากหลอดรัง (ส่วนมากนางพญาตัวเก่าย้ายในวันที่นางพญาตัวใหม่ออกจากหลอดรัง) นางพญาตัวเก่าก็จะอพยพพาผึ้งงานที่สมัครใจจำนวนหนึ่งแยกรังออกไป พร้อมกับนำน้ำผึ้งไปด้วย เพื่อไปสร้างรังใหม่ ซึ่งหลังจากเป็นไข่ได้ประมาณ ๑๕ วัน ผึ้งนางพญาก็จะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย ออกจากหลอดรังได้ ในกรณีที่มีหลอดรังหลายอันเกิดนางพญาขึ้นมาพร้อมกันหลายๆ ตัว ก็จะเกิดมีศึกชิงรังกันขึ้น กัดกันจนตาย จนเหลือนางพญาที่ชนะเพียงตัวเดียวเท่านั้น และหลังจากนั้นมันจะคอยตรวจดูว่ายังมีนางพญาตัวอ่อนหลงเหลืออยู่อีกบ้างหรือไม่ ถ้าหากพบมันก็จะกัดจนตายไปอีก หลังจากที่ปราบนางพญาตัวอื่นหมดแล้ว นางพญาตัวที่ชนะก็จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารังต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม บางกรณียังปรากฏว่า นางพญาที่เกิดขึ้นมาไม่ฆ่ากันก็อาจจะอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นปกติ หรืออาจจะมีการแยกรังออกไปเป็นครั้งที่ ๒ หรือครั้งที่ ๓ ก็มี

ภายหลังจากทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารังโดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากนั้น ๒-๓ วัน นางพญาผึ้งตัวใหม่ก็จะขยับปีกส่งกลิ่นสาบให้สัญญาณแก่ผึ้งพ่อรัง แล้วบินออกจากรังขึ้นไปในอากาศสูงๆ ผึ้งพ่อรังทั้งหลายก็จะบินติดตามขึ้นไป ตัวไหนมีกำลังแข็งแรงสามารถบินติดตามไปทันก็จะได้รับผสมกับนางพญาตามลำดับก่อนหลัง อสุจิจะถูกเก็บไว้ในถุงในช่องท้องของนางพญาจนเต็มจนนางพญาพอใจ ต่อจากนั้นก็จะบินกลับรัง และเริ่มวางไข่ต่อไป นางพญาตัวหนึ่งๆ จะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต

การที่นางพญาจะวางไข่เป็นผึ้งชนิดใดนั้น จะสังเกตจากหลอดรังที่ผึ้งงานได้สร้างไว้คือ ถ้าเป็นหลอดวางไข่ของผึ้งงาน จะอยู่ถัดจากบริเวณที่เก็บน้ำหวานลงมา มีลักษณะเป็นรูปหกเหลี่ยมขนาดหลอดกาแฟ หลอดวางไข่ของผึ้งพ่ออยู่ถัดจากหลอดวางไข่ของผึ้งงานลงมา มีลักษณะเป็นรูปหกเหลี่ยมเช่นเดียวกัน แต่โตกว่าหลอดรังของผึ้งงาน ส่วนหลอดรังนางพญา โดยปกติจะพบห้อยเป็นติ่งอยู่ตามส่วนล่างหรือริมขอบของกลีบรัง มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วลิสงที่ยังไม่ได้กะเทาะเปลือก สังเกตได้ง่ายมาก ในระยะแรกๆ นางพญามักจะวางไข่ผึ้งงานก่อนเพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนประชากรทำงานในรังให้มากขึ้น จนเมื่อมีจำนวนพลรังเหลือเฟือจึงจะเริ่มวางไข่ผึ้งพ่อและวางไข่นางพญาตัวใหม่ เพื่อเตรียมการแยกรังต่อไปอีกด้วย วิธีการเช่นนี้ตามธรรมชาติผึ้งจะเพิ่มจำนวนได้มากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่าวันหนึ่งๆ นางพญาจะสามารถวางไข่ได้ ๒๐๐-๑,๐๐๐ ฟอง และสามารถวางไข่ได้เรื่อยๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน จนตลอดชีวิต

๒. ผึ้งพ่อรังหรือผึ้งตัวผู้  เจริญเติบโตมาจากไข่ของนางพญาอย่างเดียว ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิและอยู่ในหลอดรังของผึ้งพ่อ มีหน้าที่ในการผสมพันธุ์เพียงอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด ส่วนอาหารจะได้รับจากผึ้งงานที่หามาป้อนให้ นอกจากขาดแคลนอาหารจริงๆ จึงจะออกหากินเองเหมือนกัน

เมื่อถึงเวลาที่นางพญาออกจากรังมาใหม่ๆ และโตพอที่จะผสมพันธุ์ได้ ก็จะปล่อยกลิ่นสาบและให้สัญญาณแก่ผึ้งพ่อรับ พากันบินออกไปผสมกันในอากาศ ผึ้งพ่อตัวไหนที่แข็งแรงบินเร็วถึงตัวนางพญาก่อนก็จะได้รับการผสมพันธุ์ก่อนหลังตามลำดับ จนนางพญาพอใจจึงจะบินกลับรังผึ้งพ่อตัวใดที่ได้ผสมกับนางพญาแล้วอวัยวะเพศจะติดไปกับถุงน้ำเชื้อนางพญาและอ่อนเพลียมากจนตายไปในที่สุด ส่วนผึ้งพ่อตัวที่ไม่ได้ผสมพันธุ์ บางส่วนจะหมดแรงตายไป บางส่วนกลับรังไม่ถูกก็จะหายไป ส่วนที่เหลือบินกลับรังก็จะไม่ได้รับความเอาใจใส่และไม่ได้อาหารจากผึ้งงานอีกก็จะตายไปในที่สุด ในระยะแรกๆ นางพญาจะไม่วางไข่เป็นผึ้งพ่อเลย จนใกล้จะถึงเวลาแยกรังแล้วเท่านั้น เพื่อเตรียมผึ้งพ่อรังให้กับนางพญาตัวใหม่ต่อไป

๓. ผึ้งงานหรือพลรัง คือ ผึ้งเพศเมีย เจริญเติบโตมาจากไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิของผึ้งพ่อเช่นเดียวกับนางพญา ในระยะที่ยังเป็นตัวอ่อน ๓ วันแรกจะได้รับอาหารหลวง (Royal Jelly) เช่นเดียวกับนางพญา หลังจากนั้นผึ้งพี่เลี้ยงก็จะให้อาหารธรรมดาพวกน้ำผึ้ง เรณูเกสรดอกไม้ จนเข้าดักแด้ ทันทีที่เติบโตเป็นตัวเต็มวัย มันก็จะรีบหาน้ำผึ้งและเรณูเกสรที่พวกพี่ๆ เก็บสะสมไว้เป็นอาหาร ร่างกายก็จะแข็งแรงพร้อมที่จะทำงานได้

ผึ้งงาน ทำหน้าที่เกือบทุกสิ่งทุกอย่างภายในรัง จะแบ่งหน้าที่กันทำงานตามลำดับอาวุโส เช่น ในตอนวัยสาว ต้องคอยรักษาความสะอาดรัง เป็นพี่เลี้ยงให้อาหารลูกอ่อนเป็นทหารเฝ้ารัง กลั่นน้ำหวานให้เป็นน้ำผึ้ง ผลิตขี้ผึ้งเพื่อทำรังและซ่อมแซมรัง เป็นต้น จนกระทั่งย่างเข้าสัปดาห์ที่ ๓ ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็จะเริ่มมีหน้าที่บินออกไปหาน้ำหวานและเกสรดอกไม้มาเลี้ยงพรรคพวก ส่วนที่เหลือก็จะสะสมไว้เป็นน้ำผึ้ง ผึ้งงานตัวใดที่อ่อนแอเกียจคร้านก็จะถูกพรรคพวกกำจัดออกไปอยู่ในรังไม่ได้

ตามปกติผึ้งงานจะมีอายุประมาณ ๔-๘ สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชั่วโมงบิน แต่ในฤดูหนาวอาจมีอายุนานหลายเดือน โดยเฉพาะในประเทศเขตหนาวและเขตอบอุ่น ที่มีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะตลอดฤดู ผึ้งงานจะจับเจ่าอยู่แต่ในรัง ไม่ต้องออกไปหาอาหาร ไม่ต้องใช้พลังงานมากก็จะมีอายุยืนนานขึ้นไป

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี

ชนิดของผึ้งไทย

ผึ้งไทยเท่าที่มีการสำรวจพบในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยกัน ๓ ชนิดคือ

๑. ผึ้งหลวง, ผึ้งใหญ่, ผึ้งโขดหิน เป็นผึ้งที่มีขนาดโตที่สุดแข็งแรงมาก
สามารถบินหากินได้ไกลๆ และหากินเก่ง จึงสามารถทำผึ้งหลวงน้ำผึ้งได้มากบางรังเคยได้ถึง ๒ ปี๊บก็มี นํ้าผึ้งหลวงมีคุณภาพเข้มข้น มีรสหวาน ชวนบริโภค มีคุณภาพดีกว่าน้ำผึ้งชนิดอื่น

ผึ้งหลวงชอบทำรังอยู่ตามที่สูงๆ ตามต้นไม้ใหญ่ๆ ซึ่งตามภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ‘‘ต้นยวนผึ้ง’’ เช่น ต้นยาง, ต้นตะเคียน, ต้นกร่าง บางทีก็พบทำรังอยู่ตามหน้าผาสูงๆ ตามภูเขา โขดหิน ตามชะง่อนผา หรือป่าโปร่ง และบางครั้งเราอาจจะพบผึ้งหลวงมาทำรังอยู่ตามตึกรามสูงๆ หรืออาคารบนเรือนก็มี ผึ้งหลวงจะทำรังกลีบเดียวแต่มีขนาดใหญ่ และ บางรังมีขนาดยาวมาก

ผึ้งหลวงมีความอดทนต่อสภาพดินฟ้าอากากที่แปรปรวนได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากมีนิสัยดุร้ายมาก และไม่เชื่อง จึงไม่มีผู้นิยมนำมาเลี้ยง

๒. ผึ้งมิ้ม ผึ้งแมลงวัน จัดเป็นผึ้งที่มีขนาดเล็กที่สุด ตัวโตเท่าแมลงวัน มักพบทำรังตามกิ่งไม้ พุ่มไม้เตี้ยๆ หรือกอไผ่ ผึ้งมิ้มจะทำรังเดียวเล็กๆ มีขนาดตั้งแต่ฝ่ามือจนถึงขนาดความกว้าง ๑ ฟุต หาน้ำหวานไม่ค่อยเก่ง จึงมีน้ำผึ้งน้อย แต่น้ำผึ้งที่ได้มีรสหวานแหลมเชื่อกันว่ามีสรรพคุณทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งชนิดอื่น

ผึ้งมิ้มแม้ว่าจะเชื่อ ไม่ดุร้ายแต่เนื่องจากได้น้ำผึ้งน้อย ชอบอพยพและมีการย้ายรังบ่อยๆ จึงไม่ค่อยนิยมเลี้ยงเช่นเดียวกัน

๓. ผึ้งโพรง ผึ้งหนอกวัว ผึ้งรวง มิ้มโต หรือพรวด(ภาคใต้) ผึ้งโกน(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ผึ้งโก๋น(ภาคเหนือ) เป็นผึ้งขนาดกลาง คือมีขนาดลำตัวเล็กกว่าผึ้งหลวงแต่โตกว่าผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรงชอบทำรังในที่มืด เช่น ตามซอกหิน โพรงไม้ ซอกต้นไม้ หรือตามลำต้นที่กลวง บางครั้งยังพบทำรังตามโพรงดิน ใต้ตู้ ในลิ้นชักตู้โต๊ะ ในลังหรือหีบ รังผึ้งโพรงมีลักษณะเป็นกลีบๆ มักเป็นจำนวนคี่ ตั้งแต่ ๕-๑๕ กลีบ กลีบกลางจะมีความยาวและใหญ่กว่ากลีบอื่นๆ ต่อจากกลีบกลางไปข้างซ้ายและขวา จะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ จนถึงกลีบนอกสุดจะเล็กที่สุด

ผึ้งโพรงจัดเป็นผึ้งพันธุ์เอเชียที่ดีที่สุด มีความต้านทานต่อโรคดีกว่าผึ้งพันธุ์ยุโรปไม่ดุร้ายนัก สามารถนำมาเลี้ยงได้ผลดีตามสวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ ลำไย หรือสวนผลไม้ต่างๆ ซึ่งเรื่องการเลี้ยงผึ้งไทย ต่อไปนี้จะกล่าวเฉพาะการเลี้ยงผึ้งโพรงเท่านั้น

ลักษณะทั่วๆ ไปของผึ้ง
ลักษณะทั่วๆ ไปของผึ้งแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วน คือ (๑) ส่วนหัว (๒) ส่วนอก (๓) ส่วนท้อง ซึ่งส่วนต่างๆ ทั้ง ๓ ส่วนนี้ แยกให้เล็กลงได้ดังนี้ คือ มีตา ๒ ตา หนวด ๒ เส้น เขี้ยว ๑ คู่ งวงดูดน้ำหวาน ขา ๓ คู่ ปีก ๒ คู่ (คู่หน้ายาวกว่าคู่หลัง) และส่วนท้องมี ๙ ปล้อง

ประชากรของผึ้ง
ผึ้งในรังหนึ่งๆ ประกอบด้วยประชากร ๓ พวก คือ
๑. ผึ้งนางพญา หรือผึ้งราชินี มี ๑ ตัว (บางรังอาจพบ ๒-๓ ตัว) ผึ้งนางพญามีลักษณะลำตัวยาวและใหญ่กว่าผึ้งทั้งหมดในรัง มีสีค่อนข้างดำหม่นเล็กน้อย ส่วนท้องมีสีน้ำตาล ปีกทั้งสองข้างจะยาวเพียงครึ่งลำตัว สังเกตได้ง่าย ก้นแหลมไม่มีเหล็กใน จึงต่อยไม่เป็น

๒. ผึ้งพ่อรังหรือผึ้งตัวผู้ มีประมาณ ๒๐๐-๕๐๐ ตัว ใน ๑ รัง ผึ้งพ่อรังมีลักษณะลำตัวสั้นป้อมๆ สีดำเกือบสนิท อ้วนทู่ทู่ ปีกทั้งสองข้างคลุมมิดตลอดท้ายลำตัว ซึ่งสังเกตได้ง่ายเช่นกัน

๓. ผึ้งงานหรือผึ้งตัวเมีย  ในแต่ละรังจะมีจำนวนมากที่สุด มีประมาณ ๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ตัว ลักษณะของผึ้งงานลำตัวจะเท่ากับผึ้งพ่อแต่ผอมกว่า ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนแกมดำปนเหลือง ปลายปีกทั้งสองข้างจะยาวเท่าลำตัว

ที่มา:วิชาภรณ์  แสงมณี