วรรณคดีสมัยรัชกาลที่ ๖

นิทานเวตาล

พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ.๒๔๓๒-๒๔๖๘)
ในรัชกาลที่ ๖ นี้ วรรณคดีไทยได้เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านกวีและร้อยแก้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้อยแก้ว ได้มีนักเขียนนำบทประพันธ์ประเภทนวนิยายจากตะวันตกมาแปลเป็นไทย และได้ดัดแปลงเป็นละครไทย เรียกว่าละครพูด ละครพันทาง ละครร้อง เป็นที่นิยมกันทั่วไป ละครคณะต่างๆ ได้เกิดขึ้น และนำเรื่องราวของนักประพันธ์ออกแสดง เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง และได้ทรงให้เสรีภาพในการเขียน ในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีอีกด้วย

ในปี ๒๔๕๗ ทรงตราพระราขบัญญัติวรรณคดีสโมสรขึ้น ทั้งนี้โดยเพื่อจะยกมาตรฐานการแต่งหนังสือ ไทยให้ดีขึ้น และทรงตั้งกรรมการทำหน้าที่ตรวจพิจารณา หนังสือทั้งเก่าและใหม่ที่ควรยกย่อง แล้วประทับตราประจำสโมสร คือตราพระลัญจกร เป็นรูปพระคเณศไว้ด้วย

ร่ายยาวมหาเวสสันดรรัชกาลที่ ๖
มหาเวสสันดรมีหลายฉบับด้วยกัน เช่น มหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาติ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก โดยที่มีการแต่งมหาชาติเพื่อใช้เทศน์ เพราะกาพย์มหาชาติเทศน์ไม่จบในวันเดียว จึงทำให้มีหลายสำนวน ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ และหอพระสมุดวชิรญาณได้
พิจารณารวบรวมขึ้นเป็นเล่ม เรียกว่า ร่ายมหาเวสสันดรชาดก โดยได้ใส่เพลงหน้าพากย์ประจำกันด้วย ดังนี้
ทศพร     กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ         สาธุการ
หิมพานต์    กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ     ดวงพระธาตุ
ทานกัณฑ์     สำนักวัดถนน                พระยาโศก
วนปเวสน์     รัชกาลที่ ๔                    พระยาเดิน
ชูชก        สำนักวัดสังข์กระจาย            เซ่นเหล้า
จุลพน    รัชกาลที่ ๔                    ดุดพาทย์
มหาพน    พระเทพโมลี (กลิ่น)            เชิดกลอง
กุมาร        เจ้าพระยาพระคลัง            โอดเชิดฉิ่ง
มัทรี        เจ้าพระยาพระคลัง            ทะยอย
สักกบรรพ    รัชกาลที่ ๔                    กลม
มหาราช     กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ         กราวนอก
กษัตริย์    กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ         ตระนอน
ทศกัณฑ์    กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ         กลองโยน

เมื่อรวมแล้วสามารถเทศน์จบได้วันเดียว

หัวใจนักรบ
พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถมาก ทรงพระราชนิพนธ์ไว้มากกว่า ๒๐๐ เรื่อง มีนามปากกา เช่น ศรีอยุธยารามจิตติ อัศวพาหุ พระขรรค์เพชร พันแหลม นายแก้ว นายขวัญ เป็นต้น

หัวใจนักรบ เป็นบทละครร้อยแก้ว มีจุดมุ่งหมายที่จะปลุกใจประชาชนให้เกิดความรักชาติ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖

เนื้อเรื่อง พระภิรมย์วรากร ซึ่งคัดค้านการตั้งเสือป่า ต่อมาเกิดสงคราม ลูกชายคนโตได้เป็นทหารและเสียชีวิต ลูกชายคนเล็กเป็นลูกเสือ ภรรยาและลูกสาวเป็นพยาบาล ตอนสุดท้ายพระภิรมย์วรากรผู้มองไม่เห็นประโยชน์ในการช่วยชาติและตั้งเสือป่าก็กลับใจ เพราะ
มองเห็นประโยชน์ทำเพื่อประเทศชาติ นับว่าเป็นยอดแห่งบทละครพูด (วรรณคดีสโมสร)

การดำเนินเรื่องเรียบร้อย ถ่ายทอดลักษณะของตัวละครได้อย่างแนบเนียน

วิวาห์พระสมุทร
พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖ เป็นบทละครพูด สลับรำทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ พระราชทานแก่คณะเสือป่า กองเสนาหลวงรักษาพระองค์ เพื่อเก็บเงินบำรุงราชนาวีสมาคม

เนื้อเรื่อง เป็นเรื่องของกองทัพเรืออังกฤษซึ่งแผ่อำนาจมาทางเอเชีย เป็นเรื่องรักบทร้องก็ไพเราะ เช่น
ถึงกลางวันสุริยันแจ่มประจักษ์    ไม่เห็นหน้านงลักษณ์ยิ่งมืดใหญ่
ถึงราตรีมีจันทร์อันอำไพ        ไม่เห็นโฉมประโลมใจยิ่งมืดมน
อ้าดวงสุรีย์ศรีของพี่เอย        ขอเชิญเผยหน้าต่างนางอีกหน
ขอเชิญจันทร์แจ่มกระจ่างกลางสกล     เพื่อให้พี่ยลเยือกอุรา

มัทนะพาธา
เป็นบทละครพูดคำฉันท์ รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ วรรณคดีเรื่องนี้คณะกรรมการวรรณคดีสโมสร ได้ประชุมลงมติว่าเป็นหนังสือที่แต่งได้ดี เป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ทรงพระราชดำริขึ้นเอง นับเป็นบทละครที่แปลก และเป็นเรื่องแรกของเมืองไทย ที่แต่งเป็นฉันท์

เนื้อเรื่อง
สุเทษณ์เทพบุตร ได้สาปนางฟ้าชื่อมัทนาซึ่งไม่รักตนให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบในหิมวัน พระกาละทรรศิน นำกุหลาบ (กุพชก) ไปปลูก ท้าวชัยเสนออกล่าสัตว์พบมัทนาขณะที่กลายเป็นคนในวันเพ็ญ เกิดรักใคร่กัน ฤาษีได้อภิเษกให้

นางจัณฑีมเหสีเดิมหึงหวง ทำอุบายให้ชัยเสนฆ่ามัทนา เพชฌฆาตได้ปล่อยตัวไป ภายหลังได้ทราบความจริง จึงตามไปพบ แต่นางปฏิเสธไม่รับรัก ท้าวชัยเสนจึงนำกุหลาบไปปลูกไว้ในวัง

เป็นละครโศกนาฏกรรม มีถ้อยคำไพเราะ ได้รับประกาศนียบัตร เฉลิมพระเกียรติจากวรรณคดีสโมสร ลักษณะตามแบบนิยายสมัยภารตะของ อินเดีย ยังมีบทเจรจาที่ไพเราะ เช่น
ครั้นเมื่อสดับศัพท์        ทสำเนียงก็เยือกเย็น
ราวดื่มอุทกเพ็ญ            รสะรื่นระรวยใจ
เสียงเจ้าสิเพรากว่า        ดุริยางคดีดใน
ฟากฟ้าสุราลัย            สุรศัพทะเริงรมย์
ยามเดิรบ่เขินขัด            กละนัจจะน่าชม
การกรก็เร้ารม             ยะประหนึ่งระบำสวย
ยามนั่งก็นั่งเรียบ         และระเบียบบ่เขินขวย
แขนอ่อนฤาเปรียบด้วย     ธนุกงกระชับไว้
พอเห็นวรพักตร์            วนิดาวะรวางดี
บัดนั้นฤกมี             ฤดิท่วมสิเนหา
เหมือนโฉมดะรุณี         นะแหละยื่นสหัตถ์มา
ล้วงใจดนุคร่าห์             และกระลึงฤทัยไว้
แต่นั้นก็อนงค์             นะสิยังบ่คืนให้
กำดวงฤดีใน             วรหัตถะแน่นครัน
หากนางจะมิชอบ         และจะคืนหะทัยนั้น
ข้านี้ก็จะศัล             ยะพิลาปพิไรวอน

พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ ๒๔๕๖ เสร็จ พ.ศ. ๒๔๕๙

ลักษณะ มี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ใช้คำประพันธ์ทุกประเภท เค้าโคลงเรื่องมาจากวรรณคดีสันสกฤต ในคัมภีร์มหาภารตะ ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่งแฝงคติธรรมเอาไว้ มีทั้งความรักและซื่อสัตย์

เนื้อเรื่อง ดำเนินเรื่องตามนโลมาขยานัม จาก มหาภารตะ ของกฤษณไทวปายมุนี มีเรื่องว่าพฤหัสวะฤษี เล่าเรื่องพระหลให้พี่น้องกษัตริย์ปาณฑพฟัง กล่าวถึงความรักอันแท้จริงของนางทมยันตี ที่มีต่อพระนล แห่งนครนิษัท ซึ่งแพ้พนันสกาจนเสียบ้านเมือง ได้รับทุกข์ทรมานต่างๆนาๆ    ต่อมาพระนลได้ไปเป็นสารถีของท้าวฤตบรรณ ได้ถูกพระยานาคพ่นพิษใส่ ต่อมาพระนลพนันสกาชนะได้บ้านเมื่องคืน และมีความสุขครองเมือง

ความมุ่งหมายทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า
นานาประเทศล้วน        นับถือ
คนที่รู้หนังสือ            แต่งได้
ใครเกลียดอักษรคือ        คนป่า
ใครเยาะกวีไซร้            แน่แท้คนดง

พระนลคำหลวง นอกจากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และใช้คำประพันธ์ทุกชนิดมีคติสอนใจแล้ว ยังมีภาคผนวกอภิธานศัพท์ให้ประโยชน์ในการศึกษาอีกด้วย ตัวอย่าง
อ้าดูอโศกนี้        ศรีไสววิไลยตา
อยู่หว่างกลางพนา    เป็นสง่าแห่งแนวไพร
ชุ่มชื่นรื่นอารมณ์        ลมเพยพัดระบัดใบ
ดูสุขสนุกใจ        เหมือนแลดูจอมภูผา

นารายณ์สิบปาง
เป็นลิลิต รัชกาลที่ ๖ ทรงนิพนธ์
จุดมุ่งหมาย
เรื่องนี้ข้าแต่งให้            ราชินี
อินทรศักดิศจี            นิ่มน้อง
โดยเธอกล่าววาที        เชิญแต่ง
ซึ่งเฉพาะเหมาะต้อง        จิตข้าประสงค์

ขยมนามรามราชเรื้อง        จักรี วงศ์แฮ
วชิราวุธมง                กุฎเกล้า
เพียงแต่งลิลิตมี            จิตมุ่ง
ปริยายข้อเค้า            ตำนาน

ศกสองพันสี่ร้อย            หกห้า
มากราคมที่            สี่ไซร้
ได้เริ่มลิลิตนา            รายณ์สิบ ปางแล
ค่อยแต่งนิดหน่อยได้        ทุกวัน

สองพันสี่ร้อยหก            สิบหก
ที่เจ็ดพฤษภาคม            จบสิ้น
เกรงว่าจะมีบก            พร่องอยู่
โคลงเคอะร่ายขาดหวิ้น    อาจมี

โคลงพระราชนิพนธ์ดังกล่าว บอกจุดประสงค์ในการพระราชนิพนธ์ และวันเริ่มพระราชนิพนธ์ วันพระราชนิพนธ์จบไว้อย่างครบถ้วน

เป็นลิลิตที่มีความไพเราะ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของภารตะในนิยายพระราม ซึ่งเป็นตัวเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ก็ยังทรงอธิบายไว้ตอนท้าย สะดวกในการค้นคว้าเรื่องศัพท์ และความรู้ต่างๆ กัน กับลัทธิของพราหมณ์อีกมากมาย

พระราชนิพนธ์ ของรัชกาลที่ ๖ นี้ แยกออกเป็นประเภท ได้ดังนี้

ประเภทบทละคร ได้แก่เรื่องพระร่วง หนามยอก เอาหนามบ่ง พระเกียรติรถ ฉวยอำนาจ วิวาห์พระสมุทร มหาตมะ เสียสละ เวนิสวานิส ตามใจท่าน วิไลเลือกคู่ เห็นแก่ลูก

บทพากย์ ชุดรามเกียรติ์
โบราณคดี เที่ยวเมืองพระร่วง สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์ เที่ยวเมืองไอยคุปต์ ตำนานชาติยังยืน

ศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เทศนา เสือป่า พระตุนหเศป
วรรณคดี บ่อเกิดรามเกียรติ์
ทหาร สงครามป้อมค่ายพระชิด พันแหลม
ปลุกใจ ปลุกใจเสือป่า ยิวแห่งบูรพาทิศ

โคลนติดล้อ
แพทย์ กันป่วย
กวีนิพนธ์ ลิลิตนารายณ์สิบปาง นิราศพระมเหลเถใถ กาพย์เห่เรือ ธรรมาธรรมสงคราม มงคลสูตรคำฉันท์

เรื่องแปล เวนิสวานิส โรเมโอกับจูเลียต ตามใจท่าน พระยาราชวังสันบทละคร แปลจากเรื่อง Othello

นับว่า พระองค์ได้สร้างวรรณคดีไทย ให้เป็นสมบัติของลูกหลานไว้เป็นอันมาก นับว่าพระองค์เป็นนักปราชญ์ ซึ่งยอดเยี่ยม มีความรู้แตกฉานผู้หนึ่งในวงวรรณคดีไทย

นิราศนครวัตร
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ พระองค์ทรงเป็น พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิม พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร เจ้าจอมมารดาชุ่มเป็นพระมารดา ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๕ ทรงเชี่ยวชาญในด้านประวัติ ศาสตร์และโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง ทรงได้รับเกียรติเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระนิพนธ์ส่วนใหญ่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

นิราศนครวัตรนี้ ความจริงมีลักษณะเป็นกลอน นิราศตอนต้นเพียง ๒๖ คำ นอกนั้นนิพนธ์ด้วยร้อยแก้ว ทรงนิพนธ์เมื่อเสด็จประพาสกรุงกัมพูชา เมื่อ พ ศ. ๒๔๖๗ พรรณนาถึงการเดินทางเรือ ชมเมืองพนมเปญ และเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์กัมพูชา พระราชพิธี การปกครอง ชมปราสาทหิน ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นอย่างมาก

สาส์นสมเด็จ
เป็น วรรณคดี ที่เป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ กับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงโต้ตอบกัน มีความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศิลปกรรม และอักษรศาสตร์

นิทานโบราณคดี
พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์จบเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๔๘๕ ด้วยร้อยแก้ว นิทานโบราณคดีนี้ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิสกุล(พระธิดา) กราบทูลขอให้ทรงพระนิพนธ์เป็นนิทาน
โบราณ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องจริง ๒๑ เรื่องที่ประสบมา และมีผู้บอกเล่ามา อ่านสนุกเหมือนนิทานทั่วไป แต่ให้ความรู้ในด้านโบราณคดี ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และขนบประเพณีไทยเป็นอันมาก

บทละครเรื่อง สาวเครือฟ้า
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงนิพนธ์ดัดแปลงมาเป็นละคร จากเรื่องมาดาม บัตเตอร์ไฟล ของบุชชินี เป็นเรื่องของสาวชาวเหนือ กับนายทหารหนุ่มชาวกรุงเทพฯ

กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาเขียน ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔ พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวรวรรณากร ทรงเป็นต้นสกุล “วรวรรณ”

บทละครเรื่องนี้มีชื่อเสียงมาก เป็นนิยายชีวิตคล้ายจะเป็นจริง เกิดจากชีวิตสาวชาวเหนือ ละครคณะต่างๆ ในสมัยนั้นได้นำไปแสดง มีคนติดใจร้องไห้กันมาก เพราะสงสารเครือฟ้า นับว่าพระองค์ได้นำมาดัดแปลงให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยได้เป็นอย่างดี

บทละครร้อง เรื่องพระลอ
เป็นพระนิพนธ์ของ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่มีชื่ออีกเรื่องหนึ่ง โดยทรงเอานิยายเรื่อง พระลอ ซึ่งเป็นนิยายทางเมืองเหนือ มานิพนธ์เป็นบทละครร้อง ใช้เพลงยาว และการแต่งกายแบบไทยเหนือ จึงทำให้ดูเด่นขึ้น

คำร้อง
โอ้พระชนนีศรีแมนสรวง         จะโศกทรวงเสียวรู้สึกรำลึกถึง
ไหนทุกข์ถึงบิตุรงค์ทรงรำพึง     ไหนโศกซึ้งถึงกูคู่หทัย
ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อเมียตน        เมียร้อยคนฤาเท่าพระแม่ได้
พระแม่อยู่เยือกเย็นไม่เห็นใคร     ฤากลับไปสู่นครก่อนจะดี

พระองค์ทรงนิพนธ์หนังสือไว้ทุกชนิด เป็นผู้ให้กำเนิดละครร้อง นับว่าเป็นบรมครูแห่งการละคร นอกจากนี้ก็ทรงนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติ กษัตริย์ลิลิตพระมหา-มกุฎราชคณานุสรณ์  ลิลิตตำนานพระแท่นมนังคศิลาบาท พระราชพงศาวดาร พม่า นิราชนราธิป พงศาวดารไทย อาหรับราตรี ฯลฯ

จดหมายจางวางหร่ำ
เป็นพระนิพนธ์ของ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารัชนี แจ่มจรัส เป็นพระโอรสองค์ที่ ๒๒ ในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญกับเจ้าจอมมารดาเลี่ยม ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ ทรงใช้นามปากกาว่า น.ม.ส. ทรงเป็นอัจฉริยบุรุษในทาง ประพันธ์ผู้หนึ่ง ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘

เป็นเรื่องลงพิมพ์ในหนังสือ ทวีปัญญา แต่งด้วยร้อยแก้ว เป็นรูปจดหมายจากพ่อ (จางวางหร่ำ) ถึงบุตร (นายสนธิ์ รวม ๗ ฉบับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับตักเตือน สั่งสอน และให้คติสอนใจ แม้แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ซึ่งนิยมส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอก ก็ให้คติเตือนใจได้เป็นอย่างดี วิธีสั่งสอนแบบเทศนาโวหาร เป็นลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร

นิทานเวตาล
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงนิพนธ์ ได้เค้าเรื่องมาจากภาษาอังกฤษของ เซอร์ ริชาร์ด ฟรานซิส เมอร์ตัน

ทรงนิพนธ์เป็นร้อยแก้ว เป็นนิทานโดยเล่าถึงนิทานเวตาล สัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ให้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ฟังรวม ๑๐ เรื่อง (เดิมมี ๒๕ เรื่อง) ในตอนท้ายมักแทรกข้อคิดเป็นคำถาม ให้ท้าววิกรมาทิตย์เผลอ ตอบทุกครั้ง ต้องพยายามไปจับเวตาลใหม่ จนนิทานที่ ๑๐ พระองค์ทรงจนปัญญาตอบไม่ได้  จึงได้เวตาลไปทรงแทรกคติเตือนใจไว้อย่างน่าฟัง เช่น

“ถ้ายังไม่สิ้นชีวิต ชีวิตก็มิใช่อื่น คือความทุกข์ที่ยืดยาวออกไปนั่นเอง”

“ชายใดที่เดินไปในทางแห่งความรัก  ชายนั้นจะรอดชีวิตไปมิได้”

พระนลคำฉันท์
เป็นพระนิพนธ์ของ น.ม.ส. ดำเนินเรื่องเช่นเดียวกับพระนลคำหลวง ใช้คำฉันท์ กาพย์ มีความยาว ๒๖ บท น.ม.ส. ทรงนิพนธ์เรื่องนี้พร้อมกับพระนลคำหลวง ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ แต่ใช้คำง่ายกว่าพระนลคำหลวงและมีศัพท์แปลกๆ ปนอยู่มาก ตัวอย่าง เช่น
เหินห่างพระนางตรู         อุรตูก็กรมเกรียม
บุบผาจะหาเทียม        นุชเนื้อก็เหลือแล
ซ่อนกลิ่นถวิลว่า            สติบ้าจะแข่งแข
หมายเดือนบ่เหมือนแด    ก็จะเดือดอุราตาย

เมื่อพิจารณาดูแล้วคล้ายกับว่า พระนลคำฉันท์ จะแข่งกับพระนลคำหลวง

กนกนคร
เป็นพระนิพนธ์ประเภทนิทานของ น.ม.ส. ทรงนิพนธ์ด้วยกลอนหก และกาพย์ กลอนหกที่ใช้มีลักษณะเป็นพิเศษ คือสัมผัสกันเป็นคู่ๆ จากเค้าโคลงหนังสือสันสกฤตชื่อ กถาสธิตสาคร ซึ่งพราหมณ์ชื่อ โสมเทวะ เป็นผู้รวบรวมไว้ ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘

ทรงนิพนธ์แบบละคร แต่มิได้เล่นละคร คือใช้ลำนำ เมื่อนั้น บัดนั้น มีเนื้อความกล่าวถึงการผจญเคราะห์กรรมของพญากมลมิตร และนางอนุศยินี นางฟ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ตามคำสาปของฤษีตนหนึ่ง จนพ้นคำสาป ที่ว่าทรงนิพนธ์กลอนหกสัมผัสเป็นคู่ๆ เช่น
โสภาอาภรณ์อ่อนช้อย     ดังย้อยจากแคว้นแดนสรวง
ผิวทองผ่องเพ็ญเห็นยวง    นางปวงงามใกล้ไม่มี
งานกรรณงามแก้มแย้มยิ้ม     พักตร์พริ้มเพราองค์ทรงศรี
งามพระนัยนานารี        รังสียิ่งจันทร์วันเพ็ญ

สามกรุง
เป็นพระราชนิพนธ์ของ น.ม.ส. เรื่องสุดท้าย เรื่องทำนองประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาตอนปลายเสียให้แก่พม่า พระเจ้าตากสินตั้งกรุงธนบุรี จนถึงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่๑ ถึงรัชกาลที่๔ โดยนิพนธ์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มีสำนวนคมคาย เช่น
วังเวียงเพียงป่าช้า        เยิงยล
แทบบ่มีที่พล            พักได้
ควบคุมประชุมชน        คับแคบ
เมื่อศัตรูสู่ใกล้            เศิกกล้ามากวน

อิลราชคำฉันท์
พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) ท่านเป็นบุตรของพระยาศรีสุนทรโวหาร (กมล สาลักษณ์) เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ ได้รับการศึกษาจากบิดา และเข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์

การแต่งอิลราชคำฉันท์ แต่งเพื่อสนองพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงมุ่งส่งเสริมการประพันธ์ แต่งเป็นฉันท์และกาพย์ แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ขณะที่เป็นหลวงสารประเสริฐ โดยเอานิทานเรื่อง “อิลราช” ซึ่งเป็นบ่อเกิดรามเกียรติ์ ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อแต่งเสร็จแล้ว ร. ๖ ทรงให้ตรวจแก้ไขและทรงพระราชทานคำนำในหนังสือนั้น

ใช้ศัพท์ที่ใกล้เคียงสมัยใหม่ เข้าใจได้ง่าย เช่น บทเริ่มต้นประณามพระรัตนตรัย

ข้าขอเทิดทศนัมประฯมคุณพระศรี
สรรเพชรพระผู้มี            พระภาค
อีกธรรมาภิสมัยพระไตรปิฎกวากย์
ทรงคุณคะนึงมาก        ปริมาณ

แบบเรียนธรรมจริยา
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้แต่ง ท่านเป็นบุตรของพระยาไชย สุรินทร์ (เจียม เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และท่านผู้หญิงอยู่ เกิดเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๑๙ ถึงอสัญกรรมเมื่อ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖ รวมอายุได้ ๖๖ ปี ตำแหน่งสูงสุดในทางราชการ เป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนี้) ท่านใช้นามปากกาว่า ครูเทพ ท่านได้นิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้หลายเรื่อง เป็นตำราทางวิชาการก็มาก เป็นบทละครเรื่องสั้น บทเพลง ได้แก่เพลงกราวกีฬา เรื่องดอนเจดีย์ เรื่องยิ้มเถิด นอกจากนยังมีนามปากกาอีกหลายนาม เช่น จิงโจ้ และเขียวหวาน เป็นต้น

แบบเรียนธรรมจริยานี้ ใช้สำหรับอ่านสอนเด็กให้มีความประพฤติดี มีจรรยาดี

ตัวอย่างซึ่งนิพนธ์เป็นโคลงได้แก่
ผิเราคิดโกรธแค้น    เคืองใคร ใครนา
จะพูดจะทำใด        เมื่อนั้น
ล้วนแต่จะทุจริตไป    เป็นโทษ
ทุกข์จะตามบีบคั้น    ชั่วสิ้น สงสาร

ปานดังจักรเต้า            ตามรอยโคฤา
โคจะเดินไปถอย            หยุดยั้ง
จักรเกวียนย่อมจักคอย    หมุนเคลื่อน ตามแฮ
โคหยุดจักรก็ตั้ง            แต่ต้อยตามเสมอ

ผิเรามีจิตแผ้ว            ผ่องใส
จักประกอบการใด        ใหญ่น้อย
ล้วนแต่สุจริตไพ            บูลย์เลิศ เหลือแล
ผลสุขจักเคลื่อนคล้อย        ติดเต้าตามสนอง

เปรียบเงาซึ่งติดต้อย        ตามตน นั้นฤา
คราวนั่งหรือยืนดล        ก่อนนั้น
คราวนอกออกเดินหน        ไปแห่ง ใดนา
เงาย่อมตามกระชั้น        ชิดเท้าทันเรา

พลเมืองดี
เป็นนิพนธ์ของเจ้าพระยาเสด็จสุเรนทราธิบดิ แต่งเป็นทำนองเทศนาโวหาร เรื่องนายเถื่อน เป็นนายเมือง นายเถื่อนเข้ามาอยู่ในเมือง ได้รับการอบรมสั่งสอน จนได้เป็นนายเมือง เป็นหนังสือสอนศีลธรรม ขนบประเพณีของไทยเรื่องหนึ่ง

นอกจากนี้ก็มีจรรยาแพทย์ เป็นหนังสือสอนความประพฤติของแพทย์เกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่ที่ดีต่อประชาชน

สมบัติผู้ดี เป็นหนังสือสอนวัฒนธรรม และสหธรรม เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านทั้งสามเรื่อง ให้คุณประโยซนมาก

วาสิฎฐี
พระสารประเสริฐ แต่งร่วมกับ เสฐียรโกเศศ พระสารประเสริฐ เดิมชื่อ ตรี นาคะประทีป เป็นบุตรหลวงพิพิธวิรัชการ (เทียน นาคะประทีป) เกิดที่จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๓๒

กามนิด หรือวาสิฎฐี เป็นนิยายเบงคลี แปลจาก เรื่อง The Pilgrim Kamanita ของ John E. iogie ชาวอังกฤษ

ได้รับการยกย่องว่า เป็นร้อยแก้วที่มีชื่อเสียงกว่าเรื่องแปลใดๆ สำนวนโวหารก็ไพเราะจับใจ ให้คติทั้งทางพุทธและพราหมณ์ ให้ความรู้ในขนบประเพณีแขก มีทั้งภาคพื้นดิน และภาคบนสวรรค์

ภาคพื้นดิน กล่าวถึงความรักของกามนิต และวาสิฎฐี ต้องพบอุปสรรคนานาประการ แม้จะได้พบพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด ตัวเองต้องตาย เพราะความเป็นมิจฉาทิฏฐิ

ภาคในสวรรค์ ระลึกชาติได้ทั้งคู่ได้พบกันเมื่อได้กลิ่นประวาลพฤกษ์ จึงเกิดสลดใจและบำเพ็ญความสงบทางใจ ในที่สุดก็เป็นดาว แตกลับไป

พระยาอนุมาน เดิมชื่อ ยง อนุมานราชธน ใช้นามปากกาว่า “เสฐียร โกเศศ” งานนิพนธ์ส่วนใหญ่ ร่วมกับ พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) โดยใช้นามปากกาคู่กันว่า “เสฐียรโกเศศ” และ ”นาคะ ประทีป”

หิโตประเทศ
เป็นงานแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ได้เค้าจากคัมภีร์ ปัญจตรันตระ ของอินเดีย แปลเป็นร้อยแก้ว

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับภาษิตต่างๆ มี ๔ ตอน คือผูกมิตร แตกมิตร สงคราม และสงบ สุภาษิตส่วนมากเป็นของจริง ฟังได้ทุกยุคทุกสมัย

คำประพันธ์บางเรื่อง
ผู้แต่งคือ พระยาอุปกิจศิลปสาร เดิมชื่อ นิ่ม กาญจนาชีวะ เป็นบุตรนายหว่าง และนางปลั่ง เกิดเมื่อ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๒

ท่านได้แต่งเรื่องไว้หลายเรื่อง เช่น คำประพันธ์บางเรื่อง สงครามภารตะคำกลอน แบบเรียนสยาม ไวยากรณ์ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์

คำประพันธ์บางเรื่องแต่งเป็นโคลงฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย ทำนองกวิวัจนะไทย ดอกสร้อย รำพึง ในป่าช้า ใช้นามแฝงว่า “อ.น.ก. “อุนิกา” “อนึก คำชูชีพ” บทดอกสร้อย เช่น
วังเอ๋ยวังเวง                หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายพ่ายลาทิวากาล        ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ     ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทั้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล         และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย

ความพยาบาท
ผู้แต่งคือ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เป็นบุตรพระอินทราชา และคุณหญิงนุ่ม

ความพยาบาทเป็นเรื่องแปล ใช้นามปากกาว่า “แม่วัน” เป็นแบบนวนิยาย กล่าวถึงความรักของฟามิโอ โรมานี ผู้มั่งคั่ง ต่อมาได้ป่วยเป็นโรคป่วงอย่างร้ายแรง จนหมดความรู้สึก ถูกนำไปเก็บไว้ในที่ฝังศพประจำตระกูล

ครั้นฟื้นขึ้น ได้พบสมบัติโจร ความตกใจกลัว จนทำให้ผมหงอก ได้เข้าไปซุ่มอยู่ในสวนหลังบ้าน และได้พบมีนนาภรรยา กำลังพรอดรักอยู่กับกีโค เฟอร์รารี เพื่อนผู้ไว้วางใจ

ฟามิโอโรมานี จึงเกิดความพยาบาทอย่างร้ายแรง จนปลอมตัวเป็นเคาต์โอลีวา พยายามผูกมิตรกับคนทั้งสอง จนกระทั่งได้แก้แค้นกีโด แล้วเข้าพิธีแต่งงานกับมีนนาแล้วชวนเธอไปที่สุสาน แล้วแสดงตัวให้มีนนารู้ว่าเขาเป็นใคร ทำให้มีนนาตกใจจนเสียสติ พอดีเกิดแผ่นดินไหว เพดานอุโมงค์พังทับมีนนาถึงแก่ความตาย ส่วนฟามีโอหนีออกมาได้

เรื่องนี้ “แม่วัน” ได้แปลไว้ด้วยถ้อยคำที่สละสลวย คมคาย ทำให้ชวนอ่านมาก นับเป็นเรื่องแปลที่ดีเรื่องหนึ่ง

สามัคคีเภทคำฉันท์
ชิต บุรทัต เป็นผู้แต่ง ปัจจุบันใช้เป็นแบบเรียน วรรณคดี แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยเอาเค้าเรื่องมาจากสุมังคลวิลาสินี อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค ว่าด้วยโทษของการแตกความสามัคคี

ชิต บุรทัต เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ เป็นบุตรนาย ชู นางปริก มีนามปากกาว่า “เอกชน” นามสกุล. “บุรทัต” รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้     ชิต บุรทัต ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕

สามัคคีเภทคำฉันท์ ใช้ฉันท์และกาพย์ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะมาก

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕

เรื่องเงาะป่า
ในรัชกาลนี้ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓ ในวงศ์วรรณคดีได้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ในรัชกาลนี้มีการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อศึกษาวรรณคดี คือมีผู้อ่านวรรณคดีกันมาก โรงเรียนเกิดในพระบรมมหาราชวังได้แก่ โรงเรียน
ตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ และได้ใช้ตำราเป็นร้อยแก้วมากขึ้น

ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอสมุดวชิรญาณขึ้น โดยรวบรวมตำหรับตำราต่างๆ มาจัดไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นคว้าศึกษา ภายหลังได้รวมเข้ากับหอสมุดมณเฑียรธรรม และหอสมุดพุทธสังคหะ จัดเป็นหอสมุดแห่งพระนคร

ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโบราณคดีสโมสร เพื่อรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี และได้ออกหนังสือเผยแพร่ขึ้นเรียกว่า หนังสือวชิรญาณ ลงพิมพ์วรรณคดีสมัยใหม่ และ สมัยเก่าที่อ่านยาก เผยแพร่แก่ประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้สร้างพจนานุกรม ซึ่งนับว่าได้ประโยชน์สำคัญเกี่ยวกับภาษาไทย ทั้งใหม่และเก่ามาก

พระราชพิธีสิบสองเดือน
พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ ลักษณะเป็นร้อยแก้ว

ได้กล่าวถึงพระราชพิธีต่างๆ อันเป็นประเพณีไทยทั้ง ๑๒ เดือน ตั้งแต่เดือน ๑๒ จนถึงเดือน ๑๑ ทั้งพระราชประเพณีที่ยังคงกระทำอยู่และที่เลิกไปแล้ว อย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่เดือน

เดือน ๑๒ มีพิธีพระราชพิธีจองเปรียง พระราชพิธีกะติเกยา พระราชกุศลฉลองไตรปี พระราชพิธีลอยพระประทีป พระราชกุศลกาลานุกาล การพระราชกุศลแจกเบี้ยหวัด การพระราชพิธีฉัตรมงคล

เดือนอ้าย พระราชพิธีไล่เรือ พิธีเฉวียนพระโคเลี้ยงครั้งกรุงเก่า การพระราชกุสลเลี้ยงขนมเบื้อง การพระราชกุศลเทศนามหาชาติ

เดือนยี่ พระราชพิธีบุษบาภิเษก พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย พระราชกุศลถวายผ้าจำนำพรรษา

เดือน ๓ พิธีธานยเพาะห์ผ้าขาว พิธีศิวาราตรี การพระราชกุศล มาฆบูชา การพระราชกุศลเลี้ยงพระตรุษจีน

เดือน ๔ พิธีรดเจตร พิธีตรุษ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินทร พระราชกุศลกาฉานุกาล

เดือน ๕ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล พระราชพิธีคเชนทร์ศวสนาน พิธีทอดเชือกตามเชือก พิธีสงกรานต์ การพระราชกุศลก่อพระทราย และตีข้าวบิณฑ์

เดือน ๖ พระราชพิธีพืชมงคล แฉะพิธีจรดพระนังคัล
พระราชพิธีวิสาขบูชา

เดือน ๗ พระราชพิธีเคณฑะทิ้งข่าง พระราชพิธีทูลน้ำล้างพระบาท การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา

เดือน ๘ พระราชพิธีเข้าพรรษา การพระราชกุศลฉลองเทียนพรรษา การพระราชกุศลเสด็จถวายพุ่ม

เดือน ๙ พิธีตุลาภาร พระราชพิธีพรุณศาสตร์ พระราชกุศลวันประสูติ และสวรรคต สมเด็จพระบุรพการี

เดือน ๑๐ พระราชพิธีสารท พิธีกวนข้าวทิพย์ พระราชกุศลกาลานุกาลพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้ง พระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา พระราชกุศลปล่อยปลา

เดือน ๑๑ การอาษยุธ พิธีแข่งเรือสมรรถชัย และเรือไกรสมุทร สมโภชพระยาช้างเผือก

เป็นวรรณคดีที่ยกย่องว่า เป็นยอดของความเรียงเชิงอธิบาย ให้ประโยชน์ทั้งทางด้านโบราณคดี พระราชพิธีต่างๆ ใช้คำง่าย ชัดเจน ละเอียดถี่ถ้วน ให้ความรู้เป็นอย่างมาก

โคลงนิราศเมืองกาญจน์
โคลงนิราศเมืองกาญจน์นี้ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ในนามของท้าวสุภัติการภักดี ทรงพระราชนิพนธ์ขณะที่เสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ทรงบรรยายถึงการเดินทางทั้งทางเรือและทางบก เริ่มด้วยร่าย ๑ บท และโคลงสี่สุภาพ ๑๒๔ บท

ประโยชน์ ได้รับความรู้ในด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี ขนบประเพณีของประชาชนในถิ่นนั้น บางโคลงก็เลียนแบบนักกวีรุ่นก่อน เช่น เลียนแบบนิราศนรินทร์ เลียนแบบเจ้าฟ้ากุ้ง กำสรวลศรีปราชญ์ เช่น

เลียนแบบกำสรวลศรีปราชญ์
โฉมแม่จักฝากไว้         แห่งใด  ดีฤา
ฝากกับใครฤาใคร        จักเว้น
ฟ้าดินพี่ตรวจไตร        ดูหมด มาแม่
โฉมแม่ชอบแต่เร้น        อยู่ห้องนฤพาน

เลียนแบบนิราศนรินทร์
แถลงปางบำราศเจ้า         จากเวียง
แสนเสนาะสำเนียง        นุชพร้อง
หนักทรวงพี่หนักเพียง        เทคว่ำ ลงแม่
จำจิตจำละน้อง            นาฎไว้เนาวัง

เลียนแบบเจ้าฟ้ากุ้ง
รอนรอนสุริยเยื้อง        สายัณห์
เรืองเรื่อรัศมีจันทร์        แจ่มฟ้า
รายรายพระพายผัน        พัดเมฆ หมดเฮย
เรื่อยเรื่อยดาเรศกล้า        เคลื่อนคล้อยหาโพยม

ที่ว่าพระราชนิพนธ์ในนามของ ท้าวสุภัติการภักดี โดยโคลงบทหนึ่งว่า
ร่ำเรืองนิราศให้            หาศรี
ท้าวสุภัติการภักดี        กล่าวอ้าง
แสดงศักดิ์สะสัตรี        ตรองตรึก ทำแฮ
ไร้เพื่อนภิรมย์อ้าง        รักเร้นแรมไกล

นอกจากนี้ก็ยังทรงเล่นคำได้อย่างไพเราะ เช่น
ห้วด้วนด่วนจากเจ้า        จำเป็น
ห้วยก็ด้วนดุจเห็น        หดห้วน
เห็นหาดหากคิดเย็น        ดูอก ดูนา
ดึงเด็ดสวาทถ้วน            ขาดด้วยด่วนมา

พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน
รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นพระราชหัตถ์เลขาส่วนพระองค์ถึงเจ้าฟ้าหญิงนิภานพดล ซึ่งเป็นราชเลขานุการิณีในพระองค์ รวม ๔๓ ฉบับ ต่อมาเรียกว่า “ไกลบ้าน” ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๔๙

เป็นพระราชหัตถ์เลขา บันทึกเรื่องราวต่างๆ ด้วยคำพรรณนาแจ่มแจ้งละเอียดชัดเจน ให้ความรู้ในด้านขนบประเพณีของบ้านเมืองต่างๆ ตลอดทั้งความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองที่พระองค์ทรงพบเห็นมา เป็นภาษาง่ายๆ อ่านเข้าใจได้ดี ดังเช่น

“เมื่อคืนนี้ถึงเสียยังรุ่ง นอนไม่หลับ มาหลับต่อเช้าสุด แต่พอเผลอๆ ลงไปก็ถึง มีความเสียใจที่จะตื่นขึ้น รู้ว่ากำหนดที่จะถึงนั้นเลื่อนออกไปอีกชั้นหนึ่ง แต่ถึงจะเลื่อนออกไปเท่าไดก็ไม่ประหลาดใจ เพราะไม่เคยเชื่อกำหนดที่เคยบอกแต่รักครั้งเดียว ความแน่ใจยินอยู่เสียว่าจะถึงต่อวันที่ ๗ เขาบอกอะไรก็ฟังไปกระนั้นเอง เพราะไม่เห็นแน่สักทีเดียว…”

พระราชวิจารณ์
เป็นบทพระราชนิพนธ์ วิจารณ์เกี่ยวกับจดหมายเหตุของเก่าฉบับหนึ่ง ซึ่งหอสมุดวชิรญาณได้นำทูลเกล้า ฯ ถวาย พระองค์เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีหลักฐานสำคัญ เป็นบันทึกความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้ว อธิบายข้อความในจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์ในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี นับว่าเป็นวรรณคดีที่มีประโยชน์เรื่องหนึ่ง

บทละครเรื่องเงาะป่า
เป็นบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ เพื่อเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย เนื่องจากทรงพระประชวร ประกอบพระราชกรณียกิจอื่นไม่ได้ เป็นบทละดรที่มี รัก โศก ผจญภัย โดยนำเอาเค้าโครงจากเงาะชาวพัทลุง    และภาษาเงาะจากนายคนัง เงาะมหาดเล็ก

ประโยชน์ นอกจากจะใช้เป็นบทละครแล้ว ยังได้ประโยชน์ ในการรู้จัก วัฒนธรรม ประเพณีของเงาะ มีคติ ตลก ขบขัน

เค้าเรื่อง นายคนังเงาะกำพร้า ได้ชวนไม้ไผ่ เพื่อนเงาะไปเที่ยวป่าพบซมพลาเงาะหนุ่มซึ่งหลงรักลำหับ พี่สาวของไม้ไผ่ ได้สอนวิชาเป่าลูกดอกให้
ไม้ไผ่ รับอาสาเป็นพ่อสื่อให้หนุ่มสาวทั้งสองได้พบ และรักกัน ครั้นถึงวันวิวาห์ของเฮนาคู่หมั้นของลำหับ ไม้ไผ่กับคนังได้พาลำหับหนีตามซมพลาไป เฮนามาพบซมพลาต่อสู้กัน ลำแก้วพี่ชายเฮนายิงซมพลาตาย ครั้นลำหับมาพบจึงฆ่าตัวตายตาม เฮนาเห็นดังนั้นก็เสียใจ
ฆ่าตัวตายบ้าง เรื่องจบเมื่อมีการฉลองรับขวัญคนัง ทรงใช้เวลาพระราชนิพนธ์เพียง ๘ วัน

กลอนและสำนวน สัมผัสได้ไพเราะ ทรงบรรยายให้เห็นเป็นภาพพจน์ เช่น
นั่งเหนือแผ่นผาที่หน้าถ้ำ         เท่ารานํ้าเอนอิงพิงพฤกษา
ตะวันชายฉายน้ำอร่ามตา         ตกตามซอกศิลาซ่ากระจาย
ที่น้ำอับลับช่องมองเห็นพื้น         ปลาน้อยน้อยลอยคืนอยู่แหล่หลาย
พ่นนํ้าฟูเป็นละอองต้องแมลงตาย ตกเรี่ยรายเป็นภักษาน่าเอ็นดู
ยามลมตกนกร้องซร้องแซ่เสียง     เสนาะเพียงลำนำเฉื่อยฉ่ำหู
ลำดวนดงส่งกลิ่นประทิ่นชู         นางโฉมตรูฟังเพลงวังเวงใจ

ลิลิตนิทราชาคริต
รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ จับเอาตอนท้าย นิยายอาหรับราตรี ทรงใช้เวลาพระราชนิพนธ์ทั้งหมด ๙   วัน พระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ เพื่อเป็นของขวัญวันขึ้นบีใหม่ แด่พระบรมวงศานุวงศ์ ได้จากเรื่อง The Sleeper a waken หนึ่งในจำนวนหลายเรื่องของนิยายอาหรับ

ลักษณะเป็นลิลิตสุภาพ กล่าวถึงการคบเพื่อนของอาบูหะซันพ่อค้าชาวแบกแดด ครั้งหนึ่งกาหลิบได้ปลอมพระองค์มากินเลี้ยงด้วย ได้ถูกลอบวางยาและพาไปเป็นกาหลิบ ๑ วัน วันรุ่งขึ้นเกิดสำคัญผิดคิดว่าเป็นกาหลิบจริง เพื่อนบ้านว่าบ้า จึงจับไปโรงคนบ้า เมื่อหายได้ถูกกาหลิบวางยาอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดจึงทราบความจริง ได้เป็นนายคลัง และได้คนโปรดของพระมเหสีเป็นภรรยา

ทั้งสองมีชีวิตฟุ่มเฟือยจนหมดตัว ได้ทำอุบายแกล้งตายไปหลอกกาหลิบและมเหสี ได้รับพระราชทานรางวัล ภายหลังกลับตัวได้ประพฤติความดี

เนื้อเรื่องเป็นประโยชน์ ตลกขบขัน ให้คติเตือนใจในการคบเพื่อนฝูง โวหารก็ไพเราะคมคาย เช่น
สุริยาเรื่องเรื่อพื้น         อัมพร แผ้วเอย
หวี่หวู่หมู่ภมร            มั่วร้อง
เชยกลํ้ากลีบเกสร        เสาวรส รวยนา
พรรณพิหคเหิรก้อง        เกริ่นเร้าระงมเสียง
คำเตือนใจ เช่น
เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว        แหนงหนี
หาง่ายหลายหมื่นมี        มากได้
เพื่อนตายถ่ายแทนชี        วาอาตม์
หายากฝากผีไข้            ยากแท้จักหา

แบบเรียนภาษาไทย
พระยาสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูล) เป็นผู้แต่งเป็นร้อยแก้ว เริ่มและจบด้วยโคลงสี่สุภาพ

ท่านเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนหนังสืออยู่วัดสระเกศ สอบไล่ได้เปรียญเอกหน้าพระที่นั่ง ในรัชกาลที่ ๓ เข้ารับราชการในรัชกาลที่ ๔ ในกรมพระอาลักษณ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสารประเสริฐ ได้แต่งแบบเรียนชุดมูลบทบรรพกิจ มี ๖ เล่ม คือ
๑. มูลบทบรรพกิจ
๒. วาห์นิติกร
๓. อักษรประโยค
๔. สังโยคพิธาน
๕. ไวยพจน์พิจารณ์ และ
๖. พิศาลการันต์

มูลบทบรรพกิจ
เป็นหนังสืออ่านขั้นต้นของเด็กนักเรียน กล่าวถึงพยัญชนะไทย
ไตรยางค์ สระ เครื่องหมายต่างๆ การแบ่งมาตราๆ นี้ เมื่อจบตอนใดก็จะนำกาพย์พระไชยสุริยามากล่าวสรุปคำอ่านนั้นๆ ทุกตอน

วาห์นิติกร
กล่าวถึงอักษรนำ ในลักษณะต่างๆ
อักษรประโยค
กล่าวถึงเรื่อง คำควบ ที่มาผสมกับพยัญชนะต้น
สำหรับประสมคำ ใช้ให้เต็มตามสำเนียงไทย

สังโยคพิธาน
กล่าวถึงตัวสะกดอย่างพิสดาร และตัวอย่างศัพท์ ในแม่ต่างๆ

ไวยพจน์พิจารณ์
เกี่ยวกับคำแปล คำพ้องเสียง คำพ้องรูป โดยยกศัพท์แปลไว้เป็นหมู่ๆ

พิศาลการันต์
เกี่ยวกับการเรียน การใช้ตัวการันต์

พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) เป็นผู้แต่งขณะที่เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์แต่งเป็นกาพย์ โคลงสี่สุภาพ และร้อยแก้ว เพื่อเป็นแบบเรียน โดยบรรยายชื่อต้นไม้ สัตว์นานาชนิด เสียงตามลำดับแม่ ก. กา จนถึงแม่ เกย

เป็นแบบเรียนที่ให้ความรู้ในเรื่องพฤกษาศาสตร์ สัตว์ศาสตร์ และให้ความเพลิดเพลิน ช่วยให้อ่านจำได้เร็ว
ตัวอย่าง เช่น
หมู่นกในแม่กบ        เข้าบรรจบสมทบกลอน
พิราบพิไรวอน        เหมือนหนึ่งว่าโศกาลัย
ตะขาบคาบตะขบ     คับแคพบแย่งขวักไขว่
ตะขาบแค้นขัดใจ    จิกคับแคแร่รนหนี
กระจาบไล่กระจิบ     บินลิบๆ เทียมเมฆี
กระจาบไล่จิกตี        กระจิบหนีลงดงดอน

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้ วรรณคดีได้เจริญก้าวหน้าเรื่อยๆ โดยเฉพาะร้อยแก้ว ก็มีนักเขียนเกิดขึ้นหลายท่าน และมีผลงานที่ฝากไว้อีกมากมาย แม้แต่นักประพันธ์เอก เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงริเริ่ม และมีบทบาทสำคัญต่อวรรณคดีไทย ในรัชกาลที่ ๕ นี้

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หม่อมราโชทัย
ในสมัยรัชกาลของพระองค์ วรรณคดีก็ยังคงรุ่งเรืองสืบต่อกันมา เพราะนักกวีในสมัยรัชกาลยังมีโอกาสได้มาสร้างผลงานในรัชกาลที่ ๔ อยู่หลายท่าน เช่น สุนทรภู่ คุณพุ่ม คุณสุวรรณ วรรณคดีสมัยนี้เริ่มมีการซื้อขายต้นฉบับเป็นครั้งแรก คือ หมอบรัดเลย์ ซื้อลิขสิทธิ์นิราศลอนดอนจากหม่อมราโชทัย เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๕ เป็นเงิน ๔๐๐ บาท

บทละครรามเกียรติ์
ตอนพระรามเดินดง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนบทละคร พระราชนิพนธ์เพื่อแสดงละคร

มีเนื้อความว่า นางไกยเกษี ทูลให้ท้าวทศรถขับพระรามออกป่า ๑๔ ปี มีพระลักษณ์และนางสีดาตามไปด้วย จนถึงถวายพระเพลิงพระบรมศพท้าวทศรถ มีความไพเราะมาก นับว่าพระองค์จะทรงแข่งกับกวีอื่นๆ ด้วย เช่น

ฝูงกวางย่างเยื้องเล็มสะบัด         สิงห์ผัดเผ่นผกดูหกหัน
ช้างสารซึมเซาเมามัน            เสือทะยานยืนยันคำรามรน
ไกรสรเดินกลางดงดูองอาจ        จามรีลีลาศถนอมขน
คชสีห์พาพวกจรดล            หมีเมินเดินบ่นงึมงำมา

ชมปลา
เป็นหมู่หมู่คู่เคล้าคลึงว่าย        บ้างคล้ายคล้ายตามมหาชลาสินธุ
ปลาสวายว่ายเล็มไคลกิน        บ้างโดดดิ้นลางมัจฉาพากันจร

นอกจากนี้ผลงานของพระองค์ท่าน ก็ยังมีร่ายยาว มหาเวสสันดรชาดก ๕ กัณฑ์ มีวนปเวสน์ จุลพน มหาพน สักกบรรพ และฉกษัตริย์ ร้อยแก้ว ก็มีกฎหมาย ประเพณี ศาสนา โหราศาสตร์ พระองค์ทรงเป็นนัก โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม

บทละครเรื่องพระมเหลเถไถ
คุณสุวรรณเป็นผู้แต่ง บางท่านก็จัดกวีหญิงผู้นี้อยู่ในรัชกาลที่ ๓ เพราะเป็นกวีสมัยนั้น

คุณสุวรรณเป็นธิดาของพระยาอุไทยธรรม ราชนิกุลบางช้าง ได้ถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๔ อยู่กับกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เป็นกวีที่อาภัพ เพราะสติไม่ค่อยจะดี ได้สร้างผลงานไว้ ๒-๓ เรื่อง เช่น พระมเหลเถไถ กับ อุณรุทร้อยเรื่อง เป็นต้น แม้จะมีลีลาที่ค่อนข้างจะแปลก แต่ก็ให้ความสนุกสนาน ขบขันดี

พระมเหลเถไถนี้แต่งเมื่อขณะสติวิปลาต ดังนั้นสำนวนโวหารก็พลอยวิปลาตไปด้วย แต่ก็ชวนให้อ่านเป็นการขบขันดี ตั้งชื่อตัวละครก็ชอบกลอยู่ เช่น
มาลีดวงพวงช่อมะลอชร     มาลีชาดมาดซ้อนมะรอนนา
มะรินชิงจิงจ้อมายอตา     มะยมเต็มเข็มสามะกาโล
มะกาลิงปิงปุ่มกระทุ่มท้อน     กะทิงถินกลิ่นขจรมะลอนโห
มะลิวันมันโมกกะโหลกโก     กุหลาบแกมแนมโยทกาลี

บทละครเรื่องอุณรุทร้อยเรื่อง
คุณสุวรรณ แต่งในคราวเดียวกับพระมเหลเถไถ เป็นบทละครตลก เอาตัวละครในเรื่องต่างๆ มารวมกัน จะเอาเนื้อความที่เป็นแก่นสารเรื่องราวไม่ได้ เพราะแต่ละเรื่องเข้ากันไม่ได้ หากแต่มีสำนวนกลอนสละสลวย อ่านเพลิดเพลิน ตลกขบขัน แสดงถึงผู้แต่งมีความรู้กว้างขวาง อยู่ไม่น้อยทีเดียว ยิ่งมีกลอนบทหนึ่งที่เรียกว่า จำแลงกาย ก็เป็นแนวคิดที่ขบขันและแปลก คือแปลงไปแปลงมาก็ยังคงเดิมอยู่ เช่น โกสีห์ แปลงเป็นท้าวหัสไนย (หมายความว่าพระอินทร์แปลงเป็นพระอินทร์) ที่เรียกว่าอุณรุทร้อยเรื่องนั้นก็เพราะขึ้นต้นก็กล่าวถึงอุณรุท แต่ต่อไปก็กล่าวถึงตัวละครเรื่องอื่นๆ

ตัวอย่าง จำแลงกาย
ว่าพลางนางแปลงกายา     เป็นองค์สุดาเยาวมาลย์
รี้พลให้กลายเป็นโยธา        ไอยราแปลงเป็นคชสาร
พาชีแปลงเป็นอาชาชาญ    พระพรหมมานแปลงเป็นท้าวธาดา
ไกรสรให้แปลงเป็นสิงหราช     สกุลชาติให้แปลงเป็นปักษา
พระราเมศแปลงเพศเป็นรามา     พยัคฆาแปลงเป็นพยัคฆี
พระยาครุฑแปลงเป็นสุบรรณจร     วานรแปลงเป็นกระบี่ศรี
นาคาเป็นพระยาวาสุกรี        โกสีห์แปลงเป็นท้าวหัสไนย…

เป็นบทกลอนที่แปลกประหลาดกว่านักกวีอื่นทั้งหลายที่แต่งมา ทั้งสำนวนก็ไพเราะด้วย

เพลงยาวจดหมายเหตุเรื่องกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวร
คุณสุวรรณเป็นผู้แต่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ ขณะที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ประชวร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๖

ลักษณะเป็นกลอนเพลงยาว    ผู้แต่งเองเรียกว่านิราศยาว แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกว่า เพลงยาว เพราะไม่มีลักษณะเป็นนิราศเลย

ความมุ่งหมายในการแต่ง ก็เพื่อรายงานการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งเป็นที่เคารพของผู้แต่งมาก

เริ่มด้วยบทไหว้ครูตามธรรมเนียม ต่อจากนั้นก็เล่าเรื่องอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ตั้งแต่เดือน ๔ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ผู้ถวายการรักษา ได้เล่าอาการประชวรโดยละเอียด ครั้นมีอาการทุเลาลง ก็มีการฉลองกันอย่างเอิกเกริก
ตัวอย่างเช่น
พอเคลื่อนคลายหายพระโรคที่โศกเศร้า     พวกข้าเฝ้าปรีดิ์เปรมเกษมศรี ต่างตัดผมห่มผ้าขาวม้าดี         ยืนตระหนี่ใบกล้วยหนาทั้งผ้าบาง
สงสารจิตคิดไปก็ใจหาย         พระโรคคลายแต่ว่าใจไม่สุขา
เพราะริรักร่วมห้องต้องตำรา     อุประมาเหมือนจะสาวเอาดาวเดือน
โอ้วิตกอกร้อนเพราะศรรัก         ไม่ประจักษ์น้ำใจจนใหลหลง
เมื่อเดือนสิบขึ้นค่ำทำให้งง         พิศวงแลตลึงเหมือนหนึ่งตาย

นิราศเดือน
นายมี (หมื่นพรหม สมภักษร) เป็นผู้แต่ง

ลักษณะ เป็นกลอนนิราศ

ความมุ่งหมายของผู้แต่ง เพื่อบรรยายขนบประเพณี งานเทศกาลในรอบปีของชาวไทย ให้ความรู้เรื่องประเพณีได้เป็นอย่างดีของแต่ละเดือน มีคนเข้าใจว่า สุนทรภู่เป็นผู้แต่ง เพราะบทกลอนมีความไพเราะดี
ตัวอย่าง เช่น
ถึงเดือนห้าเศร้าสร้อยละห้อยหา         พระจันทราวันอับก็ดับสูญ
แต่โศกเศร้าเราเสริมขึ้นเพิ่มพูน         ไม่ดับสูญไปบ้างเหมือนอย่างเดือน
ไม่ได้ชมโฉมศรีไม่มีสุข                จะเปรียบทุกข์ดังอะไรก็ไม่เหมือน
ถึงจะมีข้าวสองสักห้องเรือน            ไม่ชื่นเหมือนคนรักสักราตรี
เดือนสิบสองล่องลอยกระทงหลวง     ชนทั้งปวงลอยตามอร่ามแสง
ดอกไม้ไฟโชติช่วงเป็นดวงแดง        ทั้งพลุแสงตึงตังดังสะท้าน
เสียงนกบินพราดพรวดกวดอ้ายตื้อ     เสียงหวอหวือเฮฮาอยู่ฉ่าฉาน
ล้วนผู้คนล้นหลามตามสะพาน        อลหม่านนาวาในสาคร

บรรยายให้เกิดเป็นภาพพจน์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้นายมียังได้แต่งนิราศเป็นกลอน    เรียกว่านิราศสุพรรณ แต่การแต่งแปลกกับนักกวีคนอื่น คือ เมื่อพบเห็นอะไร ก็แสดงออกในเรื่องความรักของตนต่อผู้หญิงที่
ตนจาก

แต่นายมีกลับทำสิ่งที่พบเห็นมาผูกเป็นกลอนสอนใจคน และมีอีกเรื่องหนึ่งที่นายมีแต่ง คือ นิราศถลาง ซึ่งเป็นวรรณคดีนิราศที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง

อิศริญาณภาษิต
ผู้แต่ง คือ หม่อมเจ้าอิศริญาณ ทรงนิพนธ์ด้วยความน้อยพระทัยที่รัชกาลที่ ๔ หาว่าบ้า พระภิกษุหม่อมเจ้าอิศริญาณ    จึงทรงนิพนธ์ระบายความน้อยพระทัย แสดงเป็นสุภาษิตสอนใจ ทั้งทางโลกทางธรรม มีโวหาร เผ็ดร้อนคมคาย และเหน็บแนมเอาไว้ นับว่าทรงนิพนธ์ได้ดี มีถ้อยคำไพเราะ มีสัมผัสดี ตัวอย่าง เช่น
คำเหน็บแนมด้วยความน้อยพระทัย
ของสิ่งใดเจ้าว่างามต้องตามเจ้า    ใครเลยเล่าจะไม่งามตามเสด็จ…
วาสนาไม่คู่เคียงเถียงท่านยาก     ถึงมีปากมีเสียงเปล่าเหมือนเต่าหอย

สุธนูคำฉันท์
ผู้แต่งคือพระพิพิธสาลี (พระยาอิศรานุภาพ อ้น) แต่งเป็นฉันท์

เป็นนิทานชาดก เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการแสดงฝีปาก และเป็นการเฉลิมพระเกียรติของกษัตริย์ มีสำนวนไพเราะ มีความหมายลึกซึ้ง และถูกต้องตามฉันทลักษณ์ คล้ายจะแข่งกับสมุทรโฆษคำฉันท์

เนื้อเรื่อง พระเจ้าพรหมทัต มีมเหสีชื่อนางเกศนี พระโพธิสัตว์ได้จุติลงมาเกิด และเจริญเติบโตจนได้ราชสมบัติ เสด็จเลียบพระนคร ม้าคู่บารมีชื่อมณีกักขะ ได้พาเหาะไปสู่ปราสาทนางจิระประภา และได้เป็นมเหสี มีกษัตริย์อื่นที่หมายจะชิงนาง ยกทัพมารบ พระองค์ก็ต่อสู้จนได้ชัยชนะ แล้วเดินทางกลับไปแวะพักที่เมืองยักษ์ ม้าถูกยักษ์จับไปทั้งสองพระองค์ต้องอาศัยเรือพานิชกลับพระนคร แต่เรือมากลางทางถูกพายุทำให้เรือแตก จึงทำให้พลัดกัน เมื่อนางจิระประภาขึ้นฝั่งได้ก็สร้างศาลาโรงทาน พระสุธนูไปได้นางอัญชวดี น้องสาวยักษ์เป็นมเหสี ต่อมาจึงได้ม้าคืน และได้พบกับนางจิระประภา จึงเดินทางกลับ และมีการกลับชาติตามแบบของชาดก

สำนวนไพเราะ เช่น
สมเด็จพระกฤษณยุพิน         วรราชกัญญายล
หยิบพุทราผลวิมล            ก็เสวยวโรชา
แล้วทอดผลาพิมลเม็ด         ผลยังวสุนทรา
หนึ่งนางดุรงคจรมา            บริภุญชเดนตาย
บัดนั้นก็ดลบวรสิน            ธนครรภ์อันทาย
พร้อมองค์พธูสมรหมาย        บ่ มิล่วงทิวาการ ฯ

พระสุธนคำฉันท์
พระพิพิธสาลี (อ้น) (พระยาอิสรานุภาพ) เป็นผู้แต่ง ลักษณะเป็นฉันท์และกาพยN

เป็นเรื่องชาดก เป็นการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และแต่งเพื่อความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์

เนื้อเรื่อง ได้จากปัญญาชาดก มีเรื่องว่า พระสุธนแห่งเมืองอุดรปัญจาล์เชี่ยวชาญทางศิลปศาสตร์ ปกครองบ้านเมืองให้รุ่งเรือง เพราะได้รับการอุปถัมภ์จากพญานาคชมภูจิตร

ท้าวนันทาธิราช แห่งปัญจาบุรีอิจฉาให้พราหมณ์ไปฆ่าพญานาค เพราะเห็นว่าบ้านเมืองของตนอดอยาก เกิดจากพญานาคตนนี้

นายพรานรู้จึงฆ่าพราหมณ์เสีย ด้วยอุบายกลของพญานาค พญานาคคิดตอบแทนนายพราน ต่อมานายพรานจับนางมโนห์ราได้ จึงนำไปถวายพระสุธน พระสุธนออกรบ ทางเมืองคิดจะฆ่านางมโนห์รา เพราะเห็นเป็นตัวกาลี นางมโนห์รารู้จะหนีกลับถิ่นของตน พระสุธนกลับมาไม่พบนางมโนห์รา จึงติดตามไปพบอุปสรรคนานาประการ ในที่สุดก็เดินทางไปถึงนางมโนห์ราแล้วพากลับมายังอุดรปัญจาล์ตามเดิม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ นางมโนห์รานั่นเอง

ตัวอย่างบทเทิดเกียรติกษัตริย์
กล่าวกลอนสนองราชธานี             ภักดีโดยมีมโน
กตัญญูญาณผดุงเดชพิภพจักพาฬ    มอบเป็นอุปการพระเกียรติไตรชาติตรี

ตอนบรรยายดอกไม้
สารภีภิรมย์ราย            ขจรจายประอวนอร
กลกลิ่นอนงค์นอน        วรนุชแนบใน
บุนนากอเนกนันต์        มลิวันจรุงใจ
พุดจีบจำปาไน            บุลบุษบงบาน

อุเทนคำฉันท์
พระยาอิสรานุภาพ (พระพิพิธสาลี) เป็นผู้แต่ง เอาเค้าโครงจากนิทานในอรรถกถาธรรมบท แต่งได้ปราณีตกว่าสุธนคำฉันท์ เป็นการถวายสดุดีพระมหากษัตริย์ที่ได้ช้างแก้วมาสู่บารมี

เมื่อแต่งเสร็จแล้ว ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และได้รับพระราชทานเงิน ๔ ชั่ง แต่งใช้ฉันท์มากกว่า ๒ เรื่อง ที่แต่งมาแล้ว

บางตอนเลียนแบบฉันท์เก่าๆ แต่ดัดแปลงใหม่ มีการเล่นอักษรไพเราะ มีโวหารดี เป็นตัวอย่างฉันท์ที่ดี

เนื้อเรื่อง ท้าวปรันตะประ ครองนครโกสัมพี วันหนึ่งได้พามเหสีทรงครรภ์เสด็จออกประพาส ถูกนกหัสดีจาร์โฉบเอาไป และได้ไปอาศัยฤาษีอยู่ จนกระทั่งคลอด โอรสชื่ออุเทน นางได้ฤาษีเป็นสามี
เมื่อพระอุเทน เรียนเวทมนตร์ บังคับช้างเสร็จแล้วก็คืนสู่โกสัมพี ได้ครองโกสัมพี และได้นางสามาวดี เป็นมเหสี

ต่อมาพระอุเทนลูกกษัตริย์แห่งอุชเชนี ทำอุบายใช้ช้างยนต์จับตัวไปได้สอนวิชาบังคับช้างให้

นางวาสุละทัตร ธิดาพระยาจันตประโชติ เกิดรักพระอุเทน จึงทำอุบายหนีกลับโกสัมพี

นางสามาวดีเคร่งในธรรม และบริจาคทานอยู่เสมอ แต่ก็ถูกนางคันฑิยพราหมณีแกล้งเอางูไปใส่ไว้ในพิณของพระอุเทนๆ คิดว่านางสามาวดีคิดฆ่า จึงแผลงศรไปประหาร แต่ไม่ตาย ภายหลังพระอุเทนจึงให้นางถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุได้ตามปรารถนา

ตัวอย่าง ถวายพระเกียรติ และนมัสการพระรัตนไตร
เบญจางค์วรางค์อภิวาท         ยติวันทกรรนุม
ด้วยกายวจีจิตประชุม            อภิปัตย์นมัสการ
โลเกศวสุนทรสยม            ภุวรุตมาจรรย์
เสร็จเถลิงสิงหาสน์วิมุตติมาร     วิชิตฉัตรชัย
บรรยายต้นไม้
เกตแก้วพิกุลกา        รณิกาสุกรมยม
เล็บนางอนงค์นม    สวรรค์สวัสดิ์สาวสวรรค์
ปริงปรางปรมปรุปริก     กรจับจิกขจรจันทร์
สลาสลับแสงพัน        พยอมโยธ กา กาญจน์

รอนรอนสุริยง วางแสงอัสดง ลับเหลี่ยมเมรุไกร
โขมดมายา โป่งป่าผีไพร กู่ก้องร้องไห้ ห้อยโหนโยนตัว

หลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์)
เป็นกวีเอกคนสำคัญคนหนึ่งในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ เกิดที่แพหน้าวัด
พนัญเชิง อยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นกำพร้าบิดามารดามาตั้งแต่เล็กๆ อยู่กับป้า และในกาลต่อมาได้เรียนหนังสือที่วัดสุทัศน์ ในสำนักพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) ได้เข้าศึกษาธรรมจนได้เปรียญ ๔ ประโยค เมื่อลาสิกขาเพศแล้ว ได้เข้ารับราชการในกรมอาลักษณ์ ในรัชกาลที่ ๔ ได้เป็น “หมื่นพากย์โวหาร” ในรัชกาลที่ ๕ ได้เป็นหลวงจักรปาณี ย้ายไปอยู่กรมลูกขุน

นิราศพระปฐม
หลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์) เป็นผู้แต่ง หลังจากลาสิกขาออกมาใหม่ๆ ลักษณะเป็นกลอนนิราศ วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นกุศลในการไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ และแผ่กุศลให้ผู้อ่าน และบรรยายความน้อยเนื้อต่ำใจในความอาภัพของตนเอง

เนื้อเรื่อง กล่าวถึงการเดินทางโดยทางเรือ ผ่านวัดสุทัศน์ คลองหลอดคลองบางกอกน้อย บางหว้า วัดชีปะขาว และตำบลอื่นๆ จนถึงนครปฐม

มีโวหารเผ็ดร้อน คมคายตามนิสัยของคนหนุ่ม ไม่เกรงใจใคร    ถืออารมณ์ของตนโดยระบายออกมาอย่างชัดแจ้ง

ตัวอย่าง เช่น
ศาสนาก็ดูเรียวแล้วเดี๋ยวนี้     กุมารีพจพรากจุกจากหัว
ดูคายคมหัวนมเท่าลูกบัว    พูดถึงผัวชอบใจกระไรเลย

เป็นการวิพากย์วิจารณ์ถึงสุภาพสตรี
ว่าเมียเขาเรารักทำควักค้อน     ขึ้นงิ้วอ่อนมือตีนปีนไม่ไหว
แม้สมัครรักเราไม่เป็นไร        จะปีนได้ทุกวันไม่ครั่นคร้าม
ด้วยหนามงิ้วเดี๋ยวนี้มีไม่มาก    เขาคอยถากอยู่ทุกวันอย่าหวั่นหวาม
จะทำบุญด้วยขวานตระหง่านงาม ไปถากหนามงิ้วบาดให้ขาดระยำ

เป็นคารมประชดประชันถึงเรืองมีชู้ คารมเผ็ดร้อน ยังมีบทที่น่ากลัวว่า
ดึกสงัดเงียบงอมทุกหย่อมหญ้า     โขมดป่าโหยหวนครวญกระหึ่ม
เห็นเงาไม้ดำดำดูคร้ำครึ้ม        เสียงพึมพำน่ากลัวขนหัวชัน
นกตื้อทื้อทั้งทูตมันพูดผิด        เสียงพี่ทิดกีทีไม่ขวัญ
ทั้งเค้าคู่กู่ก่นตะโกนกัน        ให้หวั่นหวาดกมลให้ขนพอง

แสดงถึงโวหารของคนหนุ่ม    มีลีลาโลดโผน อารมณ์ร้อน แม้กระนั้นก็ดี ยังมองเห็นทำให้เกิดภาพพจน์ได้อย่างชัดแจ้งน่าชมเชย

นิราศพระปถวี
พระมหาฤกษ์ (หลวงจักรปาณี) แต่งเป็นกลอนนิราศไปไหว้พระฉาย

เล่าเรื่องการเดินทางไปนมัสการพระฉาย มาทางเรือกับบ่าว ๓ คน และคนแก่ ๑ คน ผ่านดอนเมือง บางปะอิน คลองตะเคียน แควป่าสัก บ้านเสื่อ บ้านอรัญญิก ให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ เช่น มาถึงอรัญญิก ซึ่งเป็นดินแดนตีเหล็กทำมีดดาบ

“เบนพวกลาวชาวลิลัยมิใช่เจ๊ก     แต่ตีเหล็กเหลือสนุกเสียงกรุกกริก ผู้หญิงลาวสาวใหญ่ทำไพล่พลิก     ดูตุกติกเต่งตั้งอลั่งงาม”

รู้สึกสำนวนกลอนเรียบร้อยขึ้น ไม่ใช้อารมณ์ เพราะแต่งตอนอายุมากแล้ว มีลูกศิษย์มาก ต้องระมัดระวัง ถ้อยคำมีลีลาไพเราะน่าฟัง
โดยที่พระมหาฤกษ์เป็นชาวอยุธยา    เมื่อถึงวัดพนัญเชิงย่อมจะแวะจอดเรือเยี่ยมญาติพี่น้อง เช่น
“เที่ยวเยี่ยมเยือนญาติสหายเบนหลายวัน…”

มีการบรรยายตอนแก้ผ้าที่เรือผ่านบ้านลาว เข้าใจว่าเป็นพวกลาวที่ตกเป็นเชลย ว่า
เห็นหญิงลาวสาวแก่เขาแก้ผ้า     เมื่อเวลาอาบนํ้านั้นทำขัน
พอถกแผลวแววไว้ดูไม่ทัน        ผ้านุ่งนั้นเหนี่ยวขึ้นหัวแต่ตัวเปลือย
ยามจะขึ้นหยิบผืนผ้าสรวมหัว    สอดถึงตัวเต็มผืนลุกยืนเรื่อย
พวกเรือเราเขาเขม้นไม่เห็นเฟือย     เขาทำเฉื่อยเฉยไปจนใจจริง

บรรยายตอนนมัสการพระฉายว่า
ถึงเงื้อมเขาเข้าชลาตรงหน้าพระ        สาธุสะมิได้เสื่อมที่เลื่อมใส
น้อมประนมชมพระฉายพรายประไพ     อยู่ที่ในเงื้อมผายอดคีรี
พระสันฐานสูงประมาณหกศอกนะ     เป็นแปดศอกทั้งพระรัศมี
ก็สมควรส่วนมาในบาลี            ดูเหมือนที่อุ้มบาตรทรงยาตรา
ตามพระองค์ดุจทรงกาสาวพัสตร์    พระบาทหยัดเหยียบยืนกับพื้นผา
เขาปิดทองผ่องทับแทบลับตา    แต่พระชาณุชงฆ์นับลงไป

นิราศทวาราวดี
แต่งโดยหลวงจักรปาณี ลักษณะเป็นกลอนนิราศ แต่งเพื่อความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

มหาฤกษ์ได้แต่งเล่าถึงการไปรับป้า ซึ่งป่วยอยู่ที่กรุงเก่า ไปโดยเรือจ้าง มีเด็กแจวไป ๒ คน ผ่านตำบลต่างๆ เช่น บ้านดอกไม้ บ้านปูน สามโคก วัดเชิงท่า มีสำนวนโวหารดี แต่งได้เรียบร้อยดีขึ้น บรรยายอย่างตรงไปตรงมา มีคติเตือนใจ

ตัวอย่างเตือนใจทางคติธรรม
ถึงบ้านงิ้วหิวจิตให้คิดขาม             เห็นแต่หนามเข้าประเดี๋ยวยังเสียวอก
ให้พรั่นใจไหวหวิวงิ้วนรก             แมนไปตกแล้วหนามคงตำตีน
เพราะรูปาวจรหล่อนทำเข็ญ         ใครเกิดเป็นบุรุษวิสุทธิ์ศีล
เห็นสาวสาวเข้าไม่ได้เหมือนใจจีน     จะพ้นปีนงิ้วนี้สักกี่คน

คติสอนใจในความรัก
เมื่อแรกรักน้ำผักก็ว่าหวาน         ครั้นเนิ่นนานน้ำอ้อยก็กร่อยขม
เหมือนคำหวานพาลนักมักเป็นลม แต่เขาชมกันว่าดีนี่กระไร
บอระเพ็ดนั้นเป็นยารักษาโรค    แต่ว่าโลกเขาว่าขมหาชมไม่
เหมือนคนชั่วพูดจาประสาใจ    ไม่มีใครชมปากมีอยากกิน

รำพึงถึงความรัก
หวนคะนึงถึงอนงค์เมื่อสงกรานต์     เคยพบพานโฉมเฉลาที่เขาทอง
ชวนเข้าถํ้าคลำพุ่มปทุมทิพย์        พลางกระซิบมิให้นางแม่หมางหมอง
มาจากชื่นคืนคํ่าให้ตรำตรอง    แลดูท้องฟ้าเกลื่อนด้วยเดือนดาว

บทกลอนบางบท เป็นที่ติดอกติดใจผู้อ่าน และจำได้มาก ดังเช่น เมื่อแรกรักน้ำผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนานน้ำอ้อยก็กร่อยขม…

นิราศลอนดอน
แต่งโดย หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา
หม่อมราโชทัยนี้ เป็นบุตรของหม่อมเจ้าชอุ่ม ในเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๗ ได้รับการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นล่ามไปกับคณะราชทูตที่ไป อังกฤษ เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางวิคตอเรีย ใน พ.ศ. ๒๔๐๐ ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “หม่อมราโชทัย” ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ วรรณคดีเรื่องนี้หมอบรัดเลย์ ได้ซื้อกรรมสิทธิ์ไป จัดพิมพ์จำหน่ายในราคา ๔๐๐ บาท

นิราศลอนดอนนี้เป็นกลอนเพลง ทำนองนิราศ ได้บันทึกการเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ถึงลอนดอนประเทศอังกฤษ ได้บรรยายถึงสิ่งที่พบเห็น เกี่ยวกับความรู้ เรื่องราวแปลกๆ ไว้น่าอ่านทีเดียว ใช้ถ้อยคำง่ายๆ ภาษาง่ายๆ ให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจ นับว่าเป็นวรรณคดีที่ดีเด่นเรื่องหนึ่ง มีสำนวนกลอนดีเด่นพอๆ กับสุนทรภู่ และนายมี สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิจารณ์ว่า เป็นกลอนนิราศที่แต่งได้เกลี้ยงเกลา รื่นด้วยสัมผัสเข้าใจง่าย มีกระบวนการพรรณนาละเอียดละออ

ควรจะกล่าวได้ว่า การกล่าวถึงเรื่องราวและสถานที่ซึ่งไม่เคยพบเห็นในเมืองไทยนั้น เป็นเรื่องลำบาก เพราะไม่ว่าอะไรเป็นมาอย่างไร    แต่ผู้แต่งก็สามารถบรรยายได้อย่างถูกต้อง นับว่าเป็นบุคคลที่เป็นอัจฉริยะ
ผู้หนึ่ง

เช่นเกี่ยวกับรถไฟ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ๆ
..ซึ่งเรียกหาปรากฏว่ารถไฟ         ใช้เป็นไฟทุกรถหมดด้วยกัน
อันเดียวใส่ไฟประจำไว้นำหน้า     ผูกรัดถาต่อล้วนล้อหัน
ถึงยี่สิบเศษได้ยังไวครัน        แรงขยันเหลือล้นพ้นกำลัง

เกี่ยวกับการใช้ไฟแก๊ส
ไฟที่นามตามอังกฤษร้องเรียกแก๊ส ดูแจ่มแจ๊ดกระจ่างสว่างศรี ประหลาดจิตคิดทำล้ำอัคคี         ไม่ต้องมีด้ายใส่ไส้น้ำมัน
เป็นแต่หลอดขึ้นไปไฟก็ติด         แปลกชนิดธรรมดาวิชาขยัน
เมื่อจะให้ไฟดับจับสำคัญ         ที่ควงขับปิดขวับพออับลม
เปลวอัคคีสีแสงที่แดงช่วง         ก็ดับดวงดังจำนงประสงค์สม
อันไฟแก๊สเมืองอังกฤษติดอุดม     ทุกนิคมใช้การในบ้านเรือน

นี่ก็เป็นความรู้ชนิดหนึ่งว่า สมัยนั้นอังกฤษใช้ไฟแก๊สกันตามบ้านเรือน ไฟฟ้าคงจะยังไม่มี หรือมีก็อยู่ในวงจำกัด

ความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์
อันรูปหนังดูงามตามวิสัย         เมื่อแลไปคล้ายคนชอบกลหนา
มีเรือนบ้านร้านตลาดดาษดา     บรรพตาต้นไม้ล้วนใหญ่ครัน
ที่จะเปลี่ยนตัวหนังคอยนั่งพิศ     ไม่แจ้งจิตหลากลํ้าทำขันขัน
ตัวนี้หายกลายเป็นตัวนั้น        ช่างเปลี่ยนกันแยบยลพ้นความคิด

เรื่องการค้า
ถ้าเงินทองเพียงสองสามร้อยชั่ง     อย่าคิดหวังว่าจะสร้างซึ่งห้างหอ
ต้องเช่าตึกเขาอาศัยคับใจคอ     ยังงอนหง่อเงียบฮือไม่ฤานาม

นิราศลอนดอน จึงเป็นนิราศเกี่ยวกับความรู้ในสมัยนั้น เป็นต้นว่า พูดถึงสวนสัตว์ อุโมงค์ใต้น้ำ เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินี และผ่านเมืองต่างๆ บรรยายสิ่งที่พบเห็นไว้โดยละเอียด มีโวหารไพเราะ สำนวนกลอนกล่าว กันว่ามีความไพเราะเท่าสุนทรภู่ และนายมี

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระเด่นลันได
(พ.ศ.๒๓๖๗-พ.ศ.๒๓๙๓)
ในรัชกาลนี้ ความเจริญของวรรณคดีไทย ก็สืบต่อมาจากรัชกาลที่ ๒ มีกวีหลายท่านที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๒ คงฝากพลงานเอาไว้เช่น สุนทรภู่ เป็นต้น

ในรัชกาลนี้ ได้มีการพิมพ์หนังสือเกิดขึ้น ผู้ริเริ่มพิมพ์อักษรไทยเป็นคนแรก เป็นชาวอังกฤษชื่อ ร้อยเอก เจมส์โล ได้คิดหล่อตัวอักษรไทยขึ้นที่เบงกอล พ.ศ. ๒๓๗๑ พิมพ์ไวยากรณ์ไทยให้ฝรั่งเรียน ต่อมาพวก มิชชันนารีเห็นเข้า ก็สั่งพิมพ์หนังสือสอนศาสนา เพื่อส่งมาแจกที่กรุงเทพ ฯ ใน พ.ศ. ๒๓๗๘ และได้นำเอาโรงพิมพ์มาตั้งในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๘๐ หมอบรัดเล ก็ได้ตั้งโรงพิมพ์อีกแห่งหนึ่ง

การพิมพ์ส่วนมากพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับศาสนาและเอกสารทางราชการ ซึ่งหมอบรัดเลพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๒ คือ ประกาศห้ามสูบฝิ่น

ในรัชกาลที่ ๓ นี้ ได้มีการประชุมจารึกวัดพระเชตุพน ฯ เริ่มใน พ.ศ. ๒๓๔๗ โดยพระองค์จะให้ถือเป็นแหล่งรวมวิชา มีภาพเขียนบนฝาผนัง รูปปั้น ความรู้ใดที่เห็นว่ามีประโยชน์ก็ทรงโปรดให้จารึก บนฝาผนัง เอา ไว้ เช่น วิชาทางศาสนา วรรณคดี ประเพณี ตำรายา ตำราหมอ เช่นตำราหมอนวด ก็มีภาพเขียนท่าประกอบเช่นท่าฤาษีดัดตนอันจะเป็นประโยชน์แก่อนุชน คนรุ่นหลัง

เสภาขุนช้างขุนแผนในรัชกาลที่ ๓
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ มี ๒ ตอนคือ ตอนขุนช้างขอนางพิม และตอนขุนช้างตามนางวันทอง เช่น
ขุนช้างตกลงต้ำผลุง             หลังกุ้งวิ่งตรงเข้าดงหนาม
เกี่ยวเนื้อปอกไปเลือดไหลทราม     อารามกลัวฺมุดไปไม่หยุดเลย
เถาวัลย์พันขาดลงดิ้นแด่ว         กูติดบ่วงเข้าแล้วปลดทีเหวย
อ้ายย่าโม่ทิ้งกูไม่อยู่เลย         อกเอ๋ยหมดท่าเข้าตาจน

โคลงปราบดาภิเษก
รัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์    โดยทรงบรรยายพิธีปราบดาภิเษกของสมเด็จพระราชบิดา    ที่ทรงปราบกบฏเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตได้สำเร็จ    และสดุดีพระเกียรติสมเด็จพระราชบิดาด้วย

ลักษณะ เป็นร่ายสุภาพ ๑ บท    เป็นโคลงสี่สุภาพ ๑๕๘ บท ลงท้ายด้วยร่ายสุภาพ

เนื้อเรื่อง กล่าวถึงขนบธรรมเนียม ราชประเพณีสำหรับกษัตริย์ในการขึ้นครองราชสมบัติ โดยการปราบดาภิเษก เป็นต้นว่า ราชพิธีจัดขบวนถวายเครื่องเบ็ญจราชกกุธภัณฑ์ การเลียบเมือง ตัวอย่าง
ราชวัติฉัตรเจ็ดชั้น        เบญจรงค์
ล้อมราชมณเฑียรทรง        เทริดเกล้า
จักรพรรดิบรรยงก์        พิมานมาศ
เฉลิมนิเวศน์วังเจ้า        แผ่นหล้าอภิรมย์

กรงศรีอยุธเยสลํ้า        เลอสวรรค์
ปานอมรแมนสรร        เสกสร้าง
แสนสนุกเทียบทัน        ทิพย์โลก แลเฮย
ทุกเทศยอยศอ้าง        อ่อนเกล้าถวายกร

มีถ้อยคำไพเราะ เทียบเท่ากับโวหารของกวีมีชื่อในสมัยนั้น นับว่าพระองค์ทรงเป็นนักกวีที่ทรงรอบรู้ เฉลียวฉลาด เลือกสรรค์ถ้อยคำให้ถูกต้องตามแบบฉบับ อันจะเป็นตัวอย่างของอนุชนรุ่นหลังที่จะถือเป็นแบบฉบับต่อไป

สังข์ศิลป์ชัย
ทรงพระราชนิพนธ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นบทกลอนละคร    เพื่อใช้ ในการแสดงละครในสมัยนั้น ให้ความไพเราะ สนุกสนาน ใช้เล่นละครนอกได้ดีเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ยาวที่สุดของพระองค์

จับตอน สังข์ศิลป์ชัยตกเหว และท้าวเสนากุฎเข้าเมือง

เรื่องย่อว่า พระสังข์ศิลป์ชัยพานางเกสรสุมณฑา และนางศรีสุพรรณกลับเมืองปัญจาล์ ถูกหกกุมารผลักตกเหว ทำให้สองนางเศร้าโศกเสียใจ ใช้สไบและช้องผมเสี่ยงทาย แล้วหกกุมารพาไปยังเมืองกราบทูลพระราชบิดาเป็นความเท็จว่า เป็นผู้พานางเกสรสุมณฑา และนางศรีสุพรรณกลับมาได้

ครั้นกาลต่อมา นางทั้งสองได้ของเสี่ยงทายกลับคืน จึงแน่ใจว่าพระสังข์ศิลป์ชัยไม่ตายแน่ จึงขอให้ท้าวเสนากุฎไปตามพระสังข์ศิลป์ชัย และได้พบพระสังข์ศิลป์ชัย เพราะพระอินทร์ช่วยชีวิตไว้ และได้พบนางปทุม และไกรสร กับสิงหราด้วย

นางเกสรสุมณฑา และนางปทุม ได้แนะนำทั้งสองใหัรู้จักกัน และคืนดีกัน ต่อมาพระอินทร์เนรมิตเมืองไว้ต้อนรับ มีการประลองศร พิสูจน์ความบริสุทธิ์ และตอนสุดท้าย ด้วยความผิดของหกกุมาร จึงตกเป็น ข้าของพระสังข์ศิลป์ชัย

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า คล้ายกับ ขุนช้างขุนแผนที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ตัวอย่าง
ถึงท้องตลาดใหญ่ใกล้วัง         เห็นนางนั่งเรียงรายทั้งซ้ายขวา
รูปโฉมโนมพรรณเพียงขวัญตา     พิศผ้านุ่งห่มก็สมตัว
ขายล้วนแก้วแหวนเงินทอง        สิ่งของอย่างดีไม่มีชั่ว
เห็นรูปเขางามงามให้คร้ามกลัว     ก้มตัวดำเนิน เดินไป
เพลงยาวในรัชกาลที่ ๓
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ ตอนที่ดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น และหลังจากครองราชสมบัติก็ดี

ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นกลอนเพลงยาว มี ๒ ชนิดคือ เพลงยาวสังวาส เนื้อเรื่องเป็นทำนองสังวาส มี ๖ บท บทที่ ๗ เป็นเพลงยาวปลงสังขาร พระราชนิพนธ์ตอนปลายรัชกาล

เพลงยาวปลงสังขาร
นิจจาเอ๋ยกระไรเลยโอ้เบญจขันธ์     จะผูกพัน ตราตรึงไปถึงไหน
ยามนอนก็ได้นอนสักอึดใจ         ควรหรือไม่เห็นว่าขันธ์นั้นไม่ดี
ยังจะหลงหมักหมมด้วยสมบัติ     ไม่หลีกละสละสลัดเอาตัวหนี
อันญาติมิตรสนิทต่อหน้าทั้งตาปี     จะยินดีก็แต่ได้สมใจนึก

นอกจากนี้    พระองค์ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวจารึกไว้ที่วัดเชตุพน ชื่อว่า กลบทหงส์คาบพวงแก้ว ว่า

ได้ยลน้องนวลพักตร์พักตร์ผ่องผิว
เจ้างามโฉมโฉมชื่นจิตจิตเจียนปลิว     ดูดั่งลิ่วลิ่วลอยเลื่อนเลื่อนลงดิน
จะหาไหนไหนจะเหมือนเหมือนโฉมสมร จริตงองอนงามเฉิดเฉิดโฉมฉิน
มารยาทยาตรเยื้องอย่างย่างกินริน     พี่แดดิ้นโดยรักรักรึงใจ

กลบทดอกไม้พวง
อ่อกระนี้ดอกฤาชายไม่ขายหน้า         อ่อกระนี้ดอกฤากลัว
สัญญาได้
อ่อกระนี้ดอกฤาสัตย์สะบัดไป        อ่อกระนี้ดอกฤาใจช่างไม่คิด
เสนาะเหลือเมื่อยามรักอักษรสาร         เสนาะเหลือเมื่อยามหวานละหวานสนิท
เสนาะเหลือเมื่อยามชังไม่หวังมิตร     เสนาะเหลือเมื่อยามจิตจะผิดกัน

สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร
โคลงโลกนิติ
เป็นสุภาษิตโบราณ มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีทั้งที่มาจากบาลี และสันสกฤต คัมภีร์และคาถาต่างๆ ซึ่งแปลเป็นโคลง มีภาษามคธ กำกับข้างต้น ได้มีการชำระโดย สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร ในรัชกาลที่ ๓ เป็นคำโคลงให้ความรู้ และมีคติสอนใจ เช่น
มดแดงแมลงป่องไว้         พิศม์หาง
งูจะเข็มพิศม์วาง            แห่งเขี้ยว
นรชนทั่วสรรพางค์        พิศม์อยู่
เพราะประพฤติมันเกี้ยว    เกี่ยงร้ายแกมดี

ความรู้เรียนเมื่อน้อย        หนังสือ
ค่อยสมรรถจึงหัดปรือ        โล่ห์ตั้ง
รู้แล้วเลิศอย่าถือ            ตนถ่อม เถิดพ่อ
บุญจัดให้ใครรั้ง            เริ่มรู้เป็นเอง

โคลงกระทู้
ตา มัวมืดคู่เข้า            คหา
บอด บ่ ทราบสุริยา        ย่ำฆ้อง
ได้ สบสิ่งเสริมตา        จักใส่
แว่น แต่หยิบจ้องจ้อง         จับแล้วเวียนวาง

ทรงชำระให้ดีกว่าเดิม
ผจญคนโกรธด้วย        ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี            ต่อตั้ง
ผจญหมู่โลภจงมิ            ทรัพย์เผื่อ อวยนา
ผจญอสัตย์จงตั้ง            ต่อด้วยสัตยา
(ของเก่า)

ผจญคนมักโกรธด้วย        ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี            ต่อตั้ง
ผจญคนจิตโลภมี        ทรัพย์เผื่อ แผ่นา
ผจญอสัตย์ให้ยั้ง            หยุดด้วยสัตยา
(ทรงปรับปรุงใหม่)

สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดา นิ่ม พระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าชายมั่ง” เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๕ ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ มีพระนามในพระสุพรรณมัฎว่า “กรมหมื่นเดชาดิศร”
ได้เลื่อนเป็น “กรมขุนเดชาดิสร” ในรัชกาลที่ ๒ ใน รัชกาลที่ ๔ เป็นกรมพระยาเดชาดิศร ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๒ ทรงเป็นต้นสกุลเดชาติวงศ์ ณ อยุธยา

นอกจากนี้    พระองค์ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงนิราศ เสด็จไปทัพเวียงจันทร์ ครั้งรัชกาลที่ ๓ อีกด้วย

กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
ทรงเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาปราง พระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าน่วม” ได้รับพระนามในสุพรรณมัฎ เป็นเจ้าต่างกรมเป็น “กรมหลวงวงษาธิราชสนิท” ทรง ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๑ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ ทรงเป็นต้นสกุล สนิทวงศ์

นิราชพระประฐม
ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๗ เมื่อนิพนธ์เสร็จแล้ว ได้ทรงให้อาจารย์คือ สมเด็จพระปรมานุชิตทรงแก้ไข

เพื่อบันทึกเรื่องราว ในการเสด็จไปนมัสการ พระประฐม พระประโทน ที่นครปฐม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๗

เป็นนิราศโคลงสี่สุภาพ ใช้ถ้อยคำสละสลวย มีการเปรียบเทียบ บางบทเล่นตัวอักษรน่าฟังว่า
โมงเมียงแมกม่วงไม้         มองเมีย
ยางเหยียบยอดยางเยีย    ยาตรเยื้อง
คลิ้งโคลงคว่ำเคล้าเคลีย    คลอคล่อ
แอ่นแอ่นอกแอบเอื้อง        ออกเอี้ยงอึงอล

โคลงที่ถูกต้องฉันทลักษณ์ที่สุดได้แก่
คำนึงนุชอยู่รั้ง            แรมวัง
จักชื่อสนิทเนาหลัง        ห่อนรู้
ยังคงก่อสัจจัง            จริงแน่ ไฉนนา
ฤาแม่หลงลมชู้            ชื่นแล้วลืมเรียม

โคลงจินดามณี
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ ลักษณะโคลงสี่สุภาพรวม ๓๙ บท โคลงสี่สุภาพกระทู้ ๓๕ บท และเป็นกาพย์ สุรางคนางค์ ๕ บท

ทรงนิพนธ์ เพื่อให้เป็นหนังสือบทเรียน เป็นการสอนจริยาวัตร ซึ่งพระราชโอรสทุกพระองค์ในเวลาเดียวกันด้วย มีคติธรรม คำสอนอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเพื่อเป็นการเสริมพระเกียรติของกษัตริย์

ขึ้นต้นด้วยการสดุดีพระมหากษัตริย์ ชมบ้านเมือง มีบทคำสอน    บอกชื่อผู้แต่งและชื่ออาจารย์ผู้แต่งอีกด้วย เช่น

โคลงกระทู้สั่งสอน
อย่าฉ้อหลวง         ล่วงล้วง        ลักบัง
ให้ขาด             ราชทรัพย์คลัง     ท่านให้
อย่าฉ้อราช         ราษฎรหวัง        ประโยชน์แก่ตนแฮ
ให้ขุ่น             ข้นจนได้        ยากแค้นขายตัว
ชมปราสาทราชวัง
ปราสาทสูงเทริดฟ้า        สู่โพยม
จรูญรัตน์จำรัสโสม        สุกแพร้ว
พ่างไพชยนต์ประโลม        จิตโลก เล็งเฮย
สิงหาศน์มาศกอบแก้ว        ก่องหล้าเลอสวรรค์

นับว่าให้ความไพเราะ และเป็นคติเตือนใจได้เป็น
อย่างดี

กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
ทรงประสูติเมื่อ พ ศ. ๒๓๓๓ ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับเจ้าจอมมารดาจุ้ย ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงผนวชเมื่อพระชนมายุ ได้ ๑๒ ชันษา และได้อยู่ในสมณเพศตลอดจนสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ ศ. ๒๓๙๖

พระองค์เป็นผู้เชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์ ภาษาบาลี สันสกฤต วรรณคดี ราชนิติศาสตร์ และโหราศาสตร์

ลิลิตตะเลงพ่าย
เป็นเรื่องราว ทางประวัติศาสตร์ไทย ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระนเรศวร ที่มีชัยต่อพระมหาอุปราชแห่งประเทศพม่าในการชนช้าง

กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์เป็น ลิลิตสุภาพ เพื่อเทอดพระเกียรติของสมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถ

ได้รับการยกย่องว่าดีเสมอกับลิลิตญวนพ่าย ลิลิตพระลอ แม้เรื่องราวจะเกี่ยวกับสงคราม แต่ด้วยโวหาร และความสามารถของผู้นิพนธ์ ทำให้เกิดรสในวรรณคดีอย่างมาก ไพเราะน่าอ่าน ให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ ในด้านอักษรศาสตร์ ชื่อนก ชื่อไม้ อาวุธ และตำราพิชัยสงคราม ใช้ถ้อยคำกระทัดรัดมีความหมาย เช่น

ชมนก
กระเต็นกระตั้วตื่น        แตกคน
ยูงย่องยอดยูงยล        โยกย้าย
นกเปล้านกปลีปน        ปลอมแปลก กันนา
คลํ่าคลํ่าคลิ้งโคลงคล้าย    คู่เคล้าคลอเคลีย

นางนวลนึกนิ่มน้อง        นวลปราง
จากพรากพรากจากนาง    หนึ่งนั้น
พิราบพิลาปคราง        ครวญแข่ง ข้าฤา
บัวว่าบัวนุชปั้น            อกน้องเรียมถนอม

ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ไว้ ๑๓ กัณฑ์

ลักษณะ เป็นร่ายยาวปนภาษาบาลี ทรงนิพนธ์ เพื่อเทศน์สั่งสอนประชาชน    แทรกขนบประเพณีไทย สุภาษิต มีความไพเราะมาก เช่น

คติเตือนใจ
จะมารักเหากว่าผม         จะมารักลมกว่าน้ำ
จะมารักถ้ำกว่าเรือน        จะมารักเดือนยิ่งกว่าตะวัน

พรรณนาไม้
ยังรุกขชาติที่ชายเชิงเขาเป็นคันเขต     กอรปด้วยเบญจโกฏฐ์เกตกรรณิการ์แกมกับพุดดง  กุหลาบลุลีแลกาหลงกุหลาบล้วน
ลำดวนดอกดูสล้าง ทั้งแคฝอยแลอ้อยช้างชูช่อ เป็นชั้นๆ ประกวดกันทุกก้านกิ่ง โน่นก็บุนนาค กากะทิง กระถิน ทั้งกระทุ่มแลทองกวาว เหล่าทองหลางล้วนมะเกลือกลุ่ม ประคำไก่แลแก้วกุ่มมะรุมรัก ราชพฤกษ์ สะพรั่งดอกดูดาษตา..”

พรรณนานก
ทั้งดุเหว่าเขากู่ก็คูขัน             บ้างก็หกหันโหนห้อยเห็นแต่ตัว
บ้างก็เป็นสีหมึกมัวหมอกหม่น     บ้างก็แดงดำดูขำขนสลับสี
ทั้งสัตวาโนรีร้องระงมดง        เหล่าสกุณชาติหงส์เห็นวิเศษ
หมู่สกุณเมยุเรศรำแพนหาง         เหล่าคณายางเยื้องย่อง
กระเรียนร้องก้องกังวานไพร     สาลิกาจับไม้แล้วเมียงมอง

ได้อ่านและได้ฟังทำให้เกิดภาพพจน์ มีการพรรณนาโวหารอย่างยอดเยี่ยม เพราะความมีสติปัญญาของพระองค์ สมกับที่พระองค์เป็นกวีเอกผู้หนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์

ปฐมสมโพธิกาถา
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ ได้รับคำยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของร้อยแก้วเชิงพรรณนาที่ไพเราะอย่างยิ่ง ทรงพระนิพนธ์ถวายรัชกาลที่ ๓ ที่ได้อาราธนาไว้

เนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราว ทางพุทธประวัติ โดยพิสดารเริ่มตั้งแต่การวิวาห์มงคลของพระเจ้าสุทโธทนะ จนถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพาน    และอันตรธาร ๕ ประการ รวม ๒๘ ปริจเฉท

ประโยชน์ ได้รับความรู้ในด้านพุทธศาสนาอย่างละเอียด

ได้ประโยชน์ในด้านอักษรศาสตร์ มีคำสนธิและสมาส นิพนธ์ไว้สละสลวยมาก ใช้สำนวนโวหารสูง เป็นประโยชน์ในด้านวรรณคดี
ตัวอย่างเช่น การพรรณนาถึงความงามของพระนางศิริมหามายาว่า

พระบรมโอษฐ แห่งพระสิริมหามายาราชบุตรี มีพรรณอันแดงดุจสีผลมะพลับทองอันสุกสด และพระทนต์ก็งามปรากฏ กลระเบียบวิเชียรรัตนประภัสรโวหาร ทั้งได้สดับพระสุรศัพท์สำนวนมธุรสารเสนาะ ดุจสำเนียงแห่งท้าวมหาพรหมอันเพราะพร้อมไปด้วยองค์ ๘ ประการ มีดังนั้น กรวิโกวิย เปรียบปานประดุจเสียงสกุณการเวก และเสียงขันแห่งสกุณกินรี อันไพเราะเป็นปิยกถาบริบูรณ์ด้วยลักษณะ

เรื่องปฐมสมโพธิ มีกวีแต่งกันอย่างแพร่หลาย แต่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์นี้ มีทั้งคติทั้งทางมหายาน และคติทางหินยาน คำศัพท์ที่ใช้ส่วนมาก เป็นศัพท์บาลี จึงให้คุณค่าในด้านอักษรศาสตร์มาก

กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
สมเด็จกรมพระปรมานุชิต ทรงนิพนธ์ เป็นสุภาษิตสั้นๆ สอนหญิงที่พึงปฏิบัติต่อสามี ใช้ภาษาง่ายๆ มีคนจำได้มาก ลักษณะเป็นฉันท์และกาพย์

เนื้อเรื่อง นางกฤษณาและนางจิรประภา สองพี่น้องเป็นธิดาท้าวพรหมทัต เมืองพาราณสี ได้เลือกคู่

กฤษณาเลือกสวามีได้ ๕ องค์ และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ส่วนจิรประภามีสวามีองค์เดียวอยู่ด้วยกันไม่มีความสุข นางกฤษณาจึงสั่งสอนน้อง ให้ปฏิบัติสามีให้ถูกต้อง ในที่สุดก็อยู่กันอย่างมีความสุข
ตัวอย่าง คำสอนเปรียบเทียบ
พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง    สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย     มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี    ประดับไว้ในโลกา

มีคนจดจำได้มาก มีลักษณะคล้ายสุภาษิตของสุนทรภู่
ตัวอย่าง คำสอนปฏิบัติสามี
ตื่นก่อนเมื่อนอนหลัง         นั่งเฝ้าฟังบรรหารแสดง
ตรัสใช้รไวรแวง            ระวังศัพท์รับสั่งสาร

สรรพสิทธิคำฉันท์
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์เป็นคำฉันท์ คือ ฉันท์ปนกับกาพย์ เพื่อสนองคุณพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นแบบฉบับในการแต่งฉันท์ด้วย

พระสรรพสิทธิ์ เป็นพระโพธิสัตว์แห่งเมืองอลิกนคร มีความชำนาญในการถอดหัวใจ มีความสามารถ ทำให้นางสุพรรณโสภาแห่งนครคีรีพัชระพูดด้วย โดยอาศัยการเล่านิทาน ๔ เรื่องให้ฟัง จึงได้อภิเษกกับนาง ต่อมาได้ครองทั้งเมืองอลิกนครและเมืองคีรีพัชระ

บทละครเรื่อง ระเด่นลันได
พระมหามนตรี (ทรัพย์) เป็นผู้แต่ง พระมหามนตรีผู้นี้เป็นนักเลงกลอนในสมัยรัชกาลที่ ๓

มีลักษณะเป็นกลอนบทละคร แต่ไม่มีเพลงหน้าพากย์กำหนดไว้

เนื้อเรื่อง ระเด่นล่นไดมีอาชีพขอทาน ได้ไปขอทานถึงบ้านท้าวประดู่ นางประแดะได้ให้อาหารเป็นทาน เกิดมีความพอใจในระเด่นลันได ท้าวประดู่นี้มีอาชีพเลี้ยงวัว พอท้าวประดู่กลับมา รู้ว่านางประแดะให้ทานแก่ ระเด่นลันไดก็โกรธ เข้าทุบตี

ในคืนนั้น ระเด่นลันไดก็เข้าหานางประแดะ แต่ไปคลำถูกขาท้าวประดู่ เรื่องลับก็เลยแตกขึ้น รีบออกจากบ้านท้าวประดู่ มาพบนางประแดะกลางทาง ก็พาไปไว้

นางกระแอคนรักเก่าของระเด่นเกิดหึงหวง แต่ภายหลังเข้าใจกันและคืนดีกัน ท้าวประดู่ก็รับนางประแดะกลับไป

เป็นละครตลกอ่านสนุกๆ เป็นการเสียดสีสังคมเรื่องแรก ใช้สำนวนไพเราะมาก แทรกคำตลกขบขันไว้ในตัว เช่น
ถึงมิใช่ตัวเปล่าเจ้ามีผัว        พี่ไม่กลัวบาปดอกนะโฉมศรี
อันนรกตกใจไปใยมี        ยมพบาลกับพี่เป็นเกลอกัน

มีกลอนตลกๆ อีกมาก เช่น
พี่ก็ทรงศักดากล้าหาญ            แต่ข้าวสารเต็มกระบุงยังแบกไหว
ปลาแห้งพี่เอาเข้าเผาไฟ         บัดเดี๋ยวใจเคียวเล่นออกเป็นจุณ
อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน     กำแพงแก้วแล้วล้วนแต่เรียวหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม        คอยปราบปรามปัจจามิตรที่คิดร้าย

นับว่าท่านเป็นผู้มีอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย
ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร     เสด็จจรจากวังไปเลี้ยงวัว
โฉมเฉลาเนาไนที่ไสยา        บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว

บทชมนางก็ขำมิใช่น้อย
สูงระหงทรงเพรียวเรียวชะลูด     งามละม้ายคล้ายอูฐกระหลาป๋า
พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา     ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย         จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ        ลำคอโตตันสั้นกลม
สองเต่าห้อยตุงดังถุงตะเคียว     โคนเหี่ยวแห้งยวบเหมือนบวบต้ม เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม        มันน่าเชยน่าชมนางเทวี

ถ้าวาดตามคำกลอนนี้แล้ว คงจะสวยชนิดเด็กเห็นแล้ววิ่งหนี

เพลงยาวว่ากระทบพระยามหาเทพ (ทองปาน)
พระมหามนตรี (ทรัพย์) ผู้แต่งเป็นกลอนทำนองเพลงยาว ๕๔ คำกลอน แต่งคล้ายกับบัตรสนเท่ห์โดยทั่วไป ไม่ลงชื่อผู้แต่ง โดยประสงค์จะให้ผู้อ่านลดความศรัทธาในตัวของพระยามหาเทพ (ทองปาน)

บรรยายเสียดสีในการแต่งตัว ในการทำงาน และการวางตัวมีอำนาจราชศักดิ์ ลงท้ายผู้เขียนก็ขอฝากตัว

เมื่อเขียนแล้วก็นำไปติดไว้ที่เสาใกล้ๆ กับหน้าบ้าน พระยามหาเทพ เพื่อให้คนอ่าน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบมิได้ทรงกริ้ว และโปรดให้ปิดไว้ตามเดิม แม้จะมีลักษณะเหน็บแนมแต่ไม่หยาบคาย น่าฟังมีความไพเราะ และความหมายอยู่ในตัว เช่น
ถนนกว้างสี่วามาไม่ได้         กีดหัวไหล่ไกวแขนให้ขัดข้อง
ฟอกหัวไม่เห็นกลัวหนังหัวพอง    ยกสองมือกราบอกราบดิน

นอกจากนี้ยังได้เหน็บแนมคุณหญิงว่า
ตกลงมาอยู่กรุงพุงป่อง        แต่ลงท้องตาลอยอยู่น้อยหรือ
รอดด้วยยาเข้าอึ้งกับกิ้งกือ        พึ่งจะรื้อจากไข้ได้สามเดือน

เพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ
แต่งโดยคุณพุ่ม (บุษบาท่าเรือจ้าง)
คุณพุ่มเป็นข้าหลวงเดิม ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกวีที่มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ ๓-๕ เป็นบุตรีของพระยาราชมนตรี (ภู่) อยู่เรือนแพที่ท่าพระ

มีเนื้อความตอนต้น กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนรัชกาลที่ ๔ จะสวรรคต มีอาเพศเกิดขึ้น เช่นพระจันทร์ไม่แจ่มใส มืดมัว มีดางหางเกิดขึ้น มีอุบาทว์ประชุมเหตุ มีการบรรยายสดุดีรัชกาลที่๔ และประวัติผู้แต่ง ใช้ภาษาตลาด สำนวนไพเราะ เช่น
สมเด็จพระจอมธเรศตรี        ละบุรีกรุงเทพทวารา
ทั้งสนมพระบรมโอรส            ให้กำสรดโศกสร้อยละห้อยหา
สละหมดทวยทศโยธา            ละฎีกาหมายประกาศราษฎร
หนีขุนนางร้างนิราศพระศาสนา    เคยเปรมปราด้วยพระเดชมเหศร
ทั้งคุณจอมหม่อมเถ้าแก่แม่ละคร    ให้อาวรณ์ถึงพระเดชเทวษทวี

ที่เรียกว่าบุษบาท่าเรือจ้าง เพราะเป็นนักกวีที่ชอบบทบุษบา เป็นนักสักวาฝีปากคม รูปงามและฉลาด เคยปะทะคารมกับสมเด็จพระปิ่นเกล้า ครั้งดำรงพระยศเป็นพระนายไวย และจอดแพอยู่ใกล้ท่าเรือจ้าง จึงมีคนเรียกบุษบาท่าเรือจ้าง

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระอภัยมณี
(พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๓๖๗)
เป็นยุคทองของวรรณคดี เพราะบ้านเมืองสงบราบคาบ ยิ่งกว่านั้น สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านกวี และสถาปัตย์อีกด้วย และมีข้าราชบริพารที่มีความสามารถมาช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองในด้านวรรณกรรมหลายท่าน เช่น สุนทรภู่ นายนรินทร์ธิเบศร์ และพระยาตรัง เป็นต้น ล้วนแต่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นทั้งสิ้น

ถ้าจะเปรียบเทียบในรัชกาลที่ ๑ เป็นยุคฟื้นฟู หากแต่ยังมีศึกสงครามอยู่ บ้านเมืองยังไม่สงบสุขนัก ไม่เหมือนสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งบ้านเมืองสงบราบคาบ จึงทำให้รสวรรณคดีแตกต่างกันไป เช่น ในรัชกาลที่ ๑ วรรณคดีมักจะโน้มน้าวปลุกใจให้คนรักชาติ ให้คนรักต่อสู้ ไม่นิ่มนวลรื่นรมย์เหมือนวรรณคดีในรัชกาลที่ ๒ ในรัชกาลนี้ วรรณคดีจึงเฟื่องฟูที่สุด เพราะพระองค์สนพระทัย และทรงจัดเจนอยู่มาก มีวรรณคดีที่เป็นอมตะหลายเรื่อง ที่ปรากฏมาจนทุกวันนี้ เช่น

อิเหนาในรัชกาลที่ ๒
ทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เป็นกลอนบทละคร เพื่อเล่นละครใน ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ทั้งหมด เว้นไว้แต่ชื่อตัวละครยังคงเดิม โดยทรงถือแบบฉบับของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ เนื่องจากมีคนนิยมอยู่แล้ว

มีบทไพเราะ แสดงละครได้เป็นอย่างดี

มีความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น เพราะมักจะมีคำซึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปนอยู่ด้วย

รู้จักขนบประเพณีไทยในสมัยรัชกาลที่ ๒ นับว่าเป็นยอดแห่งกลอนบทละคร    แสดงได้ตามบทบาท ไม่สั้น ไม่ยาว

ได้รับความรู้ทางศิลป สถาบปัยกรรมไวมาก เพราะพระองค์ทรงมีความชำนาญในทางนี้อยู่แล้ว บทในการชมต่างๆ ไพเราะ มองเห็นภาพพจน์ เช่น บทชมนกและดอกไม้ ซึ่งจำได้อย่างขึ้นใจโดยทั่วไปว่า

“…นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจับจากจำนรรจา    เหมือนจากนางสะการะวาตี
แขกเต้าจับเฒ่าร้างร้อง    เหมือนร้างน้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที        เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
ลำดวนหวนหอมพะยอมแย้ม พิกุลแกมแก้วเกตกฤษณา
บ้างเผล็ดผลพวงดวงผกา     หล่นกลาดดาษดาพนาลี
คณานกโบยบินมากินผล     เสียงพลครั่นครื้นก็ตื่นหนี
อันมิ่งไม้บนเทินเนินคีรี        ท่วงทีดังดัดอยู่อัตรา”

มีกลอนที่จำได้ติดปากโดยทั่วไป ก็ได้แก่การชมปลาและดอกบัว เช่น
“น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา     ว่ายแหวกปทุมมาอยู่ไหวไหว
นิลบลพ้นน้ำขึ้นรำไร        ตูมตั้งบังใบอรชร
ดอกขาวเหล่าแดงสลับสี     บานคลี่ขยายแย้มเกสร
บัวเผื่อนเกลื่อนกลาดในสาคร บังอรเก็บเล่นกับนารี”

การที่จะรู้ว่าพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ตามแบบฉบับก็ด้วยกลอนบทหนึ่งว่า
อันอิเหนาเอามาเป็นคำร้อง         สำหรับการฉลองกองกุศล
แต่ก่อนเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์     แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพรายไป
หากพระองค์ทรงพิภพปรารภเล่น ให้รำเต้นเล่นละครคิดกลอนใหม่
แต้มเติมต่อติดประดิษฐ์ไว้        บำรุงใจไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน

ราชพิธีต่างๆ เราก็จะได้รู้ในอิเหนามาก เช่น ราชพิธีสมโภชลูกหลวงประสูติใหม่ พิธีพระเมรุ พิธีรับแขกเมือง พิธีแห่สนานใหญ่ พิธีโสกันต์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น ที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์อย่างยิ่ง

บทเสภาขุนช้างขุนแผน
ขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องที่เล่ากันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นนิยายพื้นเมืองที่เกิดจากเมืองสุพรรณในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ได้มีนักกวีแต่งกันบ้างแล้วแต่เหลือมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์เพียงบางตอนเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงโปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นใหม่ โดยอาศยสำนวนที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว

ต่อมาปี ๒๔๖๐ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพร่วมกับกรมหมื่นพจน์สุปรีชา ได้ชำระใหม่เรียกว่า “เสภาหลวง”

ใช้สำหรับขับเสภา ลักษณะเป็นกลอนเสภาสำหรับเล่นละคร

ใช้คำที่ไพเราะมาก เนื้อความเข้าใจง่ายซึ้งตรึงใจยิ่งนัก

โบราณท่านสมมุติมนุษย์นี้         ยากแล้วมีใหม่สำเร็จถึงเจ็ดหน
ตัวเป็นข้าอย่าให้ผ้าเหม็นสาป     จงสุภาพเจียมตนเป็นคนขำ

บทขำขันก็มี เช่น
ขุนช้างเห็นพิมกระหยิ่มใจ         ตะลึงไปตาเพ่งเขม็งดู
หยิบพานมาว่าจะกินหมาก         มันผิดปากส่งไพล่ไปรูหู
เคี้ยวเล่นไม่ได้แต่พลู            เพื่อนบ่าวเขารู้หัวเราะฮา

หมอสมิท พิมพ์เสภาฉบับหลวงจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕

บทละครนอกในรัชกาลที่ ๒
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เพื่อเล่นละคร ลักษณะเป็นกลอน ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมละคร ได้รับความเพลิดเพลิน ได้รับรสนิยมไปตามเนื้อหานั้นๆ ด้วย มีทั้งหมด ๖ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องไชยเชษฐ์ คาวี มณีพิชัย ไกรทอง สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย

ไชยเชษฐ์
ตั้งแต่ตอนนางสุวิญชาถูกขับไล่ พระไชยเซษฐ์ตามนางสุวิญชา พระไชยเชษฐ์เข้าเฝ้าท้าวสิงหล และอภิเษกพระไชยเชษฐ์

สังข์ทอง
เริ่มตั้งแต่ กำเนิดพระสังข์ นำพระสังข์ไปถ่วงน้ำ นางพันธุรัตเลี้ยงพระสังข์เอาไว้ ต่อมาพระสังข์หนีนางพันธุรัต ท้าวสามลให้ธิดาทั้งเจ็ดเลือกคู่ จนพระสังข์ได้นางรจนา ท้าวสามลให้ลูกเขยทั้งหกไปหาเนื้อหาปลา
พระอินทร์ท้าตีคลีกับท้าวสามล พระสังข์ขันอาสาเข้าสู้ ท้าวยศวิมลตามพระสังข์

ไกรทอง
ตั้งแต่ตอนนางวิมาลาตามไกรทองมาจากถํ้า และไกรทองตามวิมาลากลับถํ้า ละครเรื่องนพระองค์พระราชนิพนธ์ขึ้นมาด้วยถ้อยคำง่ายๆ เป็นภาษาตลาด เพราะมีผู้ว่าพระองค์ทรงใช้สำนวนภาษาตลาดไม่ได้ ดังเช่น
ได้เอยได้ฟัง                ตะเภาทองแค้นคั่งเคืองจิต
เจ็บแสบแปลบใจดังไฟพิษ        ด้วยว่าถูกที่คิดก็โกรธา
กระทืบเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้     ถ่มน้ำลายรดให้แล้วร้องว่า
เดิมทีผัวมึงอ้ายกุมภา            ขึ้นมาคร่าคาบกูลงไป
แล้วจำแลงแปลงตัวเป็นมนุษย์     ฉวยฉุดยุดมือถือไหล่
จำเป็นเสียตัวด้วยกลัวภัย        กูมิได้จงจิตไปติดตาม
ไม่เหมือนอีอุบาทว์ชาติกุมภีร์     ตัวกะลีกะลำส่ำสาบ
ลอยหน้าลอยตาว่าข้างาม        แต่งจริตติดตามผัวกูมา
กูจะว่าให้สาสมใจ            อีจัญไรร้อยแปดแพศยา
แม้นไม่เข็ดหลาบยังหยาบช้า     จะให้กูกูตบใสต่อไป

มณีพิชัย
ตอนพราหมณ์ยอพระกลิ่น     ขอพระมณีพิชัยไปเป็นทาส มีบทบาทไพเราะอยู่มาก เช่น
เจ้าเอ๋ยเจ้าพราหมณ์             หนักเบาเจ้าถามพี่ก่อน
อย่าเพ่อเคืองขัดตัดรอน        โทษกรณ์พี่ผิดประการใด
หรือหม่อมน้องสาวไปกล่าวโทษ    เจ้าจึงขึ้งโกรธเป็นข้อใหญ่
จงช่วยชี้แจงให้แจ้งใจ            ข้าจะให้ความสัตย์ปฏิญาณ

คาวี
ทรงจับเรื่องตั้งแต่ ท้าวสันนุราชหานางผมหอม ยายทัศประสาทใช้อุบายนำนางจันทร์สุดามาถวาย ท้าวสันนุราชชุบตัว นางคันธมาลีขึ้นเฝ้า พระคาวีรบกับ ไวยทัต เป็นเรื่องเดียวกับเสือโคคำฉันท์

มีกลอนสอนใจว่า        แม้แต่ภรรยาก็ไม่ควรบอก
ความลับให้
โอ้ว่าโฉมยงนงลักษณ์         มิเสียทีที่รักสายสมร
ครั้งนี้ชีวิตจะม้วยมรณ์     เพราะเจ้าวอนไต่ถามความลับ
พี่ก็บอกออกให้ด้วยใจซื่อ     ควรหรือย้อนยอกกลอกกลับ
มิได้ฟังคำที่กำชับ        ไปบอกกับยายเฒ่าเจ้ามารยา
มันคิดร้ายหมายล้างชีวิตพี่     ทีนี้สุดสิ้นวาสนา
เวราเราแล้วนะแก้วตา     จะขอลาโฉมฉายวายปราณ
พระสุดสิ้นกำลังไม่สั่งได้     ด้วยดวงจิตพิษไฟเผาผลาญ
เอนอิงพิงองค์นงคราญ     ภูบาลชวนซบสลบไป

สังข์ศิลป์ชัย
ทรงพระราชนิพนธ์ตอน สังข์ศิลป์ชัยตกเหว ท้าวเสนากุฎเข้าเมือง เป็นเรื่องที่แต่งเพื่อเล่นละครเช่นเดียวกัน มีละครชาตรีนำไปเล่นอยู่เสมอๆ จนกระทั่งทุกวันนี้

รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๒
รัชกาลที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนสำหรับเล่นละคร ไม่สู้จะละเอียดนัก เพราะทรงพระราชนิพนธ์ให้เหมาะกับการเล่นละครเท่านั้น แต่สำนวนกลอนไพเราะ

ทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่ตอนหนุมานถวายแหวน หนุมานเผากรุงลงกา พิเภกถูกขับ พระรามจองถนน องคตสื่อสาร สุครีพหักฉัตร ศึกไมยราพ ศึกกุมภกรรณ ศึกมังกรกัณฑ์และแสงอาทิตย์ ศึกอินทรชิต พิเภกครองกรุงลงกา สีดาลุยไฟ สีดาประสูติรพระมงกุฎ ฤาษีชุบพระลบ พระรามปล่อยม้าอุปการ พระรามคืนดีกับสีดาและกรุงอโยธยา
มีบทที่ไพเราะ เช่น
“ว่าพลางอิงแอบแนบน้อง        เคียงประคองเชยชิดพิสมัย
เมฆบังตั้งแสงอโนทัย            ลมประลัยโลกลั่นครั่นครื้น
ฝนฝอยพรอยพร่ำส่ำสาด        เย็นทุกรุกชาติชุ่มชื้น
ชลาพ้นท้นท่วมพ่างพื้น        สองสมภิรมย์ชื่นฤดี

บทพากย์รัชกาลที่ ๒

ลักษณะเป็นกาพย์ฉบังและกาพย์ยานี  ทรงพระราชนิพนธ์ใช้พากย์โขน มี ๔ ตอนด้วยกันคือ ตอนนางลอย พรหมมาศ นาคมาศ เอราวัณ
มีบทที่ไพเราะ เช่น
ผวาสิ่งประหวั่นจิต         ไม่ทันคิดก็โศกา
กอดแก้วขนิษฐา         ฤดีดิ้นอยู่แดยัน
มาดแม้นจะหาดวง        วิเชียรช่วยเท่าคีรี
หาดวงพระสุริยศรี        ก็จะได้ดุจดังใจ
ตายแล้วและเกิดใหม่        ไม่ได้เหมือนเจ้านฤมล

กาพย์เห่เรือในรัชกาลที่ ๒
ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับเห่เรือ ส่วนพระองค์ และเพื่อชมฝีมือปรุงอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ซึ่งมีฝีมือเป็นเลิศ ซึ่งน่าจะเป็นการยอพระเกียรติในการปรุงอาหารของสมเด็จพระราชินี มากกว่า จะเป็นเรื่องเห่เรือ ตัวอย่างชมอาหาร เช่น
ยำใหญ่ใส่สารพัด        วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา            ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม        เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน            ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง

นิราศสุนทรภู่
กวีที่ดีเด่น เกิดในรัชสมัยของพระองค์คือรัชกาลที่ ๒ ก็มีสุนทรภู่วรรณกรรมของท่านยังแพร,หลายอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านผู้นี้นับว่าเป็นกำลังสำคัญในด้านส่งเสริมวรรณคดีไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ เกิดที่กรุงเทพฯ บิดาเป็นชาวเมืองแกลง มารดาไม่ปรากฏชัด ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ เมื่อเกิดมาแล้วพ่อแม่ได้แยกกันอยู่ สุนทรภู่อยู่กับมารดาในวัง และได้รับการศึกษาที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม)    ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งกรมพระอาลักษณ์ ในรัชกาลที่ ๒ เป็นขุนสุนทรโวหาร กวีที่ปรึกษา
ต่อมาถูกถอดยศ ถูกริบบ้าน สุนทรภู่จึงออกบวช และย้ายวัดอยู่เรื่อยๆ การไปที่ไหนสุนทรภู่มักจะแต่งนิราศขึ้นไว้เสมอ

สุนทรภู่เป็นกวีคนแรก ที่แต่งหนังสือขาย เพื่อเลี้ยงชีพ แต่มีรายได้ไม่พอเลี้ยงท้อง ชีวิตจึงลุ่มๆ ดอนๆ วรรณคดีเรื่องแรกคือเรื่องโคบุตร

สุนทรภู่ ได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้งหนึ่งในตำแหน่งอาลักษณ์ของพระปิ่นเกล้า มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ได้อยู่ในตำแหน่งนี้เพียง ๑๐ ปีก็ถึงแก่กรรม เมื่ออายุได้ ๗๐ ปี ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๙๘

สุนทรภู่ได้แต่งนิราศไว้หลายเรื่อง บางเรื่องก็แต่งถึงความรู้สึกที่ต้องจากนางที่ตนรัก เช่น
นิราศเมืองแกลง พ.ศ. ๒๓๕๐ รำพึงถึงนางจันทร์
นิราศพระบาท พ.ศ. ๒๓๕๐ รำพึงถึงนางจันทร์
นิราศสุพรรณ พ.ศ. ๒๓๘๔ รำพึงถึงจันทร์ ม่วง, น้อย
นิราศพระประฐม พ.ศ. ๒๓๘๕ รำพึงถึงเกสร, ม่วง, ชิน
นิราศเมืองเพชร พ.ศ. ๒๓๘๘, ๒๓๙๒ รำพึงถึง ทอง, ปราง, ชิน
นิราศพระแท่นดงรัง รำพึงถึงม่วง
แต่งตามอารมณ์ของนักกวี เกิดอารมณ์อยากจะแต่ง เช่น
นิราศภูเขาทอง พ.ศ. ๒๓๗๑
นิราศวัดเจ้าฟ้า พ.ศ. ๒๓๗๕
แต่งโดยสมมุติขึ้นบ้าง เช่น นิราศอิเหนา นิราศต่างๆ ของสุนทรภู่ใช้ ถ้อยคำ สำนวนไพเราะกินใจ มีคติสอนใจแฝงอยู่ด้วย นอกจากจะรำพันถึงความรัก ยังมีสิ่งดีงามแอบแฝงอยู่ด้วย และบรรยายถึงความงด
งามของธรรมชาติที่ได้เห็นมาอย่างละเอียด เป็นประโยชน์ในด้านประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ได้เป็นอย่างดี เช่น

ชมความงามของนํ้า
ดูนํ้าวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก     กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน
บ้านพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเป็นกงเกวียน     ดูเวียนเวียนคลั่งคว้างเป็นหว่างวน (นิราศภูเขาทอง)

ชมความงามของสวนไม้ ต้นไม้
พฤกษาสวนล้วนได้ฤดูดอก        ตระหง่านงอกริมกระแสแลสล้าง กล้วยระกำอัมพวาพฤกษาปราง    ต้องน้ำค้างช่อชุ่มเป็นพุ่มพวง
เห็นจันท์สุกลูกเหลืองตระหลบกลิ่น แมลงภู่บินร่อนร้องประคองหวง
พฤกษาน้องต้องนามกานดาดวง    พี่ผลพวงผลจันทร์ให้หวั่นใจ
(นิราศพระบาท)

สอนคน
อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่        เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด        ถึงคลองคดก็ยังไม่เหมือนใจคน
(นิราศเมืองเพชร)

ชมสัตว์เป็นคำโคลงสี่สุภาพ
แจ้วแจ้วจักกระจั่นจ้า        จับใจ
หริ่งหริ่งเรื่อยเรไร            ร่ำร้อง
แซงแซวส่งเสียงใส        ทราบโสต
แหนงนิ่งนึกนุชน้อง        นิ่มเนื้อเวลานาง
(นิราศสุพรรณ)

พระอภัยมณี
เป็นนิทานคำกลอนที่ขึ้นชื่อลือชา ของสุนทรภู่ แต่งเพื่อขายเลี้ยงชีพ ขณะต้องโทษในรัชกาลที่ ๒ บางท่าน ว่าแต่งไนสมัยรัชกาลที่ ๓ ต่อมาได้แต่งถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ผู้มีพระคุณ แต่งแบบจินตกวี ใช้ความคิดเห็นเป็นส่วนตัว และจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ เหตุการณต่างๆ บางตอนอาศัยเรื่องสามก๊ก ไซ่ฮั่น อาหรับราตรี

คำกลอนสละสลวย คมคาย มีคติเตือนใจสั่งสอนคนไว้ด้วย
เริ่มเรื่องตั้งแต่พระอภัยมณี และศรีสุวรรณ ถูกพระบิดาเนรเทศจากกรุงรัตนา เพราะทรงพิโรธที่ไม่ได้เรียนวิชาสำหรับการเป็นกษัตริย์ ได้เพื่อน ๓ คน คือ โมรา สานน และวิเชียร ซึ่งเป็นพราหมณ์ ต่อมาก็ถูกผีเสือ สมุทรพาตัวไปเป็นสามี จนกระทั่งเกิดบุตร

ศรีสุวรรณกับพราหมณ์ทั้ง ๓ ร้อนใจออกติดตามไปได้นางเกษรีธิดาของท้าวทศวงศ์ เมืองรมจักร

ฝ่ายพระอภัย สินสมุทรบุตรได้พาพระอภัยหนีนางผีเสื้อไปอยู่กับฤาษีที่เกาะแก้วพิสดาร ได้นางเงือกเป็นชายา ต่อมาพระอภัยมณีได้โดยสารเรือท้าวสิลราชเมืองผลึก ถูกผีเสื้ออาละวาดจนเรือแตก สินสมุทรพาสุวรรณมาลีธิดาท้าวสิลราชซึ่งจมน้ำขึ้นฝั่ง โดยสารเรือโจรสุหรั่งไป สินสมุทรฆ่าโจรตายเนื่องจากโจรคิดทำร้าย และได้ต่อสู้กับศรีสุวรรณซึ่งตามหาพระอภัยมณี

พระอภัยมณีเป่าปี่ ทำให้ผีเสื้อตายที่เกาะแก้วพิสดาร หลังจากขึ้นฝั่งได้แล้วก็โดยสารเรืออุศเรนคู่หมั้น นางสุวรรณมาลี ทำให้เกิดรบกับสินสมุทรเรื่องนางสุวรรณมาลี

พระอภัยครองเมืองผลึก นางสุวรรณมาลีหนีไปบวช นางวารีทำอุบาย จนได้อภิเษกกับพระอภัย

อุศเรนแค้นใจยกทัพมารบเมืองผลึก จนตัวถึงแก่ความตาย นางละเวงน้องสาวอุศเรนขอแก้แค้นทำให้เกิดสงครามใหญ่ พระฤาษีแห่งเกาะแก้วพิสดารมาหย่าทัพเรืองจึงสงบ เรื่องราวต่อไปก็รับลูก สุนทรภู่ได้แต่งจนถึงตอนพระอภัยออกบวช

นับเป็นคำกลอนที่เป็นนิทานไพเราะมาก เช่น สอนคน
“รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา         รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
“อันดีชั่วตัวตายเมื่อภายหลัง    ชื่อก็ยังยืนอยู่ไม่รู้หาย”

“อันทุกข์โศกโรคภัยในมนุษย์        ไม่รู้สุดสิ้นลงที่ตรงไหน
เหมือนกงเกวียน กำเกวียน เวียนระไว     จงหักใจเสียเถิดเจ้าเยาวมาลย์”
“ประเพณีตีงูให้หลังหัก        มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง
จรเข้ใหญ่ไปถึงน้ำมีกำลัง         เหมือนเสือขังเข้าถึงดงก็คงร้าย”

กาพย์พระไชยสุริยา
สุนทรภู่เป็นผู้แต่ง
แต่งเพื่อใช้สอนอ่าน    พระศรีสุนทรโวหาร(น้อย) ได้นำไปไว้ในมูลบทบรรพกิจ เบนตำราเรียนในสมัยโบราณ

เป็นคำกลอนไพเราะ มีคติเตือนใจ สอนอ่านได้ดี มีคนท่องจำได้มาก

เนื้อเรื่อง พระไชยสุริยาครองกรุงสาวัตถี บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายประพฤติมิชอบ ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นอาเภท พระไชยสุริยาได้ลงเรือหนีไปกับพระมเหสี เรือแตก แต่ก็ขึ้นฝั่งได้ ต่อมาได้สดับธรรมของฤาษี แล้วจึงออกบวชจนตลอดชีวิต

บรรยายถึงความชั่วที่ไม่นำพาต่อราชการ
“…อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า     ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดีดี        ทำมโหรีที่เคหา
ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ        เข้าแต่หอล่อกามา
หาได้ให้ภริยา        โลภาพาให้บ้าใจ”

กลอนสุภาษิตสุนทรภู่
สุนทรภู่แต่งเป็นกลอนเพลง แต่งเพื่อถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ เรียกว่า สวัสดิรักษา
แต่งเป็นเพลงยาวถวายโอวาท ถวายแด่สมเด็จ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์

แต่งเป็นสุภาษิตสอนหญิง เพื่อสอนสตรี และแต่งขาย ตัวอย่างเช่น
เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก     จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
เป็นสาวแซ่เร่รวยสวยสะอาด     ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า
แม้นแตกร้าวรานร่อนถอยราคา     ก็จะพาหอมหายจากกายนาง
(เพลงถวายโอวาท)
เป็นสตรีสุดดีแต่เพียงผัว        จะดีชั่วก็แต่ยังกำลังสาว
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ
(เพลงยาวถวายโอวาท

มีเนื้อหาในกลอนสุภาษิต คือ
กล่าวถึงทำสิ่งได้จึงเบนมงคล
กล่าวถึง คำสอนของครู สอนลูกศิษย์
ข้อควรปฏิบัติของสตรี

บทเห่ของสุนทรภู่
เป็นกาพย์เห่คล้ายยานี สำหรับเห่กล่อมพระบรรทมของพระเจ้าลูกเธอ ๒ พระองค์คือ พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า พระเจ้าลูกเธอในสมเด็จพระจอมเกล้า

เข้าใจว่าแต่งเมื่อลาสิกขาแล้ว

เนื้อเรื่อง จับเอาตอนสำคัญในเรื่องกากี จับระบำเกี่ยวกับการรำฟ้อน ของชาวสวรรค์ในวสันตฤดู พระอภัยมณี และโคบุตร

นิราศนรินทร์
นรินทร์ธิเบศร์ อิน บิดามารดาชื่ออะไรไม่ปรากฏ เพียงรู้ว่าเป็นมหาดเล็กฝ่ายกรมพระราชวังบวร มหาเสนานุรักษ์ วังหน้า รัชกาลที่ ๒ ได้รับพระราชทานยศเป็นมหาดเล็กหุ้มแพร มีบรรดาศักดิ์เป็นที่ นายนรินทร์ธิเบศร์ ได้แต่งโคลงนิราศนรินทร์ ซึ่งเป็นโคลงที่มีชื่อเสียงมาก สังเกตดูมักจะเลียนแบบจากกำสรวลศรีปราชญ์ แต่ใช้ถ้อยคำง่ายและไพเราะกว่า

นรินทร์ ถนัดโคลง ส่วนสุนทรภู่ถนัดกลอน จึงเด่นไปคนละแบบ    …..ชีวิตคงไม่ขี้เมา และเจ้าชู้เหมือนสุนทรภู่
นิราศนรินทร์เกิดขึ้น เมื่อตามเสด็จสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ไปรบกับพม่าที่ถลางและชุมพร ใน พ.ศ. ๒๓๕๒

ลักษณะ เป็นร่ายสุภาพนำ    แล้วเป็นโคลงสี่สุภาพเพื่อแสดงถึงความรักและอาลัย ในการจากไปของนรินทร์ โดยเหตุที่นรินทร์อิน เลียนแบบกำสรวลศรีปราชญ์ และเป็นลักษณะโคลงสี่สุภาพ ไม่ใช่โคลงดั้นเช่นศรีปราชญ์ ทั้งใช้ภาษาง่ายกว่า จึงมีความไพเราะ มากกว่า เช่น

ชมปราสาทราชวัง
อยุธยายศยิ่งให้         ทั้งสาม ภพฤา
องคตดิสรสาม        สุขหล้า
บูชิตศาสนาราม        เรืองทวีป เอย
บุญพระตวงฟ้าค้า    ค่ำสวรรค์

เจดีย์สลับสล้างพระ         พรางแสง ทองแฮ
โบสถ์สระศาลานันต์        เนื่องด้าว
ธรรมาสนอาสน์สงฆ์แดง    เสดาะสัตว์ ทุกขท่าว
แผ่นสุธาท้าวสร้าง        สัจศีล
(ศรีปราชญ์)

อยุธยายศล่มแล้ว         ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางรัตน์บรร        เจิดหล้า
บุญเพรงพระมหาสวรรค์    ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
บังอบายเบิกฟ้า            ฝึกฟื้นใจเมือง

เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น         พันแสง
รินรสพระธรรมแสดง        คํ่าเช้า
เจดีย์ระดะแซง            เสียดยอด
ยลยิ่งแสงแก้วเก้า        แก่นหล้าหลากสวรรค์
(นิราศนรินทร์)

ฝากรัก
โฉมแม่จักฝากฟ้า    เกรงอินทร์ หยอกนา
อินทร์ท่านเทอกเอา    สู่ฟ้า
โฉมนางจะฝากดิน    ดินท่าน แล้วแฮ
ดินท่านขดดเจ้าหล้า    สู่สํสองสํ

โฉมแม่ฝากน่านน้ำ     อรรณพ แลฤา
ยยวนาคเชอยชํอก    พี่ไหม้
โฉมแม่รำพึงจบ        ไตรโลกย์
โฉมแม่ใครสงวนได้    เท่าเจ้าสงวนเอง
(กำสรวลศรีปราชญ์)

โฉมควรจักฝากฟ้า         ฤาดิน ดีฤา
เกรงเทพไท้ธรณินทร์        ลอบกลํ้า
ฝากลมเลื่อนโฉมบิน        บนเล่า นาแม่
ลมจะชายชักช้ำ            ชอกเนื้อเรียมสงวน

ฝากอุมาสมรแม่แล้         ลักขมี เล่านา
ทราบสยมภูวจักรี        เกลือกใกล้
เรียมคิดจนจบตรี        โลกล่วง แล้วแม่
โฉมฝากใจแม่ได้            ยิ่งด้วยใครครอง
(นิราศนรินทร์)

นิราศขึ้นต้นด้วยร่าย         ด้วยถ้อยคำไพเราะ
ศรีสิทธิ์ พิศาลภพ เลอหล้าลบล่มสวรรค์ จรรโลงโลกกว่ากว้าง แผนแผ่นผ้างเมืองเมรุ ศรีอยุธเยนทร์แย้มฟ้า แจกแสงจ้าเจิดจันทร์ เพียงรพิพรรณผ่องด้าว ขุนหาญห้าวแหนบาท สระทุกข์ราษฎรรอนเสี้ยน ส่าย เศิกเสี้ยนส่งหล้า ราญราบหน้าเภริน…

แม้นรินทร์ จะแต่งวรรณคดีไว้น้อย แต่ก็แสดงถึงผลงานที่เป็นเพชรนํ้าหนึ่งในวรรณคดีไทยทีเดียว

โคลงนิราศเสด็จตามลำน้ำน้อย
ผู้แต่งคือ พระยาตรัง พระยาตรังเป็นชาวนครศรีธรรมราช เดิมชื่อ สีโหน เป็นกวียอดเยี่ยมอีกท่านหนึ่งในรัชกาลที่ ๒ วรรณคดีที่ดีเด่นได้แก่ นิราศเสด็จตามลำน้ำน้อย และนิราศถลาง

การแต่งนิราศนี้ก็เพื่อรำพึงถึงนางที่ตนรัก และบันทึกเหตุการณ์ตามเสด็จรัชกาลที่ ๑ ไปตีเมืองทวาย

แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๐

ลักษณะ เป็นร่ายดั้น โคลงดั้นบาทกุญชร และ วิวิธมาลี

แต่งเลียนแบบศรีปราชญ์ ถ้อยคำศัพท์เป็นคำเก่า ขนาดกำสรวลศรีปราชญ์

ตัวอย่างชมวัดเจดีย์
เจดีย์สลับสล้างพระ         พรายแสง ทองแฮ
โบสถ์สระศาลานันต์        เนื่องด้าว
ธรรมาสอาสน์สงฆ์แสดง    เสดาะสัตว์ ทุกข์ท่วง
แผ่สุธาท้าวสร้าง            จำศีล

โฉมแม่จักฝากฟ้า        เกรงอินทร์ หยอกนา
อินทร์ท่านเทอกเอา        สู่ฟ้า
โฉมนางจะฝากดิน        ดินท่าน แล้วแฮ
ดินท่านขดดเจ้าเหล้า        สู่สํสองสํ
(กำสรวลศรีปราชญ์)

โฉมเจ้าจักแหวกฟ้า         ฝากพรหม เมศฤา
เกรงจะชมณารเมอน        แม่ไว้
จับฝากอิศวกรม            ไกรลาศ
ไฟราคร้อนหล้าไท้        ท่ววแหนง
(พระยาตรัง)

พระยาตรัง ก็อดจะกล่าวเปรียบเทียบกำสรวลศรีปราชญ์ไม่ได้ เช่นเดียวกับนรินทร์อิน ว่า

กำสรวลสาคเรศสร้อย         สารศรี ปราชญ์แฮ
วรนุชจรนุชไกล            เกลือกรู้
ดุจมารมิ่งสวัสดี            ดวงแน่ว อ่อนเอย
ตรงกระสันสู้เศร้า        สุดตรอม

กำสรวลศรีปราชญ์พร้อง    เพรงกาล
จากจุฬาลักษณ์ลาญ        สวาทแล้ว
ทวาทศมาสสาร            สามเทวษ ถวิล แฮ
ยกทัดกลางเกศแก้ว        กึ่งร้อยทรวงเรียม
(นิราศนรินทร์)

นิราศถลาง
โคลงนิราศพระยาตรัง ลักษณะเป็นร่ายสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ แต่งเพื่อรำพึงถึงนางที่ตนรัก ต้องจากไป
แต่งคล้ายนิราศนรินทร์ แต่ดูเหมือนจะมีสำนวนอ่อนกว่าบ้าง แต่ก็มีความไพเราะในการรำพันอยู่ไม่น้อยทีเดียว เช่น
เขาหมอนหนึ่งน้องร่วม         เรียงเขนย
กรตระกองก่ายเกย            กอดเนื้อ
อ้าสูรอรองเอย                ควรจาก ดอกฤา
เขนยจะแนบแทนเนื้อ             นิ่มเนื้อทรวงนาง

ลำดวนควรเด็ดก้าน         ชมเชย
เห็นเกตสุกรมกรม        ทรวงพี่
นวลดั่งสีนวลนม            นุชแท้
กลแม่เด็ดมวนแก้        เกศเจ้าแซมถนอม

อย่างไรก็ดี พระยาตรัง ก็เป็นนักกวีชั้นแนวหน้าผู้หนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ บางศัพท์แม้จะยากแก่การเข้าใจ แต่ก็มีสำนวนไพเราะ บรรยายได้ละเอียดลออดี

โคลงดั้นเฉลิมพระเกียรติ์พระพุทธเลิศหล้าฯ
มีลักษณะเป็น โคลงดั้นบาทกุญชร
ความมุ่งหมาย เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๒ เป็นเรื่องราวเกียวกับพระราชพิธีโบราณ เช่น พระเดช พระเกียรติ พระยศ พระฤทธิ์ ประกอบด้วยโคลง ๔๗๘ บท

มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ลักษณะการประพันธ์ ส่วนมากถูกต้องตามลักษณะบังคับ มีสำนวนไพเราะ เช่น
พระเดชพูนโภคพ้น     ภูมิภาค ราพ่อ
พระเดชจรล่วงเลอ    ล่องฟ้า
พระเดชดุจจรจาก    จอมสี่ หน้าแฮ
พระเดชดุจจรหล้า    เล่าฤา

โคลงกวีโบราณ
มีกวีหลายท่านเป็นผู้แต่ง พระยาตรังเป็นผู้รวบรวมและแต่งเพิ่มเติมเป็นบางบท  มีลักษณะเป็นกลอนดั้นและโคลงสี่สุภาพ

เนื้อเรื่องเป็นโคลงเบ็ดเตล็ดของโบราณ ซึ่งกวีที่มีชื่อแต่งเอาไว้เล็กๆ น้อยๆ มีโคลงกระทู้ก็มี เช่น
หน้า         ชมสมอกอ้าง        อุดร ทวีปเอย
อ่อน         ระทวยทอดกร        กรีดเยื้อง
ท่อน         ทองทิพย์อัปสร         โศกแม่ มาฤา
จันทร์     สดหมดเมฆเปลื้อง     เปลี่ยนไว้พักตร์โฉม

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ยุคต้น

รามเกียรติ์
(พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๙๔)
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
ยุครัตนโกสินทร์ เป็นยุควรรณคดีที่รุ่งเรืองมากที่สุด ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ โดยได้อาศัยวรรณคดีเก่าๆ มาปรับปรุงดัดแปลงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น และทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ สร้างวรรณคดีเรื่องใหม่จนกลายเป็นวรรณคดีอมตะหลายเรื่อง เช่น สุนทรภู่ เป็นต้น

นอกจากนั้น ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีคนที่มีความรู้และสนใจในการศึกษา    ความต้องการที่จะหาหนังสืออ่านมีมากขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้นักประพันธ์มีอาชีพดีขึ้นผิดกับสมัยก่อน แม้แต่ท่านสุนทรภู่เองก็ได้ รับรายได้จากมันสมองชนิดที่ไม่คุ้มค่า จึงมีคำกล่าวเสมอว่า อย่าริอ่านเป็นนักประพันธ์ จะไส้แห้ง แต่นักประพันธ์สมัยนี้ที่มีชื่อเสียง สามารถหารายได้จากผลงาน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้อย่างสบาย

แม้ว่าวรรณคดีประเภทกวีประพันธ์ จะไม่เฟื่องฟูในสมัยนี้ เพราะขาดความนิยมเหมือนสมัยก่อน แต่วรรณคดีประเภทร้อยแก้ว นวนิยาย ได้ก้าวหน้าจนสามารถยึดเป็นอาชีพได้

บทละครรามเกียรติ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้แต่ง และซ่อมของเดิมให้ดีขึ้น

ลักษณะเป็นบทละคร สมัยนี้การละครซึ่งแสดงในรั้วในวังเจริญขึ้นเรื่อยๆ จึงมีบทละครต่างๆ สำหรับใช้ในการแสดงเกิดขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ก็เพื่อรักษาวรรณคดีของชาติที่มีคุณค่าเอาไว้

บทละครรามเกียรติ์นี้ มีผู้แต่งหลายคน สังเกตได้บางตอนก็มีความไพเราะมาก แต่โดยที่พระองค์ก็ทรงร่วนพระราชนิพนธ์ด้วย จึงถวายพระเกียรติให้เป็นผลงานของพระองค์ มีเนื้อเรื่องเกือบจะครบบริบูรณ์ มี ความยาวถึง ๑๑๗ เล่มสมุดไทย มี ๓ ตอน คือ

ตอนอวตารของพระนารายณ์ลงมาเกิดเป็นพระราม สำหรับปราบยุคเข็ญ และกำเนิดตัวละครต่างๆ ที่เป็นบริวาร

ตอนทำสงคราม ตั้งแต่พระรามเดินดง ไปจนถึงปราบยักษ์ มีทศกัณฐ์ เป็นต้น

ตอนปลาย เป็นการรบเผ่าพงศ์ยักษ์ทั้งหลาย มาจนถึงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางสีดา และการราชาภิเษก

นับว่าเป็นรามเกียรติเรื่องเดียว ที่มีความไพเราะ และสมบูรณ์มากที่สุด มีทั้งได้ความรู้ในการแสดงกลยุทธต่างๆ ได้ความรู้ในทางคติสอนใจ ปลุกใจให้เข้มแข็ง แสดงให้เห็นถึงความภักดีของทหารที่มีต่อแม่ทัพ การแสดงความกตัญญู ความซื่อสัตย์ต่อสตรี  คือนางสีดา ความห้าวหาญของแม่ทัพ เช่น หนุมาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังแสดงถึงความเด็ดขาดของแม่ทัพ ความมีระเบียบวินัยในกองทัพ ตัวอย่างเช่น
เมื่อนั้น                พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ได้ฟังกริ้วโกรธคืออัคคี        จะไหม้ตรีโลกให้บรรลัย
จึงสาบด้วยวาจาสิทธิ์        ตัวมึงทำผิดเป็นโทษใหญ่
อย่าช้าจงเร่งลงไป        เป็นกาสรอยู่ในพนาวัน
ชื่อว่ากำแหงทรพา        สาใจที่มึงโมหันธ์
เมื่อได้มีบุตรชายฉกรรจ์    ชื่อว่าทรพีอันชัยชาญ
ผลาญชีวิตมึงบรรลัย        จึงให้พ้นชาติเดียรฉาน
สิ้นทุกข์มาเป็นนายทวาร    ในสถานไกรลาศบรรพตา ฯ

บทละครเรื่องอุณรุท
พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นเรื่องเดียวกับอนิรุทคำฉันท์ของศรีปราชญ์ ได้เค้าโครงมาจากคัมภีร์มหาภารตะ และปุราณะ เมื่ออวตารของพระนารายณ์ ปางกฤษณาวตาร

มีเนื้อความพิศดารว่า อนิรุทคำฉันท์ ชื่อตัวละครก็ผิดกัน พรรณนาความแจ่มแจ้ง กล่าวโดยทั่วไปแล้วสู้กลอนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้ มีความไพเราะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย    กระบวนกลอนเลียนแบบรามเกียรติ์ เช่น
สิบเศียรสิบหน้ายี่สิบกร     สูงเยี่ยมอัมพรเวหา
สิบปากเขี้ยวงอกออกมา    ยี่สิบตาดังดวงอโนทัย
แผดเสียงสิงหนาทตวาดร้อง กึกก้องฟากฟ้าดินไหว
กระทืบบาทครื้นครั่นสนั่นไป ถึงเมรุไกรสัตภัณฑ์

กลอนนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อยกทัพไปรบกับพม่าที่ท่าดินแดง เมืองกาญจน¬บุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙

เป็นนิราศกลอนเรื่องแรก ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระราชนิพนธ์รำพันความรักต่อมเหสี และนางสนมทุกคน กล่าวถึงตำบลต่างๆ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเสด็จ เป็นต้นว่า คลองด่าน มหาไชย เมืองสมุทร ด่านท่าขนอน เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรบ
เห็นดาวดึกนึกหวลรัญจวนหา     ในอุราเพียงทัพด้วยเขาหลวง
อันหาบหามที่เขาตามมาทั้งปวงฺ     ไม่หนักทรวงเหมือนพี่หนักอาลัยไกล เขาหนักหาบถึงที่ก็ได้พัก        พี่หนักรักนี้ไม่ปลงเอาลงได้
มีแต่คอนค่อนทุกข์ทุกวันไป         จะเห็นใจฤที่ใจการุญกัน

ชมพรรณมิ่งไม้นานา             บางผลปนผกาเขียวขจี
ลางต้นสาขาดูน่าชม            รื่นร่มมิดแสงพระสุรศรี
สดับเสียงปักษาสุวาที            ลิงค่างบ่างชนีว่าวกดง
เสนาะเสียงจักจํ่นสนั่นไพร         แม่ม่ายลองไนในป่าระหง
เรไรร้องหริ่งหริ่งอยู่ริมพง         ส่งเสียงดังสำเนียงอนงค์นวล

กฎหมายตราสามดวง
สาเหตุจะเกิดวรรณคดีเรื่องนี้ ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง อยู่กินกันมาเป็นเวลานาน ต่อมาฝ่ายภรรยาไปมีชู้ และได้ฟ้องหย่าสามี คณะลูกขุนได้ตัดสินความ อนุญาตให้หย่าได้ ซึ่งตามกฎหมายสมัยนั้นระบุว่า แม้สามีไม่ผิดหญิงก็ฟ้องหย่าได้

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเห็นว่ากฎหมายเก่าควรจะได้รับการแก้ไข จึงทรงโปรดให้ลูกขุน และราชบัณฑิตช่วยกันชำระ ลักษณะเป็นร้อยแก้ว ซึ่งความจริงไม่น่าจะถือเป็นวรรณคดี    น่าจะถือเป็นตำรา
กฎหมายมากกว่า หากจะจัดเป็นวรรณคดี ก็ควรจะจัดเข้า ในลักษณะวรรณคดีวิชาการ ให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ จารีตประเพณีและอักษรศาสตร์ จำนวนลูกขุนและราชบัณฑิตที่ชำระมี ๑๗ คนด้วยกัน

เมื่อชำระเสร็จแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประทับตราสามดวง คือ
ตราราชสีห์ ตราคชสีห์ และตราบัวแก้ว
จึงเรียกว่า กฎหมายตราสามดวง ในปัจจุบันเรียกว่า “ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑ จุลศักราช ๑๑๖๖”

เนื้อเรื่อง กล่าวถึงตำนานพระธรรมศาสตร์ หลักอินทภาษและบทกฎหมาย รวม ๒๘ เรื่อง
ตัวอย่าง
“มโนสารฤาษี มีความวิตก ที่จะให้พระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ จึงแวะไปกำแพงจักรวาฬ เห็นบาลีคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ อันคัมภีร์กลายเป็นลายลักษณ์ อักษร ปรากฏอยู่ในกำแพงจักรวาฬ มีปริมณฑลเท่ากายคชสาร มโนสารฤาษีจึงกำหนด บาลีนั้น แม่นยำจำได้แล้วกลับมาแต่งเป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์……”

ดาหลังรัชกาลที่ ๑
ลักษณะ เป็นบทละครคำกลอน เพื่อใช้เป็นบทละครแสดงเป็นบทละครใน
รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้แต่งซ่อมของเจ้าฟ้ากุณฑลซึ่งมีอยู่เดิม แก้ไขให้ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น

เนื้อเรื่อง  นับตั้งแต่ปะดาระกาหลาสร้างเมืองกุเรปัน ดาหา ตาหลัง สิงหส่าหรี ระเด่นมนตรี โอรสท้าวกุเรปันได้หมั้นกับบุษบากาโหละ ธิดาของท้าวดาหา แต่ระเด่นมนตรีไปรักบุษบาส่าหรี ลูกสาวยายบิบิไร้หนีชาวไร่

ท้าวกุเรปันให้ตำมะหงง ฆ่าบุบบาชาวไร่ อิเหนารู้ก็โกรธ นำศพนางหนีไปเผาบนเกาะ แล้วปลอมเป็นปันหยี ไปตีเมืองต่างๆ จนได้ชายามากมาย

องค์ปะตาระกาหลา นิรมิต บุษบา กาโหละ เป็นชาย ชื่อมิสาประหมังกุหนิง ออกติดตามพบระเด่นในเมืองมิสา แล้วหนีไปบวชเป็นแอหนัง

เรื่องราวซับซ้อน ไม่เหมาะที่จะเล่นละคร ชื่อตัวละครก็เป็นแบบชะวา ฟังจำได้ยาก

อิเหนารัชกาลที่ ๑
ลักษณะ เป็นบทละคร เพื่อใช้ในการเล่นละครใน มีผู้รู้จักกันแพร่หลาย แม้ชื่อตัวละครก็คุ้นหูกว่าดาหลัง
รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แต่งซ่อมบทพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ

เนื้อความ ท้าวกุเรปันกษัตริย์วงศ์เทวา มีโอรสกับประไหมสุหรี องค์ปะตาระกาหลา ทรงทำกริชจารึก นามอิเหนามาวางไว้ จึงให้ชื่อพระกุมารว่า อิเหนา

ท้าวกุเรปันได้หมั้นบุษบา ธิดาของท้าวดาหาให้กับอิเหนาซึ่งเป็นราชโอรส แต่อิเหนาไปรักกับจินตะหรา ธิดาท้าวหมันหยา ท้าวดาหารู้เรื่องจึงยกนางบุษบาให้ระตูจรกา

ทำวกระหมังกุหนิง และวิหยาสะกำ จึงยกกองทัพมาชิงนาง อิเหนาได้มาช่วยปราบข้าศึก และเกิดรักบุษบา จึงทำอุบายเผาเมืองดาหา แล้วพาบุษบาหนีไปซ่อนไว้

ปะตาระกาหลาโกรธมาก จึงบันดาลให้เกิดลมหอบเอาบุษบาไปไว้ในกลางป่า และแปลงให้เป็นอุณากรรณ อิเหนาปลอมเป็นปันหยีออกติดตาม ปราบบ้านเมืองต่างๆ จนได้ชายามากมาย อุณากรรณตามหาอิเหนา และแปลงเป็นแอหนัง ได้ไปคืนดีกันที่ดาหลัง

อิเหนาจึงมีชื่อ และคนนิยมมากกว่าดาหลัง ถ้อยคำสำนวนก็ไพเราะ ทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพพจน์ เช่น

ว่าพลางอุ้มนางขึ้นบนตัก     สุดรักของพี่ ไม่มีสอง
จุมพิตชิดเชยปรางทอง      ค่อยประคองเคียงเค้าเยาวมาลย์
อิงแอบแนบนางพลางชม     แรกภิรมย์ร่วมรักสมัครสมาน
พายุพัดอัศจรรย์บันดาล    ไหวสท้านสะเทือนสุถดล
ฟ้าลั่นครั่นครึกกึกก้อง        โพยมพยับอับละอองอายฝน
คงคาสาครกระฉ่อนชล    โกมลไม่แย้มยังแนบใบ

ถ้อยคำในการพระราชนิพนธ์สละสลวย    เป็นวรรณคดีที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่ง

ราชาธิราช
เดิมเป็นพงศาวดารมอญ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้แปล โดยมีผู้ช่วยเหลือ เช่น พระยาอินทร์ อัครราช พระพิรมย์รัศมี และพระศรีภูริปรีชา

วรรณคดีเรื่องนี้ เพื่อที่จะสั่งสอนคนให้อยู่ในระเบียบวินัยให้เป็นคนกล้าหาญ รู้ความกตัญญู และเพื่อให้มีความรู้มีสติปัญญา และความรู้ในทางประวัติศาสตร์ แปลและเรียบเรียงเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๔ จ ศ. ๑๑๔๗
เป็นร้อยแก้ว อ่านเข้าใจง่าย
เนื้อเรื่องแบ่งเป็น ๓ ตอน คือ
ตอนที่ ๑ กล่าวถึงการสร้างเมืองเมาะตะมะ ทำนองเป็นเทพนิยาย เรื่องราวของมะกะโท (พระเจ้าฟ้ารั่ว) ซึ่งเกี่ยวข้องกับพงศาวดารไทยด้วย
ตอนที่ ๒ เป็นตอนกำเนิดราชาธิราช และการทำสงครามกับพระเจ้ามณเทียรทอง ซึ่งมอญเป็นฝ่ายชนะ เป็นส่วนใหญ่
ตอนที่ ๓    กล่าวถึงการขยายอำนาจของราชาธิราช อำนาจของมอญ และกล่าวถึงกำเนิดของมังมณีนิล ราชโอรส

เนื่องจากมีคนแปลและเรียบเรียงหลายท่าน ดังนั้น สำนวนจึงไม่เหมือนกัน มีภาษาบาลีปนสันสกฤตมาก

ถ้าจะพูดถึงสำนวนโวหารแล้ว ดูจะแพ้สามก๊กเป็นบางตอน แต่บางตอนก็อยู่ในระดับสามก๊ก มีสำนวนเปรียบเทียบยกอุทาหรณ์เป็นภาษิตเตือนใจ จึงเป็นวรรณ¬กรรมที่ดีเด่น และน่าอ่านเรื่องหนึ่งในวงวรรณกรรมไทย

สามก๊ก
เป็นผลงานของเจ้าพระยาคลัง (หน) เป็นผู้อำนวยการแปลและเรียบเรียง เจ้าพระยาคลัง (หน) ผู้นี้มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  นับว่าเป็นนักปราชญ์ผู้มีความรู้ปราดเปรื่องผู้หนึ่ง

สามก๊กนี้เป็นเรื่องอิงพงศาวดารจีน ในราชวงศ์ฮั่น เป็นเรื่องเล่า นักปราชญ์จีน ได้แต่ขึ้น ชื่อล่อกวนตง แต่งในราชวงศ์ไต้เหม็ง ต่อมามีนักปราชญ์จีน ๒ ท่าน ชื่อกิมเสี่ยถ่างกับเม่าจงกัง ได้ช่วยกันแก้ไขเพิ่มเติมให้ดีขึ้น จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย

เจ้าพระยาคลัง (หน) ผู้อำนวนการแปลและเรียบเรียง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕-๒๓๔๘ จึงสำเร็จเรียบร้อย โดยมีสำนวนโวหารไพเราะ และรักษาเนื้อความเดิมไว้เป็นส่วนมาก

มีเนื้อความโดยย่อ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าจิวบูอ๋องถึงพระเจ้าเลนเต้  สมัยนั้นเกิดมีโจรพวกหนึ่ง เรียกว่า โจรผ้าเหลืองก่อกวน ทำให้ราษฎรเดือดร้อน ข้าราชการก็แตกความสามัคคี

ต่อมาตั๋งโต๊ะ เจ้าเมืองเชียงหลง ได้ฆ่าหองจุเปียนตาย แล้วก็แต่งตั้งหองจูเหี้ยนโอรสพระเจ้าเลนเต้ขึ้นเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ก็ถูกตั๋งโต๊ะกดขี่ข่มเหงมาก

อ้องอุ้นจึงได้ออกอุบายให้ลิโป้ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตั๋งโต๊ะฆ่าตั๋งโต๊ะ ถึงแก่ความตาย
ลิฉุยกับกุยกี่ จึงได้เป็นใหญ่แทน แล้วโจโฉจึงมาปราบได้ พยายามกำจัดศัตรูจนหมดสิ้น คงเหลือเพียงสองก๊กคือ ก๊กซุ่นกวย (ง้อก๊ก) และก๊กเล่าปี่ (จ๊กก๊ก)

ต่อมาโจยี่ได้เป็นกษัตริย์แทนเหี้ยนเต้ และได้ตั้ง วุยก๊กขึ้น และต่อมาสุมาเอี๋ยนได้ปราบวุยก๊กได้ตั้งเป็นราชวงศ์จิ้น และปราบก๊กต่างๆ ได้ กินเวลาเรื่องราวสามก๊กถึง ๑๑๑ ปี

สามก๊กนี้เป็นแบบโวหารที่มีสำนวนไพเราะ ให้คติกินใจ มีประโยชน์ เช่น

“ยาดีกินขมปาก แต่เป็นประโยชน์แก่คนไข้ คนซึ่งกล่าวคำไม่เพราะหู แต่เป็นประโยชน์แก่กาลข้างหน้า” ให้คำสอนในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น
“คำโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมดาภรรยาอุปมาเหมือนเสื้อผ้า ขาดแลหายแล้วก็หาได้ พี่น้องเหมือนแขนซ้าย ขวา ขาดแล้วยากที่จะต่อได้”

พูดถึงกลยุทธแล้ว ใช้เป็นตำราพิชัยสงครามได้เป็นอย่างดี เช่น กลยุทธขงเบ้ง เป็นต้น ตอนที่ขงเบ้งขึ้นไปดีดกระจับปี่ลวงข้าศึกเล่น เช่น

“แลขึ้นไปเห็นขงเบ้งแต่งตัวอ่าโถง หน้าตาแช่มชื่นสบายอยู่ ก็คิดว่ากองทัพเรายกมาเป็นการจวนตัวถึงเพียงนี้ ขงเบ้งหามีความสะดุ้งใจไม่ กลับตีกระจับปี่เล่นเสียอีกเล่า”

ให้เล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงการทูตได้เป็นอย่างดี จึงเห็นว่าวรรณคดีสามก๊กร้อยแก้วนี้ ให้ประโยชน์หลายด้าน แก่ผู้อ่าน อ่านสนุก มีคติเตือนใจ รู้กลยุทธชั้นเชิงการรบ มีโวหารอันคมคาย เฉียบแหลม มีปัญญาที่เป็นปริศนา ยอกย้อน ทำให้เกิดมีความคิด และไหวพริบดี แสดงถึงอุปนิสัยใจคอของคนทุกแง่ทุกมุม ความเฉลียวฉลาดของตนย่อมเอาชนะ แม้กระทั่งคนที่มีร่างกายแข็งแรง มีฝีมือเป็นเลิศได้ สามก๊กจึงยกย่องคนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ ดังเช่นขงเบ้ง เป็นต้น

เรื่องที่แปลจากพงศาวดารจีน นอกจากสามก๊กแล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น ซันบ้อเหมา เลียดก๊ก ไซ่ฮั่น บ้วนฮวยเหลา ไซอิ๋ว ยี่จับสี่เห่า ไซจิ้น ไคเพ็ก ซ้องกั๋ง ล้วนแต่เป็นสำนวนที่น่าอ่านทั้งสิ้น บางสำนวนก็ติดปากบรรดานักอ่านพงศาวดารจีนอย่างแม่นยำ

ลิลิตพระพยุหยาตราเพชรพวง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐
ความมุ่งหมาย    เพื่อถือเป็นแบบอย่างของการจัดขบวนพยุหยาตราทั้งชลมารคและสถลมารค คำประพันธ์มีโคลงสี่สุภาพ มีร่ายสุภาพเป็นบทนำบทเดียว

เนื้อเรื่อง กล่าวถึงเรื่องต่างๆ พร้อมกับหน้าที่แต่ละคำ แต่ละตำแหน่งโดยละเอียด กล่าวถึงคเชนทร พยุหยาตรา อัศวพยุหยาตรา ให้ความรู้ในด้านโบราณคดี  สำนวนไพเราะ บางโคลงก็เลียนแบบของกำสรวล ศรีปราชญ์อย่างเพราะพริ้งอีกด้วย ตัวอย่างเช่น
ชลพิมานไชยที่ห้า        ระหงฉาย
รันทดรันทวยพาย        ตื่นเต้น
กระแหนะกระหนกพราย    เพราเพริศ
ลีลาศลอยลำเหล้น        แล่นล้ำใครเสมอ
ศรีสามารถเลิศลํ้า        ลำทรง
เหมพิมานปันยงค์        ยาตรเยื้อน
เฉกอาสน์อิศรองค์        อมเรศ
จากสถานทิพย์เหลื้อม        ล่องฟ้ามาดิน

คำประพันธ์บางบทเลียนโคลงในกำสรวลศรีปราชญ์ ดังเช่นตอนชมกรุง กำสรวลศรีปราชญ์
อยุธยายศยิ่งฟ้า            ลงดิน แลฤา
อำนาจบุญเพรงพระ        ก่อเกื้อ
เจดีย์ละอออินทร์        ปราสาท
ในทาบทองแล้วเนื้อ        นอกโสม

ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง
อยุธยาโสภิสโพ้น        มาแปลง เป็นฤา
ฤาว่าบุญเพรงแสดง        พระสร้าง
สิงหาศน์พิมานแสยง        สยบโลกย์
แสงสุวรรณพร่างพร้าง        พรพริ้มพรายตา

บทมโหรีเรื่องกากี
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้แต่งจากเค้าเรื่องชาดก ชื่อกุณาล และกากาติ แต่งสำหรับขับร้องในวงมโหรี เป็นกลอนแปดประเภทกลอนขับร้องที่มีความไพเราะมาก

เนื้อเรื่อง  แบ่งออกเป็น ๓ ตอน คือ
ตอนที่ ๑ กล่าวถึงท้าวพรหมทัต มีมเหสี ชื่อกากี มีรูปร่างงดงามมาก ใครเห็นใครชอบ

วันหนึ่งพระยาครุฑเวนไตย แปลงเป็น มานพ มาเล่นสกากับท้าวพรหมทัต นางกากีก็ได้แอบมาดูการเล่นสกา ทั้งสองมองตากันแล้วก็เกิดรักกัน เวนไตยแสดงอิทธิฤทธิ์ บังแสงตะวันให้มืด แล้วพานางกากีไปสู่วิมานฉิมพลี

พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบจึงให้คนธรรม์ ผู้บรรเลงดนตรี แปลงเป็นไรติดพระยาครุฑไปยังวิมานฉิมพลี และได้นางกากีเป็นภรรยา แล้วกลับมาทูลพระเจ้าพรหมทัต

ตอนที่ ๒ คนธรรม์ดีดพิณยั่วพระยาครุฑว่า ตนเองก็ได้นางกากีเป็นภรรยาด้วย พระยาครุฑโกรธ จึงคืนกากีให้พระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตจึงจับนางลอยแพ

ตอนที่ ๓ กล่าวถึงความทุกข์ยากนางกากีที่ผจญกรรมในการลอยแพ ได้เป็นภรรยาของพ่อค้า นายโจร และท้าวทศวงศ์ผู้เฒ่าจนกระทั่ง คนธรรม์ไปชิงนางกลับมา เป็นภรรยาของตนที่เมืองพาราณสี

ลีลาการแต่งไพเราะ เป็นที่นิยมขับร้องโดยทั่วไป เช่น
เสียดายขนงก่งริมที่ยักยวน            เสียดายเนตรน่าชวนเสน่หา
เสียดายปรางช่างเบือนกระบวนมา     ให้นาสาสูบรสรัญจวนใจ
เสียดายโอษฐ์เอื้อนคำให้กำหนัด         เสียดายกรสอดรัดกระหวัดไหว
เสียดายเต้าเคล้าคลึงอุราใน            เสียดายในน้ำใจทุกสิ่งอัน
รื่นรื่นชื่นจิตพี่จำได้                เหมือนเมื่อไปร่วมภิรมย์สมศรี
ในสภาพพิมานฉิมพลี                กลิ่นชาบทรวงพี่ไม่เว้นวาย
นิจจาเอ๋ยจากเชยมาเจ็ดวัน            กลิ่นสุคนธรสรื่นก็เหือดหาย
ฤาว่าใครแนบน้องประคองกาย        กลิ่นสายสวาทซาบอุมามา

มหาเวสสันดรชาดก
กัณฑ์กุมารและมัทรี
เจ้าพระยาพระคลัง(หน)เป็นผู้แต่ง เพื่อใช้เทศน์เผยแพร่ทางศาสนา เป็นเรื่องมหาเวชสันดรชาดก ดูเหมือนแพร่ทางศาสนา เป็นเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ดูเหมือนว่ากัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี จะเป็นที่นิยมของคนฟังเป็นอันมาก จึงได้เลือกสรรค์แต่งขึ้น มีพรรณนาโวหารทำให้เกิดภาพพจน์ ดึงดูดจิตใจคนฟังเทศน์ให้เศร้าสลดตามไปด้วย

แม้จะพรรณนาถึงความงามในอาศรมศาลาของพระเวสสันดร ก็พรรณนาเอาไว้อย่างน่าฟังว่า

อิเม เต ธมฺพุกา รุกฺขา

ควรจะสงสารเอยด้วยต้นหว้าใหญ่ใกล้อาราม งามดิ้ยกิ่งก้านประกวดกัน ใบชะอุ่มประชุมช่อ เป็นฉัตร ชั้นดึงฉัตรทอง แสงพระจันทร์ดั้นส่องต้องน้ำค้างที่ขังให้หยดย้อย เหมือนหนึ่งนํ้าพลอยพร้อยๆ อยู่พรายๆ ต้องกับแสงกรวดทราย ที่ใต้ดินอร่าม วาม วาว ดู เป็น วน วงแวว ดั่งบุคคลเอาแก้วมาระแนง แกล้งมาปรายโปรยโรยรอบ ปริมณฑลก็เหมือนกัน งามดังปาริชาติ ในเมืองสวรรค์มาปลูกไว้”

ฟังแล้วทำให้เกิดภาพพจน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ ยามราตรีที่มีน้ำค้างหยดย้อย และต้องแสงจันทร์สาดส่องเป็นประกายดุจเพชรพลอยอันแวววาว    ยังมีโวหารที่ไพเราะจับใจอีกมาก ในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร และนางมทรี

ลิลิตพระยาศรีวิชัยชาดก
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้แต่ง ลักษณะเป็นร่ายสุภาพ ตามด้วยโคลงสี่สุภาพ โคลงดั้นวิวิธมาลี แทรกบ้าง

ความมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อเป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาสอนคน และเพื่อแผ่กุศลให้แก่ผู้อ่านทุกท่าน สืบเนื่องมาจากนิทานชาดก จับตอนพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นพระศรีวิชัย พระองค์ได้ทรงเลี้ยงนก ชื่อสุรเสน นกตัวนี้ฉลาดพูดภาษาคนได้ และได้ปล่อยให้ไปสืบราชการในเมืองต่างๆ
นกได้นำความมากราบทูลว่า พระนางศรีไวยกา ธิดาของกษัตริย์วิรัฐนคร    มีพระสิริโฉมอันงดงามมาก พระองค์จึงส่งราชทูตไปสู่ขอ แต่พระราชบิดาไม่ยอมยกให้ และตรัสว่า ต่อเมื่อได้พระศรีวิชัยเหาะไปจึงจะยกให้

พระศรีวิชัย จึงทำพิธีบวงสรวง แล้วเทพเจ้าก็อุ้มสม ได้นางศรีไวยกามาเป็นพระชายา

ตอนบทอุ้มสมนี้ คล้ายกับอุณรุทคำฉันท์ และวรรณคดีโบราณหลายเรื่องที่นิยมแต่งในสมัยนั้น บทอุ้มสม เช่น

“…พิศภูธรงามถงาด เหนือรถราชเรียบพล ดูดำ กลแก่นนคร เหตุใดหนอมาสรวง สรรพ มิกปวงสมโภช เสียงคฤโฆสเนียรนาทฤาว่าท้าวพรหมมาศครรไลย ใยมิมีราชวิหคหงษ์…”

จะเห็นได้ว่าเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้ฝากผลงานอันเป็นวรรณคดีที่ดีเด่นไว้หลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็ได้รับความนิยมตลอดมาจนทุกวันนี้

ไตรภูมิโลกวินิจ
ของเดิมเป็นอักษรขอมจานใบลาน ทั้งหมด ๕๙ ผูก รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พระธรรมปรีชา (แก้ว) ชำระจากของเดิม ร่วมกับคณะราชบัณฑิต

พระธรรมปรีชา (แก้ว) นี้ เป็นคนเมืองพิจิตร มาเมื่อตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ได้บวชเรียนมีความรู้แตกฉานในเรื่องพระพุทธศาสนา เมื่อสึกออกมาได้รับราชการ เป็นอาลักษณ์มาตั้งแต่กรุงธนบุรี จนถึงรัชกาลที่ ๑ ในรัชกาลที่ ๑ ได้เป็นประธานในการชำระพระไตรปิฎก และแต่งไตรภูมิโลกวินิจฉัย ใน พ.ศ. ๒๓๔๕

ความมุ่งหมายตามพระราชโองการ ร. ๑ ก็เพื่อที่จะให้ใช้เทศน์สั่งสอนคน ทำนองเดียวกันกับไตรภูมิพระร่วง แต่รสโวหารไม่เหมือนกัน แต่งเป็นร้อยแก้ว มีภาษาบาลีขึ้นต้นคล้ายร่ายยาว

เนื้อเรื่องแบ่งเป็น ๔ ตอน คือ
๑. มนุสสกถา กล่าวถึงความพินาศของโลก การสร้างโลกใหม่ และสร้างที่อยู่ของมนุษย์
๒. นิรยกถา กล่าวถึงเรื่องราวในนรก
๓. เทวกถา กล่าวถึงเรื่องราวบนสวรรค์
๔. วิสุทธิกถา กล่าวถึงข้อธรรมที่พึงปฏิบัติ

เป็นสำนวนที่ไพเราะและถูกต้องภาษาบาลีสันสกฤต ยึดเป็นหลักการในการศึกษาเล่าเรียน มีคติเตือนใจว่า บัณฑิตนั้นไม่ควรจะมั่วสุม หรือคบค้าสมาคมกับคนพาล เช่น

ธรรมดาว่าไกรสรราชสีห์นี้    มีชาติอันสะอาด รังเกียจเอียดอาย อสุจิลามกยิ่งนัก เมื่อจะกัดเนื้อนั้น ถ้าเห็นเนื้อนั้น มีตัวอันแปดเปื้อนด้วยอสุจิโสโครกอยู่แล้วก็ละเสีย จะได้กัดก็หามิได้ มาตรแม้นจะเสียชัย ไม่ ควรที่จะยอมแพ้เลยก็ยอมแพ้ เพราะเหตุที่เกลียดแก่อสุจิ เยี่ยงอย่างมีมาแต่โบราณ….

เป็นคติเตือนใจของบัณฑิตได้เป็นอย่างดี

มหาชาติคำหลวง ทาณกัณฑ์
พระเทพโมลี (กลิ่น) นิพนธ์ เมื่อดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระรัตนมณี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๘

สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมของเก่าที่หายไป ๖ กัณฑ์ จึงเป็นมหาชาติคำหลวง
ลักษณะ มีร่าย โคลง ฉันท์ ปนภาษาบาลี

เนื้อเรื่อง ตอนพระเวสสันดรประทานช้างปัจจัยนาเคนท์ แก่เมืองกลิงคราช ทำให้ประชาชนโกรธ พระเจ้ากรุงสญชัยจึงต้องเนรเทศพระเวสสันดรไปเขาวงกต

เพื่อเทศน์สั่งสอนประชาชนให้เข้าใจ และเลื่อมใสในพระพทธศาสนา

มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มหาพน
พระเทพโมลี (กลิ่น) นิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๐ ทำนองร่ายยาวแทรกคาถาภาษาบาลี สำหรับเทศน์สั่งสอนประชาซน ซึ่งเป็นประเพณีนิยมของชาวไทย ซึ่งนับถือพุทธศาสนา

เนื้อความ ตอนชูชกเดินทางไปถึงอาศรมพระฤาษี ชื่ออัจจุดฤาษี ชูชกได้กล่าวเล่ห์กลจนทำให้ฤาษีหลงกล ชี้ทางให้ไปสู่เขาวงกต และพรรณนาธรรมชาติอันสวยงามของป่าหิมพานต์

ผู้นิพนธ์ได้บรรยายละเอียดละออ มีโวหารไพเราะดังเช่น

“…ครั้นแสงพระสุริยส่องระดม ก็ดูเด่นดังดวง ดาว วาว วาว แวบจะวาบวาบที่เวิ้งวุ้ง วิจิตรจำรัสจำรูญ รุ่งเป็นสีรุ้งพุ่งพ้น คัคนัมพรพื้นนภากาศ บ้างก็เกิดก่อ ก้อนประหลาดศิลาลาย แลละเลื่อมๆ ที่งอกง้ำเป็นแง่เงื้อม ก็ชะงุ้มซะโงกชง่อนผา ที่ผุดเผินเป็นแผ่นภูตะเพิงพัก…”

นับว่า พระเทพโมลี (กลิ่น) ได้นิพนธ์ด้วยโวหาร ถ้อยคำไพเราะ จนสมเด็จพระปรมานุชิต ฯ ทรงเว้นกัณฑ์นี้ไว้ คงจะเข้าพระทัยว่าของเดิมดีอยู่แล้ว

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดียุคธนบุรี

ลิลิตเพชรมงกุฎ
พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
แม้สมัยกรุงธนบุรีนี้จะมีระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เกิดวรรณคดีหลายเรื่อง และมีนักกวีที่มีชื่อเสียงอยู่หลายท่าน ในชั่วระยะเวลาเพียง ๑๕ ปี และบ้านเมืองยังไม่สงบสุขนัก และเป็นวรรณคดีที่ปูพื้นฐานสำหรับวรรณคดี สมัยรัตนโกสินทร์ และบางท่านก็ยังมีผลงานมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย เช่น หลวงสรวิชิต เป็นต้น

บทละครรามเกียรติ์
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นผู้แต่ง แม้พระองค์จะมีภารกิจอันยุ่งยากในการสร้างกรุง และการรบทัพจับศึก แต่ก็ทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นเป็นกลอนบทละคร แต่ใช้เล่นละครไม่สู้จะเหมาะ เพราะไม่มีการดัดแปลงให้เหมาะกับท่ารำ    ทั้งสำนวนโวหารก็สู้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไม่ได้ ทั้งนี้ก็คงจะเนื่องจากพระองค์ทรงถนัดรบมากกว่าถนัดอักษร โดยมีพระราชประสงค์ ปลุกใจประชาชน สั่งสอนศีลธรรม และรักษาวรรณคดีของชาติมิให้สูญหาย
แต่ง พ.ศ. ๒๓๑๓ ทรงแบ่งเป็น ๔ ตอน คือ

ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด และพระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัทธ์ จนผูกผมทศกัณฐ์

ตอนพระมงกุฎประลองศร (ทรงแผลงต้นไม้)

ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ

ตอนหณุมานเกี้ยวนางวาริน

ตัวอย่างเช่น
ชิชะโอ้ว่าสีดาเอ๋ย        มางามกระไรเลยเลิศเลขา
ถึงนางสิงหกท้องฟ้า        จะเปรียบสีดาได้ก็ไม่มี
แต่กูผู้รู้ยศธรรม            ยังหมายมั่นมุ่งมารศรี
สาอะไรกับอ้ายอสุรี        จะมิพาโคติกาตาย

รามเกียรติ์ของไทยมี ๘ ฉบับ คือ
๑. รามเกียรติ์ บทพากย์ครั้งสมัยกรุงเก่า
๒. รามเกียรติ์ บทละครครั้งกรุงเก่า
๓. รามเกียรติ้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
๔. รามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑
๕. รามเกียรติ์ บทละครรัชกาลที่ ๒
๖. รามเกียรติ์ สมเด็จพระจอมเกล้า ฯ
๗. รามเกียรติ์ สมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ
๘. โคลงภาพรามเกียรติ์ ที่วัดพระแก้ว
ทั้ง ๘ ฉบับ อยู่ในความนิยมและมีชื่อเสียงเพียง ๕ ฉบับ คือ

๑. รามเกียรติ์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
๒. รามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑
๓. รามเกียรติ์ บทละครในรัชกาลที่ ๒ (นิยมกันมาก)
๔. รามเกียรติ์ บทละครในรัชกาลที่ ๔
๕. รามเกียรติ์ บทร้อง บทพากย์ และเจรจา ในรัชกาลที่ ๖

อย่างไรก็ดี ก็ยังนับว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ที่จะรักษาวรรณคดีไทยเอาไว้ แม้เหตุการณ์บ้านเมืองจะไม่ปกติสุขนักก็ตาม แต่พระองค์ก็ได้ฝากผลงานในทางวรรณกรรมเอาไว้ เป็นแบบอย่างการแต่งรามเกียรติ์สมัยต่อๆ มา ใช่ว่าจะขาดอรรถ¬รสทีเดียวก็หาไม่ เป็นต้นว่าบทรักบทสวาท ก็ยังมีภาพพจน์ดี ชัดเจนอยู่ เช่น
ว่าพลางทางโอบอุ้มน้อง     คืนเข้าถํ้าทองคูหา
แสนสนิทพิศวาสตรึงตรา    เสน่หาอัดอั้นพันทวี
ก็รึงรัดตระบึงร่วมรส        ภุมรีจ้องจรดเกสรศรี
กลั้วเกลือกกลีบเกษรสุมาลี    ปรีดาผาสุกสนุกใจ

ลิลิตเพชรมงกุฎ
หลวงสรวิชิต (หน) เป็นผู้แต่ง
หลวงสรวิชิต เดิมชื่อหน เข้ารับราชการตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาพิพัฒน์โกษา และเป็นเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นต้นสกุล บุญ-หลง

ท่านผู้นี้ ได้สร้างวรรณคดีชั้นยอดเยี่ยมไว้หลายเรื่อง ทั้งในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

การแต่งลิลิตเพชรมงกุฎ เพื่อถวายราชโอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒

แต่งด้วยถ้อยคำเรียบร้อย แม้จะไม่ถึงขั้นลิลิตพระลอ หรือลิลิตตะเลงพ่าย    แต่ก็คงมีความดีเด่นไว้ไม่น้อยทีเดียว

เนื้อเรื่อง จากนิทานเวตาล อันเป็นนิทานของอินเดียว่า พระเจ้าวิกรมาทิตย์    จับเวตาลได้ เวตาลได้เล่านิทานเรื่องเพชรมงกุฎให้ฟัง และได้เวตาลเป็นข้าต่อไป ตัวอย่างเช่น
กรรณิกาการะเกดแก้ว        กาหลง
พุทธชาติลำดวนดง        ดกค้อม
จำปีบีบประยงค์            หอมกลิ่น มานา
ยี่สุ่นบุนนาคน้อม        กิ่งสร้อยร้อยกุสุมาลย์
เลียนแบบพระลอ

ลิลิตพระลอ
พระเอยอาบนํ้าขุ่น         เอาเย็น
ปลาผอกหมกเหม็นยาม    ยากเคี้ยว
รุกรุยราคจำเป็น            ยามเมื่อ แคลนนา
อดอยู่เดียวดิ้วเดี้ยว        อยู่ได้ฉันใด

ลิลิตเพชรมงกุฎ
พระเอยยามยากกลั้น        กระหาย
เสพย์สิ่งใดอย่าหมาย        อิ่มท้อง
รสใดจะหลงหลาย        ดุจรส ราคนา
พ่ออย่าหลงเสพย์ต้อง        วุ่นว้ายภายหลัง
อิเหนาคำฉันท์
หลวงสรวิชิต (หน) เป็นผู้แต่ง เมื่อ พ ศ. ๒๓๒๒ ลักษณะเป็นฉันท์สลับกาพย์

ความมุ่งหมายของผู้แต่ง คงจะเป็นการแสดงฝีปากในเชิงวรรณคดี ฉันท์ และกาพย์ แม้จะใช้คำไม่ลึกซึ้ง แต่ก็มีบางตอนที่ไพเราะ

เนื้อเรื่อง จับตอนอิเหนาเผาเมืองดาหา นำบุษบาไปไว้ในถํ้า จนจรกาออกไปหา อิเหนาทำทีโกรธจรกาเรื่องที่จรกาเล่า แต่ก็อดร้องไห้ไม่ได้ เมื่อนึกถึงความฝัน ตัวอย่างเช่น
น้ำนั้นแลดั้นพุ        ชลุขึ้นบนสานู
สาบสาดเป็นฝอยฟู    ดุจสายพิรุณปราย
สร้านเซ็นกระเด็นต้อง    ละอองบุษยกำจาย
สาโรซรำเพยผาย    รศฟุ้งชโลธาร์

โคลงยอพระเกียรติ
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
นายสวน มหาดเล็กในพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นผู้แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๔ มีทั้งหมด ๘๕ บาท เป็นโคลงสี่สุภาพ

ความมุ่งหมาย เพื่อเฉลิมพระเกียติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เพื่อบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้น
เพื่อเป็นแนวทางในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีปราสาทราชวังความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยนั้น

ขึ้นต้นก็บอกชื่อผู้แต่ง วัน เดือน ปี ไม่มีบทไหว้ครู ตัวอย่างเช่น
ขอพรพระพุทธเรื้อง         สพัญญู
จงแผ่พระเดชชู            ปิ่นเกล้า
ตราบเสร็จโพธิญาณตรู    ตราโลก
ดัดเด็จปัญจขันธ์เจ้า        สู่ห้องนฤพาน

กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
พระยาราชสุภาวดี และพระภิกษุอิน ช่วยกันแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒-๑๓๑๙

เป็นฉันท์และกาพย์ กฤษณาสอนน้องนี้ เข้าใจว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทว่าต้นฉบับได้สูญหายไป จึงมีผู้รวบรวมแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำสุภาษิตสอนหญิง เกี่ยวกับการวางตัว ประพฤติตัวให้เป็นกุลสตรีที่ดี

วรรณคดีเรื่องนี้ มีสำนวนใกล้เคียงกับต้นฉบับ ของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ของสมเด็จฯ มีคนนิยมอ่านอย่างกว้างขวางมากกว่า แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ก็ยังนิยมของสมเด็จ ฯ มาก

นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน
เป็นนิราศเรื่องแรกที่เป็นกลอน
ความมุ่งหมาย เพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ในการเดินทาง ความอาลัยอาวรณ์ต่อหญิงที่ตนรักต้องจากไป ตามลีลาของนิราศทั้งหลาย

ให้ความรู้ในด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมของจีน ที่ได้พบเห็นมา เมื่อท่านผู้แต่งนี้กับราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๔ ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าเขี้ยนหลง โดยเรือทั้งสิ้น ๑๑ ลำ

บรรยายโวหารได้ดี ทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ เช่น
ครั้นเรือล่องคล้อยคลองตลาดเลี้ยว
ตลิ่งเหลียวแลชลนัยน์ไหล
จะจากเรือนจากเพื่อนภิรมย์ไกล
ถึงสายใจนี้จะขาดอาตมา
โอ้ความปรีเปรมเกษมสันต์
ตั้งแต่จะนับวันคอยหา
จะนับเดือนเคลื่อนสังวัจฉรา
จะก้มหน้านิ่งชํ้าระกำไป

การเดินทางของราชทูตครั้งนี้ มุ่งไปที่กวางตุ้งก่อน จากกลอนถวายพระเกียรติ และถวายพระพรว่า
สรวมชีพบังคมบรมนาถ
ด้วยภักดีชุลีลาบาท            อภิวาทขอเบื้องพระบารมี
เป็นร่มโพธิ์สุวรรณกั้นเกศ         ไปประเทศกวางตุ้งกรุงศรี
เป็นจดหมายถวายมาด้วยภักดี     ตามที่ได้สดับเดิมความ

การเดินทางของราชทูต มีอันตรายอย่างมากเพราะเรือโดยสารไม่มีความปลอดภัยเหมือนสมัยนี้ ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเดินทางและเรือก็ให้ความปลอดภัยน้อยเหลือเกิน ถ้าจะเทียบกับสมัยปัจจุบันนี้
อันตรายจึงมีรอบด้าน เช่น

จะดูโดยพิศใดก็ใจหวาด วิปลาสเห็นวาฬขึ้นข้างขวา ประมาณยาวราวสามสิบห้าวา ที่ท่อนหน้าไม่ตระหนักประจักษ์ใจ

สรุปแล้ว วรรณคดีในสมัยกรุงธนบุรี แม้จะเป็นราชธานีในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี แต่ก็มีวรรณคดีที่ปรากฏมาจนทุกวันนี้หลายเรื่อง    และเป็นการเริ่มต้น ทำให้เกิดวรรณคดีที่เป็นอมตะ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบันนี้

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดียุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

อิเหนา
พ.ศ.๒๒๗๕-พ.ศ.๒๓๑๐
นับตั้งแต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช    เสด็จสวรรคตแล้ว บ้านเมืองไม่สู้จะสงบสุขนัก เนื่องจากมีการแย่งราชสมบัติกัน ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองอยู่เรื่อยๆ จนถึง พ.ศ. ๒๒๗๕

ต่อจาก พ.ศ. ๒๒๗๕-พ ศ. ๒๓๑๐ บ้านเมืองอยู่ในปกติสุขขึ้น ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ จึงมีวรรณคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง ได้แก่ วรรณคดีประเภทบทละคร กลอนแปด เล่นเป็นเพลงยาว ดอกสร้อย สักวา อันเป็นแบบอย่างแพร่หลายมาจนทุกวันนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ทรงสนพระทัยในด้านอักษรศาสตร์ ด้านศาสนา จึงทำให้เกิดกวีเอกขึ้นหลายท่าน ทั้งที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต วงวรรณคดีได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกวาระหนึ่ง

จนถึง พ ศ. ๒๓๑๐ อันเป็นการสูญเสียเอกราชของชาติไทย และสูญเสียวรรณคดีลํ้าค่าหลายเรื่อง เพราะผลจากการศึกสงครามชนิดล้างชาติบ้านเมือง กรุงศรีอยุธยาถูกไฟเผา วัดวาอารามถูกไฟไหม้ สิ่งของต่างๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ต้องพลอยสาปสูญไปด้วย

โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์
เป็นพระราชนิพนธ์ ของสมเด็จพระบรมโกษฐ์ ครั้งเป็นกรมพระราชวังบวร ในแผนดินพระเจ้าท้ายสระ

แต่งขึ้นเพื่อสดุดี เทิดเกียรติของพระเจ้าท้ายสระ กล่าวถึงการชะลอพระพุทธไสยาสน์ให้พ้นจากการถูกน้ำ เซาะ มีโคลง ๖๙ บท แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ เดิมอยู่ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก อ่างทอง

สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จไปพบเข้า    จึงทรงโปรดให้เจ้าหน้าที่หอสมุดทำการคัดลอก โคลงเหล่านั้นเอาไว้

มีถ้อยคำที่ไพเราะ พรรณนาโดยละเอียด ให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตัวอย่างเช่น
เชือกใหญ่ใส่รอกร้อย         เรียงกระสัน
กว้านยึคชลอผันขัน        ยึดยื้อ
ลวดหนังรั้งพลันวัน        พวนเพิ่ม
โห่โหมประโคมอึงอื้อ        จากเจ้าประโคมไป

ในด้านความรู้ ในสมัยนั้นใช้เชือกหนัง จะเป็นหนังวัว หนังควายก็ได้ นำมาทำเป็นเชือกแน่นหนาทนทานดี

ตะวันลงตรงทิศถตุ้ง        แทงสาย
เซาะฝั่งฟังระหุยระหาย    รอดน้ำ
ขดเขื่อนเลื่อนทล่มทลาย    ริมราก
ผนังแยกแตกแตนซ้ำ        รูปร้าวปฏิมา
แสดงว่าน้ำเซาะเขื่อน        ทำให้บางส่วนพังทลาย

ไม่อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยทำให้พระร้าว จึงต้องมีการชลอพระพุทธไสยาสน์ ให้อยู่ในสภาพปกติ

เป็นความรู้ให้แง่ประวัติศาสตร์ สมัยนั้นว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในทางภูมิศาสตร์

โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย
มีลักษณะโคลงสี่สุภาพ ทำนองนิราศ
ทรงนิพนธ์เพื่อแสดงว่า พระองค์ก็ทรงเป็นนักกวีมือหนึ่งเหมือนกัน

โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัยนี้  พระยาตรังเป็นผู้รวบรวมไว้ ตัวอย่างเช่น
เห็นวังวาริศร้าง        ริมแคว น้ำนา
พระนครหลวงแล    เปล่าสร้อย
วังราชฤมาแปร        เป็นป่า
เกรงจะแปรใจเจ้า    ห่างแล้วลืมเรียม

นันโทปนันทสูตรคำหลวง
เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๘ ขณะที่ทรงผนวชอยู่วัดโคกแสง ทั้งถือกันว่าเพื่อลบล้างมลทินทั้งหลายที่กระทำไว้ คือการลอบทำร้ายพระภิกษุ

เดิมเป็นภาษาบาลี อยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกาย ชื่อนันโทปนันทสูตร พระมหาพุทธสิริเถระเป็นผู้แต่ง เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสให้พระโมคคัลลานอัครสาวกเบื้องซ้าย ไปปราบพยศพญานาคเกเร ชื่อนันโทปนันท ให้ละทิฐิ ต่อมาก็ยอมรับนับถือพระองค์

เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ กับพระพันวัสสาใหญ่ ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๘ สิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๘ ได้เป็นเจ้าฟ้าต่างกรม พระนามว่า ขุนเสนาพิทักษ์

เมื่อลาผนวชแล้ว ได้เป็นพระมหาอุปราชแต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์ และเจ้าฟ้านิ่ม พระสนมของพระราชบิดา เมื่อชำระความแล้วจึงให้โบย ๑๘๐ ที เจ้าพาสังวาลย์ ๓๐ ที แล้วจำไว้ ๓ วัน ก็สิ้นพระ ชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๘

มาลัยคำหลวง
เดิมเป็นภาษาบาลีชื่อ มาเลยยสูตร ภิกษุลังกาเป็นผู้แต่งก่อนตั้งกรุงสุโขทัยประมาณ ๑๐๐ ปี ต่อมาพระพุทธวิลาศ พระเชียงใหม่ได้ขยายความไห้ชื่อว่า “ฎีกามาลัย”

เจ้าฟ้า ธรรมาธิเบศร์ ทรงนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๐ หลังจากที่ได้นิพนธ์ นันโทปนันทสูตรแล้ว ๑ ปี

ลักษณะเป็นภาษาบาลีสั้นๆ แต่งเป็นร่ายสุภาพ ภาพย์ยานี และโคลงสี่สุภาพ เป็นวรรณคดีที่รู้จักกันมาก ทั้งนี้อาจจะเพื่อแข่งกับกาพย์มหาชาติ เพราะมีทำนองแต่งเหมือนกัน คือวางคาถาขึ้นต้นบท แล้วแปลเป็นร่าย ขยายความเป็นตอนๆ

มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับทางศาสนา พระอรหันต์ชื่อ พระมาลัย อยู่ ณ โลหชนบท ในลังกาทวีป ได้ลงไปโปรดสัตว์นรก และเหาะขึ้นไปนมัสการพระธาตุจุฬามณีบนสวรรค์ ได้พบพระศรีอาริย์ แล้วกลับมาเล่าให้ประชาชนฟัง บอกให้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับ นรก สวรรค์ เป็นอย่างไร

เป็นการสั่งสอนมิให้คนทำบาป ทำแต่บุญ มีสำนวนภาษาบาลี และสันสกฤตปนมาก พรรณนาโวหารอย่างละเอียด อ่านเข้าใจง่าย ในปัจจุบันนี้มีสวดน้อย ตัวอย่างเช่น
อิติ วตฺนา ปน ปาปมนุสสฺสานํ

พระเมตไตรยวรนาถ จึงมีราชบรรหาร แสดงสื่อสารอนุสนธ์ ว่าฝูงชนทั้งหลาย ทำบาปหมายมากมั่น อันจะมิทันศาสนา…

กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
เป็นวรรณคดี ที่ให้ความรู้ทางธรรมชาติอย่างชัดแจ้งในขณะเสด็จประพาสธารทองแดงของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เพื่อแข่งกับโคลงของพระศรีมโหสถ

แต่งเมื่อระหว่าง พ.ศ. ๒๒๘๔ ถึง พ.ศ. ๒๒๙๘

ตัวอย่างชมขบวนติดตาม
เกลื่อนกรูหมู่จัตุรงค์        เป็นกันกงเรียบเรียงไป
ทรงช้างระวางใน            เทพลีลาหลังคาทอง

เกลื่อนกรูหมู่แห่ห้อม        เรียงไสว
เสด็จพุดตานหลงไคล        หว่างเขรื้อง
ทรงช้างระวางใน            มีชื่อ
เทพลีลาเยื้อง            ย่างแหนหลังดี

ชมสัตว์
งูเหลือมกินสุกร            อึ้งทึ้งนอนห่อนเลื้อยไป
หน่อไม้ขึ้นมาไช            แทงท้องตลอดรอดคลานคลืน

งูเหลือมกินลมั่งเนอ        กวางฟาบ
บห่อสุดคลาคลาด        อิ่มอึ้ง
นอนใกล้กอไผ่สาน        แซมหน่อ
แทงตลอดหลังขาดขรึ้ง    เมื่อเลื้อยคลานไป

ไก่ป่าขันเจื้อยแจ้ว         กลางดิน
ลูกเมียเขี่ยหากิน            กกหลับ
เห็นคนก่นวิ่งบิน            ยามตื่น
ซอกซอนซ่อนตัวเร้น        พุ่มไม้สูญหาย

วรรณคดีเรื่องนี้ จึงให้ความรู้ตามทางเสด็จผ่าน มีการชมนกชมไม้ ชมความสวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นวรรณคดีที่น่าอ่านเรื่องหนึ่งของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

กาพย์เห่เรือ
เป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทรงนิพนธ์ในสมัยพระเจ้าบรมโกษฐ์ นิพนธ์ขณะที่ตามเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท เป็นกาพย์สำหรับฝีพายเห่ในขบวนเรือเสด็จ

ลักษณะเป็นกาพย์เห่    แต่งโคลงสี่สุภาพนำบท แล้วแต่งกาพย์ยานีตาม เมื่อขึ้นเรื่องใหม่ก็แต่งโคลงใหม่แล้วตามด้วยกาพย์ยานีเรื่อยไป

เนื้อเรื่อง มีการชมเรือ ชมปลา ชมนก ชมไม้ และเห่เรื่องกากีแทรก

เป็นที่ยอมรับแล้วว่า เป็นกาพย์เห่เรือเรื่องแรกของไทย และมีความไพเราะที่สุด ตัวอย่าง
รอนรอนสุริยคล้อย        สายัณห์
เรื่อยเรื่อยเรื่อแสงจันทร์    ส่องฟ้า
รอนรอนจิตรกระสัน        เสียวสวาท แม่เอย
เรื่อยเรื่อยเรียมคอยถ้ำ        ที่นั้นห่อนเห็น

เรื่อยเรื่อยมารอนรอน        สุริยาจรเข้าสายัณห์
เรืองรองส่องสีจันทร์        ส่องแสงกล้าน่าพิศวง

ริ่วริ่วจันทร์แจ่มฟ้า        เหมือนพักตราหน้านวลผ่อง
สูงสวยรวยรูปทรง        ส่องสีเจ้าเท่าสีจันทร์

ชมปลา
พิศพรรณปลาว่ายเคล้า    คลึงกัน
ถวิลสุดาดวงจันทร์        แจ่มหน้า
มัศยายังพัวพัน            พิศวาส
ควร ฤ พรากน้องช้า        ชวดเคล้าคลึงชม ฯ

พิศพรรณปลาว่ายเคล้า    คิดถึงเจ้าเศร้าอารมณ์
มัศยายังรู้ชม            สมสาใจไม่พามา ฯ

นวลจันทร์เป็นนวลจริง        เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา
คางเบื้อนเบื้อนหน้ามา    ไม่งามเท่าเจ้าเบือนชายฯ
เทียนทองงามดั่งทอง        ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย
กระแหแหห่างชาย        ดังสายสวาทคลาดจากสมรฯ

ชมนก
รอนรอนสุริยะโอ้            อัสดง
เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง        ค่ำแล้ว
รอนรอนจิตรจำนง        บุญพี่ เพียงแม่
เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว        คลับคล้ายเรียมเหลียว ฯ

เรื่อยเรื่อยมารอนรอน            ทิพากรจะตกต่ำ
สนธยาจะใกล้ค่ำ            คำนึงหน้าเจ้าตราตรู ฯ

เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง            นกบินเฉียงไปทั้งหมู่
ตัวเดียวมาพลัดคู่            เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดายฯ

เห็นฝูงยูงรำฟ้อน                คิดบังอรร่อนรำกราย
สร้อยทองย่องเยื้องชาย        เหมือนสายสวาทนาดนวยจร ฯ

กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท
(นิราศธารโศก)
เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทรงนิพนธ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์

เนื้อเรื่องคล้ายจะแข่งกับทวาทศมาส    เพราะพรรณนาในบทสวาทเป็นยามๆ ไปจนสว่าง แล้วรำพันไปตามวัน สัปดาห์ เดือน ฤดู และปี เป็นการแสดงฝีปากตามวิสัยของกวี
เป็นนิราศเรื่องเดียวที่แต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง
เป็นถ้อยคำสำนวนไพเราะ พรรณนาละเอียดดี
นางเอกในวรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นเพียงภาพฝัน จะเห็นได้จากกาพย์บทหนึ่งว่า
จบเสร็จครํ่าครวญกาพย์     บทพิลาปถึงสาวศรี
แต่งตามประเวณี        ใช่เมียรักจักจากจริง…
ตัวอย่าง
ชมผม
ผมเผ้าเจ้าดำขลับ        แสงยับยับกลิ่นหอมรวย
ประบ่าอ่าสละสลวย        คือมณีสีแสงนิล

ชมรูปร่าง
เอวอรอ่อนระทวย        สะอาดสวยรวยรูปจริง
น้องอ่ากว่าหญิง            งามแต่เจ้าเล่าฤาโฉม

ยาม
ยามหนึ่งเคยคลึงเคล้า        จูบกอดเจ้าเฝ้าชมกัน
เวลามาตามทัน            ให้ไกลข้างร้างแรมสองปี
ปีชวดชวดเชยช้า            โฉมหลอกหล้าน่าเอ็นดู
ปีชวดเป็นชื่อหนู            พอเรียมร้างอ้างกาลปี

เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง
เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงนิพนธ์ ลักษณะเป็นกลอนเพลงยาว สำหรับเป็นสื่อความรัก นัยว่าเป็นการคร่ำครวญถึงความรักที่มีต่อเจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งพระองค์ต้องสิ้นพระชนม์เพราะความรักนี้ ตัวอย่างเช่น
ปางพี่มาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายเดือนหมายดวงดารากร        อันลอยพื้นอัมพรโพยมพราย
แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาส            ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนินชาย            เมียงหมายรัศมีพินมนทอง
นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน        สุดจะหาญที่จะเหิรเวหาสห้อง
สุดที่คิดจะเข้าเคียงประคอง            สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน

เป็นกลอนเพลงยาว ที่มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสัมผัสและการเล่นอักษร ทำให้อ่านแล้วซึ้งและจับใจ

ด้วยความรักอันร้อนแรง และอยู่ในขอบเขตประเพณีในสมัยนั้น จึงทำให้เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ต้องสูญสิ้นชีวิต เช่นเดียวกับนักกวีชื่อดัง คือ ศรีปราชญ์

วรรณกรรม ที่เกิดจากมันสมองของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ดังได้กล่าวมาแล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็นวรรณกรรมที่ดีเด่นน่าอ่าน มีโวหารคมคายและมีความไพเราะทั้งสิ้น ซึ่งเป็นแบบฉบับของนักกวีรุ่นหลังได้ยึดเป็นแบบฉบับใช้กันมาทุกวันนี้ ซึ่งเรียกว่าเป็นวรรณกรรมที่ไม่ตาย แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์มานานแล้วก็ตาม ทว่า วรรณคดีของพระองค์ยังคงเด่นอยู่ในวงวรรณคดีมาจนทุกวันนี้

อิเหนาดาหลัง
เจ้าฟ้ามงกุฎทรงนิพนธ์ ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์

ดังนั้นเรื่องอิเหนา ซึ่งมีอยู่ในพงศาวดารของชวา ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ อิเหนาเป็นกษัตริย์ที่รูปงาม ชาวชวายกย่องว่าเป็นมหาราช เรื่องราวตอนหลังๆ มักจะเพิ่มเติมขึ้นมาก และได้เข้ามามีบทบาทในวรรณคดีไทย สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ สาเหตุที่ได้เรื่องนี้ก็ เนื่องจากได้เชลยชาวมลายู และได้พระราชทานเชลยนี้ให้เป็นนางข้าหลวงของเจ้าฟ้าหญิงกุณฑล และเจ้าฟ้าหญิง มงกุฎ นางเชลยผู้นี้จึงได้เล่าเรื่องอิเหนาให้ฟัง เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองจึงทรงนิพนธ์เบป็บทละครขึ้น ต่างพระองค์ต่างนิพนธ์แข่งกัน

เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทรงนิพนธ์ให้ชื่อว่า “ดาหลัง” ตามชื่อเดิม ส่วนเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎทรงนิพนธ์ให้ชื่อว่า “อิเหนา” คนทั้งหลายจึงเรียกดาหลังว่าอิเหนาใหญ่ เรียก อิเหนาว่า อิเหนาเล็ก

ข้อเปรียบเทียบ
อิเหนาใหญ่ของเจ้าฟ้าหญิงกุณฑล ดำเนินเรื่องตามเรื่องเดิม แม้แต่ชื่อตัวละครชื่อต่างๆ ก็คงเดิมเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้จดจำได้ยาก คนอ่านก็ไม่สู้จะนิยม

อิเหนาเล็กของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ ได้ดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย ทำให้เข้าใจง่าย ทำให้คนนิยมอย่างแพร่หลาย

เรื่องอิเหนา ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในวงวรรณคดีของไทย จนมีนักกวีรุ่นหลังๆ ได้จดจำเป็นแบบอย่าง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ต้นฉบับเดิมขาดหายไปมาก รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดให้แต่งจนครบบริบูรณ์ ทั้งนี้ก็โดย ชาวมลายูที่ชื่อยายะโวได้เล่าให้ฟัง

ปุณโณวาทคำฉันท์
พระมหานาค วัดท่าทราย เป็นผู้แต่ง แต่งไว้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐN

เนื้อเรื่อง กล่าวถึงตำนานพระพุทธบาท ทรงโปรดให้ทำมณฑปสวมพระบาท พรรณนาบริเวณพระพุทธบาท และการสมโภชพระพุทธบาท ในสมัยนั้นใช้สำนวนไพเราะ แต่ไม่สู้จะเคร่งครัดฉันทลักษณ์นัก

พรรณนาโดยละเอียด เห็นภาพพจน์ได้ชัดเจน เป็นฉันท์เรื่องเดียวในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีผู้นิยมอ่านจนติดปาก ได้ความรู้ในด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ตัวอย่าง
ใบโพธิ์สุวรรณห้อย         ระยาบย้อยบ่รุงรัง
ลมพัดกระดึงดัง            เสนาะศัพท์อลเวง
เสียงดุจเสียงคีต             อันดึงดีดประโคมเพลง
เพียงเทพบรรเลง            ระเรื่อยขับระบำถวายฯ

การเล่น
โขนหนังระดับช่อง         ระทาหุ่นและรามัญ
รำเล่นบ่เป็นฉัน            ทิจะสุนทราแล

เหล่าหกคะเมนเมิล         จรลีวละลานแด
ยกบาทกลับแปร            ศิรลงก็เสียวสยอน

ไต่ลวดแลกุมหาง         มยุรย่างพเนจร
แล่นเล่นบ่อาทร            ดุจเหาะจะเหินหาว

แนมนิทรลวดแลบ         ก็กระแหนบทิหนวดคราว
ห้อยหันคือค้างคาว        ชนเสียวแสยงแทน
เราจะรู้เรื่องราว แม้แต่การเล่นในการสมโภชพระพุทธบาทในสมัยนั้นว่ามีอะไรบ้าง พระมหานาคนี้ยังได้แต่งนิราศพระบาท คู่กับปุณโณวาทคำฉันท์ เป็นการชมความงามของพระพุทธบาทอีกด้วย มีความไพเราะอยู่มาก

กลบทศิริวิบูลย์กิติ
วรรณคดีเรื่องนี้ เป็นชาดกรวมอยู่ในปัญญาสชาดก ซึ่งหลวงศรีปรีชา (เซ่ง) เป็นผู้แต่ง แต่งในสมัยสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกษฐ์ ดังจะเห็นได้จากคำว่า
“ข้าชื่อเซ่งเขียนชื่อซร้องจองนามหมาย
ลํ้าไว้ชื่อลือว่าชายไว้ศักดิ์ศรี
พระบัณฑูรภูลบันเทิงพระทัยทวี
ตั้งยศแสงแต่งยศศรีหลวงปรีชา
พินิจดูภูวนาถได้ให้ศักดิ์แสง
ตามทำนองต้องตำแหน่งเป็นโหรา
แจ้งซึ่งอรรถจัดซึ่งองค์ชาดกมา
ยกคาถังยังคาถาซัดบาฬี…

แสดงว่าหลวงศรีปรีชานี้ มิใช่เพียงเป็นนักกวีเท่านั้น ยังมีความรู้ทางโหรอีกด้วย
ลักษณะ เป็นกลอนกลบท ความมุ่งหมายเพื่อจะได้รู้เรื่องราวชาดกเรื่องนี้ เป็นการส่งเสริมพระศาสนา และแสดงความสามารถในเชิงกวีให้โลกเห็น ดังคำว่า
“ล้ำไว้ชื่อลือว่าชายไว้ศักดิ์ศรี”
มีเรื่องย่อว่า
ท้าวยศกิติ กับพระนางศิริมดี ครองนครจำปาก ประชาชนได้ทูลเชิญให้ทำพิธีขอราชโอรส เนื่องจากไม่มีรัชทายาท พระนางศิริมดีทรงบำเพ็ญศีลจนร้อนถึงพระอินทร์ ทูลเชิญพระโพธิสัตว์มาจุติ พระยาพาลราช ยกทัพมารบ ทั้งสองพระองค์พากันหนีไปที่วิบูลย์บรรพต ท้าวยศกิติถูกจับไปทรมาน

ครั้นพระกุมารศิริวิบูลย์กิติเจริญวัยขึ้น จึงไปช่วยพระราชบิดาซึ่งกำลังจะถูกประหาร ด้วยการขอตายแทน แต่ไม่มีใครฆ่าพระราชกุมารได้ พระยาพาลราชจึงถูกธรณีสูบ ตอนท้ายมีการกล่าวถึงการกลับชาติเกิดด้วย

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ มีนักกวีฝีปากยอดเยี่ยมอยู่หลายท่าน แต่ละท่านได้ฝากผลงานเอาไว้เป็นแบบฉบับ    นับเป็นสิ้นสมัยยุคปลายของกรุงศรีอยุธยา

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีกรุงศรีอยุธยายุคกลาง

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๙๙-พ.ศ.๒๒๓๑
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เป็นยุคที่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตเกิดขึ้นมาก และเป็นยุคที่กวีและงานประพันธ์รุ่งเรืองที่สุด เพราะ
๑. บ้านเมืองอยู่ในความสงบ ปราศจากศึกสงคราม
๒. สมเด็จพระนารายณ์ สิ้นพระทัยในด้านกวีนิพนธ์มาก
๓. มีนักปราชญ์ นักกวี ที่มีความรู้เกิดขึ้นในสมัยนี้มาก
๔. การติดต่อกับชาวต่างประเทศ เป็นไปอย่างกว้างขวาง มีพวกมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่พระศาสนา จึงทรงโปรดให้แต่งหนังสือขึ้นเป็นการเผยแพร่

สมุทรโฆษคำฉันท์
เป็นเรื่องที่มาจากปัญญาชาดก เรื่องสมุทรโฆษชาดก (ชาดกมี ๒ ชุดคือ นิบาตชาดก กับ ปัญญาชาดก (ชาดก ๕๐ เรื่อง)

สมุทรโฆษคำฉันท์นี้ เป็นวรรณคดีที่ประหลาด คือ แต่งหลายสมัย หลายคนจึงจบ ตอนต้นแต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพระมหาราชครู สมเด็จพระนารายณ์ โปรดให้แต่งเป็นบทพากษ์หนังใหญ่ เพื่อแสดงถวายในพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา ครบเบญจเพศของพระองค์ แต่พระมหาราชครูแต่งยังไม่จบก็ถึงแก่อนิจจกรรมเสียก่อน

สมเด็จพระนารายณ์ ทรงนิพนธ์ต่อ ก็ยังไม่จบ เสด็จสวรรคตเสียก่อน จนถึงรัชกาลที่ ๓ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนิพนธ์ต่อจนกระทั่งจบ

ทั้งสามท่านนี้ นับว่าเป็นนักปราชญ์ที่ยอดเยี่ยมทั้งสิ้น เริ่มแต่งราว พ.ศ. ๒๒๑๐ มาเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ เป็นเวลานานถึง ๑๕๐ ปี จึงเบป็วรรณคดีที่ยอดเยี่ยม แต่งหลายคนหลายสมัย ล้วนแล้วแต่นักปราชญ์ชั้นดีของเมืองไทยทั้งสิ้น

ทำนองแต่งเป็นฉันท์ปนกาพย์    เป็นถ้อยคำที่ไพเราะ เมื่อมาแต่งคนละสมัย ย่อมจะมีความรู้เรื่อง ความเป็นมาในสมัยนั้นๆ แตกต่างกันไป นอกจากมีความรู้แล้ว ยังได้รับความเพลิดเพลินจากถ้อยสำนวนภาษาแต่ละยุคอีกด้วย ถ้าพูดถึงเรื่องฉันท์แล้ว สมุทรโฆษคำฉันท์ จึงได้ชื่อว่า เป็นวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมในทางฉันท์ แทรกคติธรรมอันสูง เป็นการเปรียบเทียบสำนวนของนักปราชญ์คนละสมัย ที่มีความยอดเยี่ยมพอๆ กัน ดังเช่น

พระสมุทรโฆษชมป่า
ดาษเดียรเมียรมฤคปักษี        มีสระแลคีรี
ชรลองคูหาห้วยธาร
พระสุริยสายัณห์สำราญ          สัตว์ไพรสบสถาน
สมสรกอกลอยเกรียง
นกหกต่างรวงรัง                และประนังกันแข่งขัน
เหยื่อป้อนปากเมียตน            และตระเหินตระหวนหัน
พระแลคณานก            และตระดกมนะพรรษ์
ใจจงพธูสวรร-            ค และท้าววังเวงใจ

คติเตือนใจ
แม้วหม้ายมากทรัพย์นับแสน  ฤาใครกลัวแกลนกรเลียด บ เบียดบีฑา
ห่อนผู้อำรุงผดุงผกา        คุ้มครองเป็นภาร
เพื่อพำนักนิไป่มี
เสื่อมสูญพูลพิพัฒน์สวัสดี     ดูเฉกกอุคนี
นิราศธุมาอากูล
ผิ บ นั้นคือคงคาสูญ        สายสินธุ์ เพียบพูน
แลโหดแลแห้งแล้งไหล
ผิ บ นั้นคะนึงหนึ่งเวียงไชย     ร่างราชผู้ไอ-
ศวรรย์เสวยราชมี
ผิ บ นั้นหนึ่งรถราชี    เว้นธวัชเป็นศรี
สง่าที่งอนห่อนยล
ล้วนเสื่อมสิ่งสถาพรผล ทั่วผู้หมู่ชน
บ ซร้องสรรเสริญเยินยอ

ตรงนี้ตรงกับกฤษณาสอนน้อง ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ผู้ทรงนิพนธ์สมุทรโฆษ ตอนนี้
โคลงพาลีสอนน้อง ทศรถสอนพระราม โคลงราชสวัสดิ์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระราชนิพนธ์ ความมุ่งหมายเพื่อสั่งสอนข้าราชการ เป็นโคลงสี่สุภาพ

โคลงพาลีสอนน้อง
เจ้าเมืองขีดขินได้สอนสุครีพและองคต ดังเช่น
ทูลผิดกิจแจ้งจัด            ประการใด
คอยดูเมื่อภูวไนย        ผ่องแย้ม
แปรผันบัณฑูรไข            สิงหนาท
จึงค่อยชะรอยเติมเเต้ม    เมื่อท้าวสุขสานต์

โคลงทศรถสอนพระราม
ท้าวทศรถสั่งสอนพระราม     เมื่อจะมอบราชสมบัติ
ให้ครอบครอง เช่น
ความผิดมิตรโทรหเที้ยม        อาธรรม์
จงประคองป้องกันสรรพ์        ชั่วช้า
โทษหนักสลับแสลงปัน        ผจงปลิด
หยุดหยั่งรังรักหล้า            แบ่งให้ทุเล่าเบา

โคลงราชสวัสดิ์ เป็นเรื่องพระพุทธเจ้า ทรงแสดงพุทธโอวาทเกี่ยวกับจรรยามารยาทแก่ข้าราชการเช่น
เตียงตั่งตั้งไว้อย่า        เถลิงกาย
แท่นทองผ่องพรรณราย    เพลิศแพร้ว
ขององค์พงศ์สุทธสาย        กษิรโลก
อย่านั่งจังไรแล้ว            เสนียดร้ายรังแสลง

เสือโคคำฉันท์
พระมหาราชครู เป็นผู้แต่ง พระมหาราชครู เป็นกวีเอกในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหาราชครูผู้นี้ เป็นคนๆ เดียวกับพระโหราธิบดี ซึ่งเป็นบิดาของศรีปราชญ์

นักปราชญ์บางท่าน ก็ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน คือ เป็นบิดาของศรีปราชญ์ เป็นทั้งอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์ จึงเรียกว่า มหาราชครู และเป็นทั้งโหรประจำราชสำนัก จึงเรียกว่า โหราธิบดี

อีกฝ่ายหนึ่งค้านว่า ควรจะเป็นคนละคน เพราะปรากฏตามทำเนียบว่า เป็นขุนนางคนละตำแหน่ง ปัญหาจึงยังไม่อาจชี้ชัดลงไปได้

เสือโคคำฉันท์นี้ ได้มาจากปัญญาชาดก ลักษณะเป็นฉันท์ รวม ๖ ชนิด คือ ฉันท์ ๑๑, ๑๒, ๑๔, ๑๕, ๑๙, ๒๑ และเป็นกาพย์ ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละครเรื่องคาวีขึ้น โดยเอาเค้าโคลงจากเสือโคคำฉันท์

เป็นฉันท์เรื่องแรกที่จบสมบูรณ์ มีคติสอนใจ การแต่งไม่ถือเอาครุ ลหุ เป็นหลัก เอาจำนวนคำเป็นหัว พรรณนาไพเราะจับใจ เช่น
“ข้าให้โหยหิวหานม        นอนแน่เลวลม
ลำบากก็สุดแรงโรย
มีโคแม่ลูกชายโชย        เดินดั้นดาลโดย
ลำเนาตูข้าวอาศัย
ข้าเห็นคือแม่คลาไคล        ถึงสว่างอาไลย
ก็ขอกษิรามพุกุญช์”

จะเห็นได้ว่า มีถ้อยคำศัพท์ยาก และเป็นคำโบราณน้อย ง่ายแก่การอ่าน และเข้าใจเรื่องเป็นอย่างดี

จินดามณี
พระโหราธิบดีเป็นผู้แต่ง    แม้จะมีปัญหาตกลงแน่ชัดไม่ได้ว่า พระมหาราชครู กับพระโหราธิบดีเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ในที่นี้ก็ขอให้ถือว่าเป็นคนละคนกัน แต่งประมาณ พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ลักษณะเป็นร้อยแก้วปนกับคำประพันธ์ชนิดต่างๆ เป็นหนังสือแบบเรียนเล่มแรกของเมืองไทย ถือเป็นหลักของภาษาไทย และประสงค์จะให้คนไทยหันมา เอาใจใส่ในหนังสือไทย โดยเกรงว่าคนไทยจะหันไปเข้ารีดในสมัยนั้น ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ทรงห่วงใย และทรงโปรดให้แต่งขึ้น และใช้เป็นแบบเรียนมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วรรณคดีเรื่องนี้กล่าวถึง การอ่านคำ การประสมคำ การใช้อักษร ศ. ส. ษ. อักษรสามหมู่ วิธีผัน การใช้ไม้ม้วน ไม้มลาย ไม้เอก ไม้โท ฯลฯ

การใช้ภาษาค่อนข้างจะยาก สำนวนค่อนข้างจะเก่า ตัวอย่าง เช่น

อักขระเป็นหมู่ สองสามเป็นคู่ ไม้ม้วน ไม้มลาย ไม้เอก ไม้โท เป็นคู่หมู่หมายปาฏิหาริย์ รายฝนทอง ฟองมัน

สถิลธนิต กาพย์กลอนผันติด ชิดรัดเกี่ยวพันธ์ คิดควรจงแม่น อย่าได้
เสรอดสรันอย่าเอาอื่นบรร มาใส่ใช่การ

อันว่ามุนีนารถนักปราชญ์ผู้ใด ใครจักเรียบระเบียบอรรถาภิปราย ย้ายกาพย์กลอนฉันท์พิศาล เรียบอรรถด้วยรัสะฑีฆะ กลระเบียบระบอบประกอบสัพทามหานิทาน ตระการด้วยพฤตโตโทไกร  คัมภีร์ศาสตราคมผสมอรรถ ให้รู้จักกฤตการดังนี้

การใช้ศัพท์ค่อนข้างจะยาก    แต่ก็ใช้เป็นแบบเรียนตลอดมาหลายยุคหลายสมัย

พงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา
(ฉบับหลวงประเสริฐ)
หลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้พบพงศาวดารนี้ที่จังหวัดเพชรบุรี    เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. ๖๘๖ จนถึง พ.ศ. ๙๖๖ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกกองทัพไปตีพม่า และสวรรคตที่ห้างหลวง

ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่เข้าใจว่า สมเด็จพระ นารายณ์มหาราช ทรงรับสั่งให้เอาจดหมายเหตุของพระมหาราชครูมาเรียบเรียงใหม่เป็นถ้อยความร้อยแก้วธรรมดา

สิ่งที่ได้จากวรรณคดีเรื่องนี้
๑. รู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยในสมัยนั้น คงจะบันทึกโดยพระมหาราชครู
๒. อ่านง่ายเข้าใจง่าย เพราะเป็นร้อยแก้วธรรมดา
๓. สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทรงเข้าพระทัยว่ามี ๒ เล่ม
๔. ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเก่าที่ใช้กันอยู่ในสมัยนั้น แต่อ่านเข้าใจง่าย ดังเช่น
“…ศักราช ๙๐๐ วอกศก วันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ เสด็จออกสนามให้ชนช้าง แลช้างพญาไฟนั้นงาหักเป็น ๓ ท่อน

อนึ่ง อยู่สองวัน ช้างต้นพระฉัททันต์ไล่ร้องเป็นเสียงสังข์ อนึ่งประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์ เถลิงวันอาทิตยขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ สมเด็จพระเจ้ายอดฟ้าเป็นเหตุ จึงขุนชินราชได้ราชสมบัติ ๔๒ วัน แลขุนชินราชแล แม่ยั่วศรีสุดาจันทร์เป็นเหตุ จึงเชิญสมเด็จพระเธียรราชาธิราชเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น ซึ่งคนรุ่นหลังจะได้รู้เรื่องราวต่างๆ ได้ดี

กาพย์ห่อโคลง พระศรีมโหสถ
พระศรีมโหสถ เป็นกวีเอกประจำราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นกวีท่านแรกที่แต่งกาพย์ห่อโคลงเป็นแบบฉบับ ในสมัยต่อมา

บรรยายชีวิตของคนสมัยกรุงศรีอยุธยา ตลอดทั้งขนบธรรมเนียม การแสดงรื่นเริงต่างๆ อย่างละเอียดและสละสลวย ทั้งภาษาก็คมคาย เข้าใจง่าย

พระศรีมโหสถได้ผลิตผลงานออกมาเป็นแบบฉบับชั้นครูจนทุกวันนี้ ก็คือ

โคลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
กาพย์ห่อโคลง
โคลงอักษรสามหมู่
ตัวอย่างกาพย์ห่อโคลง
กลชายหลายลิ้นแลบ     คมแปลบแสบเสียวใจ
เคียวคดกดตรงไฉน    ปราไสยแสร้งแกว่งทอดตัว

กลชายหลายลิ้นล่อ     ลวงหญิง
ความสัจตัดไฉนจริง     หนึ่งน้อย

เคียวคดกดตรงจริง     ฤๅซื่อ
ฝากเปล่าเล้าโลมร้อน     เล่หล้วนลวงหญิง

เรียมฤๅคือบันทัด         ช่างชายตัดขัดเกลาขยัน
ทอดเขียนเรียนพระธรรม     ใช่สันเคียวเบี้ยวบิดงอ

ใจเรียมเทียมดุจด้วย         บันทัด
อันช่างเกลาเหลาตัด         รอบรู้
ทอดเขียนระเมียรอรรถ         ธรรมเมศ
ใช่อันสันเคียวคู้            คดค้อมคมหนา

โคลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ตัวอยาง
ตรีมุขสิงหาศน์แก้ง         กรองผสาย
ดุมแว่นแววเรืองฉาย        รุ่งเร้า
โรงธารกำนัลถวาย        อภิวาท
งามเงื่อนนฤมิตเย้า        ยั่วฟ้ามาดิน

มีสินธุสายสิตซึ้ง            ชลใส
เติมแต่เศขรใน            ซอกชั้น
พุพวยหลั่งลงไหล            เซงซ่าน
วางท่อทางด้านดั้น        สู่ท้องวังเวียง

แต่งเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช บรรยายถึงความเจริญรุ่งเรืองของปราสาทราชวังในสมัยนั้น และความเจริญในด้านการประปา เช่น วางท่อทางด้านดั้น สู่ท้องวังเวียง”
จึงได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้วางท่อประปาจากเขามาสู่วังเวียง การประปาจึงเกิดตั้งแต่ในสมัยนั้น นี่คือความรู้ทางประวัติศาสตร์ เป็นจดหมายเหตุ

โคลงอักษรสามหมู่
ลักษณะเป็นโคลงสี่สุภาพ เล่นอักษรและวรรณยุกต์คล้ายกลบท
ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่มีคุณภาพในด้านวรรณกรรม ศิลปในการเล่นคำในการแต่ง ตัวอย่างเช่น
บึงบัวตูมตุ่มตุ้ม        กลางตม
สูงส่งทางพานลม     ล่มล้ม
แมลงเม้าเม่าเมาฉม     ซมซราบ
รู รู่ รู้ ริมก้ม        พาดไม้ไทรสอง

เป็นการเล่นตัวอักษรได้อย่างคมคาย และไพเราะอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง ของพระศรีมโหสถ

ทวาทศมาส
ผู้แต่ง รู้ได้จากโคลงบทท้ายว่า
การกลอนนี้ต้องอาทิ         กวี หนึ่งนา
เยาวราชสามนต์ไตร        แผ่นหล้า
ขุนพรหมมนตรีศรี        กวี ราช
สารประเสริฐฤาช้า        ช่วยแกล้งเกลากลอน

จากเนื้อความนี้ ก็พอจะรู้ ท่านที่แต่ง ๔ ท่าน คือ
พระเยาวราช    ขุนพรหมมนตรี
ขุนศรีกวีราช    พระสารประเสริฐ

มีผู้สันนิษฐานว่า พระเยาวราชนี้อาจจะเป็นคนเดียวกับที่แต่งลิลิตพระลอ คือ เจ้าฟ้าอภัย

แต่งด้วยโคลงดั้น วิวิธมาลี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีทั้งหมด ๒๖๐ บท เนื้อเรื่องเป็นทำนองนิราศ เริ่มต้นด้วยการไหว้เทพเจ้าทั้งหลาย ต่อมาก็เรื่องราวเกี่ยวกับนิราศคร่ำครวญจากนางหนึ่ง ตั้งแต่เดือนห้า ถึงเดือนสี่ ครบร้อยปี ส่วนมากเอาแบบอย่างมาจากศรีปราชญ์

เป็นถ้อยคำโบราณ ภาษาเขมร บาลี สันสกฤต ทำให้เข้าใจยาก
ตัวอย่างเช่น
ฤดูไพศาขสร้อง            ฝนสวรรค์
คิดสุมาลยมาไลย        แหล่งน้อง
ฤดูรดีครรภ์                รมเยศ
เจ็บกระอุแทบท้อง        ที่ขว้นน สดึนาง

เดือนหกรยมร่ำไห        ฤาวาย
ยามย่อมชนบทถือ        ท่องหล้า
ธงธวัชโบกโบยปลาย        งอนง่า
คิดว่ากรกวกกข้า            แล่นตาม

โคลงนิราศหริภุญไชย
เดิมเป็นโคลงลาว (ไทยเหนือ) ผู้แต่งชื่อนายทิพย์ ศรีทิพย์ หรือศรีเทพ ไม่แน่นอน ต่อมามีสักกวีไทยผู้รู้ภาษาไทยเหนือได้ดี ได้แปลออกเป็นภาษาไทยกลาง อาจจะโดยกระแสรับสั่งให้ถอดออกมาก็ได้ ในราวสมัย พระเจ้าปราสาททอง ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงสันนิษฐานว่า แต่งไว้อย่างช้าคงจะไม่เกิน พ.ศ. ๒๑๖๑ เป็นปีที่พระพุทธสิหิงค์อยู่เชียงใหม่ เพราะมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์อยู่ด้วย

เป็นนิราศที่เก่าที่สุดในบรรดานิราศทั้งหลาย บรรยายการเดินทางไปนมัสการพระธาตุหริภุญไชย จากเชียงใหม่ไปลำพูน โดยจากสตรีคนรักไป คือเจ้าศรีทิพย์

ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ในสมัยนั้นโบราณคดี สถานที่สำคัญต่างๆ ตามที่ผ่านไป ถ้อยคำมีศัพท์ภาคเหนืออยู่มาก ทำให้เข้าใจยาก ตัวอย่างเช่น
อัสดงคดาคํ่าแล้ว         รอนรอน
สุรส่งเกวียนซอนชอน         คลาดคล้อย
ปักษีส่งเสียงวอน            วอนเจต รักเอย
โอ้อีนดูชู้ส้อย            มิได้สุดาดล

จากเจียมเบี้ยเกลี้ยงกลิ่น     องค์อร
องค์อรสมสมรนอน        พรากขวั้น
พรากขวั้นเดือนแดดอน        อกม่อน มรเอย
อกม่อนมรบาบั้น            บิ่นบ้าในทรวง

ราชาพิลาปคำฉันท์
แต่งในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเข้าใจว่าคงแต่งก่อนจินดามณี เพราะมียกตัวอย่างวรรณคดีเรื่องนี้ด้วย

ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่งเป็นลักษณะฉันท์ เป็นบทพรรณนาครํ่าครวญของพระราม ที่ติดตามนางสีดา แสดงโวหารในเชิงพิศวาส อาลัยอาวรณ์นางสีดาอย่างละเอียด ลึกซึ้ง จุดประสงค์ของผู้แต่งคงจะเพื่อแสดงความสามารถของตนเอง มีถ้อยคำที่ไพเราะกินใจอยู่มาก ถือว่าเป็นวรรณคดีที่ดีเรื่องหนึ่ง ตัวอย่างเช่น
ฉบัง ๑๖
ปางนั้นเบื้องบนเขียวขาว        หมอกมัวเดือนดาว
สุริยชรอื้อชรอํ่าลมฝน
ฟ้าฟื้นหลั่งหล่อโชกโชน        อับแสงสุริยพล
ครคฤกครคฤานเวหา
เมฆังคติมิรังคมิตอา-            กาสถั่งคชิมุดตา
ก้องฟ้าอัคนาอัศสุณี
กึกก้องโอโฆษศัพท์ศรี-            ปาวกาวจรีย์
บับภารร้องเรียงเสียงสาร
ฟังศัพท์เพียงชีพวายปราณ         ฉํ่าพิจิตรดาล
กระเม่นหนังพอสยองขน

ฟังแล้วรู้สึกเกิดภาพพจน์ตามไปด้วย แสดงว่าผู้แต่งเป็นยอดกวีผู้หนึ่ง และถือเป็นแบบฉบับของนักกวีบางท่าน ที่นำไปเป็นตัวอย่างในการแต่งวรรณคดีของตน ในยุคหลังๆ

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง
เป็นคำฉันท์ กล่อมช้างในพิธีพราหมณ์ โดยไทยเอาแบบอย่างมาจากเขมร ใช้ในราชพิธีการสมโภชช้างสำคัญในสมัยโบราณ

ผู้แต่งได้แก่ ขุนเทพกวี ซึ่งจะต้องมีความรู้เรื่องช้างเป็นอย่างดี เพราะเกี่ยวกับราชพิธีสมโภชช้างสำคัญ โดยเฉพาะ

ที่ว่าเอาอย่างจากเขมรนั้น เพราะมีศัพท์เขมรปนมาก จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นฉันท์ภาษาเขมรก็ว่าได้ จึงทำให้อ่านยาก ไม่เข้าใจ ต้องเรียนรู้ภาษาเขมรด้วย จึงจะเข้าใจดี ตัวอย่างเช่น
พระกงงมดนำพลผอง         เตริ่วไพรสรดอง
มิเราะกันลองสบนา
และมีนนุมางสบายอุรา     นักสกลสมนา
บูชาดนูพระไพร
เทียนธูปบุษปนุลาชสมไถง     บูชาพระไพร
และไกรแลพระผอง

มีศัพท์ภาษาเขมรเป็นจำนวนมาก จึงแปลความหมายไม่ออก ทำให้ไม่อยากจะอ่าน นอกจากจะถือเป็นตำราในเรื่องเกี่ยวกับพิธีสมโภชช้างสำคัญเท่านั้น

อนิรุทธ์คำฉันท์
ผู้แต่งคือศรีปราชญ์ ศรีปราชญ์ได้รับการยกย่องเป็นกวีเอกในด้านมีปฏิภาณอย่างยอดเยี่ยม

ศรีปราชญ์ เป็นบุตรของพระโหราธิบดี เดิมชื่อศรี เนื่องจากบิดาเป็นนักกวี ศรีปราชญ์จึงได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ในเชิงกวีจนได้กลายเป็นกวีที่เฉียบแหลมว่องไว

อนิรุทธ์คำฉันท์ มีลักษณะฉันท์แต่งปนกับกาพย์ มีร่ายแทรก คล้ายกับสมุทรโฆษคำฉันท์มาก โดยเลียนแบบจากวรรณคดีบางเรื่อง เช่น ลิลิตพระลอ

ความมุ่งหมาย เพื่อเป็นการแสดงให้บิดาและคนทั้งหลายทราบว่า เขามิใช่เก่งแต่ทางแต่งโคลงเท่านั้น ฉันท์ก็แต่งได้ และได้ดี แม้จะไม่ถึงยอดเยี่ยม เป็นลักษณะของการเอาจริงเอาจังของศรีปราชญ์ ซึ่งไม่ยอมแพ้ใคร

เนื้อเรื่อง ไปในทางศาสนาพราหมณ์ เป็นเรื่องราวตอนหนึ่งของพระนารายณ์ โดยมีเรื่องว่า

พระอนิรุทธ์ หลานของพระกฤษณะ แห่งทวาราวดี ออกไปล่าสัตว์ในป่า แล้วพระไทร ซึ่งเป็นเทพารักษ์ อุ้มสมกับนางอุษาธิดาท้าวพานาสูร แห่งเมืองโสนันดร และพากลับเมื่อสว่าง นางอุษาให้นางพิจิตรเลขา วาดรูปนางพิจิตรเลขามาสกดพระอนิรุทธ์ไป พระอนิรุทธ์ถูกจับ พระนารถฤาษี ทราบเรื่อง จึงไปบอกพระกฤษณะให้ยกทัพมาปราบ แล้วทั้งสองก็ได้อยู่ด้วยกัน

ตัวอย่างฉันท์ ๑๐
สองพิศสองเพียรภาคย์    สองเสวยมลากสองเสวยรมย์
สองเพ้าสองแทบชม        ชมเชยชิดคือตรึงตรา
สองเมียงสองบ่ายเบียง     สองประเจียงประอรกา
มาเสพยกรีฑา            สุขเสวยสุไขยสวรรย์
สองสวัสดิ์สองสวาท         สองสองราชหฤหรรษ์
สองเสพสองศัลย์        ถันนาสองประสมสอง

กำสรวลศรีปราชญ์
เป็นผลงานของนักกวีผู้ยิ่งยง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่งเมื่อคราวถูกเนรเทศไปอยู่เมืองนคร โดยราชโองการของสมเด็จพระนารายณ์ เนื่องจากทรงขัดพระทัย กับนางสนมที่ชื่อว่า ศรีจุฬาลักษณ์

การแต่งเป็นประเภท โคลงดั้น บาท กุญชร เกือบทั้งหมด มีร่าย ดั้น นำในตอนต้นเพียงเล็กน้อย

ภาษาใช้ ส่วนมากเป็นภาษาเก่า มีภาษาบาลี สันสกฤต และเขมรปนอยู่มาก เป็นนิราศเรื่องแรกที่เป็นโคลงดั้น
การจากไปสู่เมืองนคร ทำให้เกิดวรรณคดีเรื่องหนึ่งคือ กำสรวลศรีปราชญ์ ด้วยความอาลัยอาวรณ์คนรักเป็นอย่างยิ่ง เช่น
สารนี้นุชแนบไว้             ในหมอน
อย่าแม่อย่าควรเอา        อ่านเหล้น
ยามนอนนาฎเอานอน        เป็นเพื่อน
คืนคํ่าฤาได้เว้น            ว่างใด

การครํ่าครวญออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เรามองเห็นภาพกำสรวล อาลัยรักอย่างชัดเจน เช่น
โฉมแม่จากฝากฟ้า         เกรงอินทร หยอกนา
อินทรท่านเทอกเอา        สู่ฟ้า
โฉมนางจะฝากดิน        ดินท่าน แล้วแฮ
ดินท่านขดดเจ้าหล้า        สู่สํสองสํ

โฉมแม่ฝากน่านน้ำ         อรรณพ แลฤา
ยยวนาคเชอยชํอก        พี่ไหม้
โฉมแม่รำพึงจบ            ไตรโลกย์
โฉมแม่ใครสงวนได้        เท่าเจ้าสงวนเอง

โคลงตอนนี้ นรินทรธิเบศร์ (อิน) ยอดกวีเอก ผู้หนึ่งของไทยได้เลียนแบบอย่างน่าฟังว่า
โอ้ศรีเสาวลักษ์ลํ้า        แลโลม โลกเอย
แม้ว่ามีกิ่งโพยม            ยื่นหล้า
แขวนขวัญนุชชูโฉม        แมกเมฆ ไว้แม่
กีดบ่มิ่งกิ่งฟ้า            ฝากน้อง นางเดียว

โฉมควรจักฝากฟ้า        ฤๅดิน ดีฤา
เกรงเทพไท้ธรณินทร์        ลอบกลํ้า
ฝากลมเลื่อนโฉมบิน        บนเล่า นาแม่
ลมจะชายชักช้ำ            ชอกเนื้อเรียมสงวน

ถ้าจะพูดถึงความไพเราะแล้ว นรินทร์ธิเบศร์แต่งเพราะกว่า เพราะศรีปราชญ์แต่งเป็นโคลงดั้น

ศรีปราชญ์ ยังได้ชมปราสาทราชวังอย่างงดงาม และอาลัยว่า
อยุธยายศยิ่งฟ้า            ลงดิน แลฤา
อำนาจบุญเพรงพระ        ก่อเกื้อ
เจดีย์ลอออินทร์            ปราสาท
ในทาบทองแล้วเนื้อ        นอกโสรม
นรินทร์ ได้เลียนแบบว่า
อยุธยายศล่มแล้ว         ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางรัตน์บรร        เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรรค์    ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
บังอบายเบิกฟ้า            ฝิกฟื้น ใจเมือง

ศรีปราชญ์ เป็นนักกวีที่มีไหวพริบรวดเร็วในการโต้ตอบ เรียกว่า แต่งสดๆ เช่น การแต่งโคลงหน้าพระที่นั่งว่า
เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม        ถึงพรหม
เทพเจ้าตกจม            จ่อมม้วย
พระสุเมรุเปื่อยเป็นตม        ทบท่าว ลงนา

มีผู้ถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นศรีปราชญ์จะมีชีวิตอยู่อย่างไร คงจะถูกนํ้าท่วมตาย ศรีปราชญ์จึงว่า
หากองนิฏฐพรหมฉ้วย      พี่ไว้ จึ่งคง

ที่มา:โฆฑยากร

วรรณคดีกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

ลิลิตพระลอ
(พ.ศ.๑๘๙๓-๒๑๙๙)
ลิลิตโองการแช่งน้ำ
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ได้ตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และเสวยราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓

เพื่อให้ข้าราชบริพารทั้งหลาย ได้ถวายความจงรักภักดี โดยได้จัดพิธี “ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” เป็นการสาบานตนขึ้น พิธีอันนี้แม้ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังกระทำกันอยู่ แต่ในปัจจุบันได้เลิกไปแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ หลังจากการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
พระเจ้าอู่ทองประสูติเมื่อ พ.ศ. ๑๘๕๗    เป็นพระราชโอรสของพระเจ้า
ศิริชัยเชียงแสน ส่วนพระราชมารดาเป็นพระราชธิดาของท้าวไตรตรึง
พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับธิดาของท้าวอู่ทอง ครองเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาได้เสวยราชสมบัติ ครองเมืองสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๑๘๘๗ และได้ย้ายมาตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงศรีอยุธยาที่หนองโสน เพราะเกิดโรค ระบาด ทำให้ราษฎรล้มตายเป็นอันมาก

วรรณคดีเรื่อง “ประกาศโองการแช่งน้ำ” จึงเกิดขึ้น

ลักษณะการแต่ง  แต่งเป็นลิลิตสลับโคลงห้า เดิมเขียนเป็นอักษรขอม แสดงว่าอักษรขอมยังมีอิทธิพลอยู่มาก แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เนื้อเรื่อง เป็นไปตามลัทธิของพราหมณ์ผู้นับถือไสยศาสตร์ มีการกล่าวเชิญพระนารายณ์ พระอิศวร และพระพรหม กล่าวถึงไฟประลัยกัลป์ล้างโลก แล้วฝนตกลงมาดับ เกิดแผ่นดิน ภูเขา ไอดิน หอบขึ้นไปถึง สวรรค์ชั้นฟ้า เทวดาได้กลิ่นจึงลงมากิน แต่กลับขึ้นไม่ได้เกิดพระอาทิตย์ เดือนดาว เกิดกษัตริย์ และมีการสาปแช่งผู้ทุจริต ผู้ไม่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ และให้พรแก่ผู้ภักดี
ตอนแช่งมีว่า
จงไปเป็นเปลวปล่อง         อย่าอาศัยแกน้ำจนตาย
นํ้าคลองกรอกเป็นพิษ         นอนเรือนคำรนคาจนตาย ฯ
คาบิดเป็นตาวงุ้ม        ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย
ฟ้ากระทุ่มทับลง            ก้มหน้าลงแผ่นดินจนตาย
จระเข้ริมเสือพัด            หมีแรดตวัดแสนงขยาย
หอกปืนฝายปักครอบ         ใครต้องจอบจงตาย
งูเขี้ยวพิษทั้งหลายลุ่มฟ้า ฯลฯ

ล้วนแล้วแต่ร้ายๆ ทั้งสิ้น

เมื่อผู้ที่ถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยาไปแล้ว และได้กล่าวคำออกมา ก็เกิดเกรงกลัวภัยจะมีแก่ตน จึงได้ผลในทางจิตวิทยาสำหรับคนในสมัยนั้น ที่ถือบุญบาปเป็นเรื่องสำคัญ

นักปราชญ์ที่ค้นคว้า ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า พราหมณ์ผู้กระทำพิธีเป็นผู้แต่งขึ้น ตามพระราชโองการของพระเจ้าอู่ทองก็ได้ แต่คงแต่งในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เพราะมีสำนวนคล้ายคลึงกับวรรณคดีที่แต่งในสมัยพระเจ้าอู่ทองหลายเล่ม

วรรณคดีเรื่องนี้ ไม่มีรสแห่งความเพลิดเพลิน มีแต่สิ่งทำให้เกิดความเกรงกลัว ต้องการความศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง จึงบรรจุถ้อยคำสาปแช่งเอาไว้ และให้พรแก่ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

สำนวนภาษาใช้ก็ยาก เป็นศัพท์ที่เข้าใจยาก มีศัพท์เขมร บาลี สันสกฤต และศัพท์ไทยโบราณ ซึ่งโน้มนำไปในทางที่หวาดกลัว เช่น ตอนอัญเชิญผีสางเทวดาให้มาเป็นพยาน เป็นต้น

ลิลิตยวนพ่าย
ลิลิตยวนพ่ายนี้ แต่งขึ้นในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) พระนามเดิม คือ “พระราเมศวร” ทรงประสูติเมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๔
พ”ศ. ๑๙๘๑ เมื่อได้เป็นอุปราชแล้ว ก็ได้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ที่เมืองพิษณุโลก และได้ครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๑

ลิลิตยวนพ่ายนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม ระหว่างไทยฝ่ายใต้ คือ อยุธยา กับไทยฝ่ายเหนือ คือ ลานนา เชียงใหม่ โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จยกกองทัพไปตีเมืองเชียงชื่น เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๗

ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่เข้าใจว่าแต่งในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

ลักษณะเป็นลิลิตดั้น ประกอบด้วยร่ายดั้น ๒ บท กับโคลงดั้นบาทกุญชร ผู้แต่งมีความมุ่งหมายที่จะเฉลิมพระเกียรติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระยายุธิษฐิระ พระราชบิดา นอกจากนี้ก็เป็นความรู้ในทางประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และประวัติศาสตร์ทางเหนือ บรรยายถึงการปราบปรามผู้ไม่จงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

เป็นวรรณคดีที่แต่งได้ยอดเยี่ยม ศัพท์ภาษาเก่า มีคำโบราณอยู่มาก การพรรณนาโวหาร และการเล่นคำ เล่นอักษรมาก ทำให้ไพเราะ ดังเช่น
ไตรตรัสไตรเทพเรื้อง        ไตรรัตน์
ไตรโลกยไตรไตรภพ        ท่ววแท้
ไตรไตรปิฎกตรัส            ไตรเภท
ไตรท่ววไตรพิธแปล้        ปล่งชาญ ฯ

นอกจากนี้ยังให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และศาสนาในสมัยนั้นอีกด้วย

มหาชาติคำหลวง
มหาชาติ แปลว่าชาติยิ่งใหญ่ นับเป็นชาติหนึ่ง ในทศชาติ ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้สำเร็จพระโพธิญาณเป็นพระศาสดาเอกในโลก พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีถึง ๑๐ ประการ เรียกว่า  “ทศบารมี”
ทศบารมี ได้แก่
๑. ทาน        ๒. ศีล        ๓. เนกขัมม์
๔. ปัญญา     ๕. วิริยะ        ๖. ขันติ
๗. สัจจะ        ๔. อธิษฐาน     ๙. เมตตา
๑๐. อุเบกขา
มหาชาติ นับเป็นชาติหนึ่ง ในทศชาติ หรือสิบชาติ ได้แก่
๑. เตมีย์ชาดก        ๒. มหาชนกชาดก
๓. สุวรรณสามชาดก     ๔. เนมิราชชาดก
๕. มโหสถชาดก        ๖. ภูริทัตชาดก
๗. จันทกุมารชาดก     ๘. นารทชาดก
๙. วิฑูรชาดก        ๑๐. เวสสันดรชาดก
อันเป็นชาติสุดท้ายก่อนที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เนื้อเรื่องของมหาชาติ จึงเป็นเรื่องราวชาติที่ ๑๐ คือพระเวสสันดร

คำหลวง เป็นคำต่อท้าย แสดงว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ หรือของเชื้อพระวงศ์จัดให้มีขึ้น หรือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระธุระให้ผู้อื่นจัดขึ้นก็ได้ ต้องเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาหรือตำนาน ใช้คำประพันธ์หลายชนิด ถูกต้องถือเป็นแบบฉบับได้

มหาชาติคำหลวงนี้ เป็นหนังสือคำหลวงเรื่องแรกของไทย ใช้ภาษาที่เก่ามาก ยากแก่การเข้าใจ และควรจะได้ศึกษา เป็นต้นว่า มำเลือง (เมลือง) แพสยันดร (เวสสันดร) โยพราช (ยุพราช) เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ให้ความรู้ในด้านกวี มี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ควรแก่การศึกษา แต่มีภาษาบาลีมาก ดังเช่น

ปริ โภ เคหิ รกฺ เขหิ ป่านนนอาศรยสัตว์ ฤดีดัดตรัยอาหาร
วนนฺ ตํ รติวฒฺ นํ ใจจงกำหนดนาน หวานป่า ช่วยจำเรอญใจ
เวฑฺ ริยวฌฺณํ สนฺนิภํ มีนํ้าผผ่องแผ้ว ดุจดวงแก้วพิฑุรใส

ภักษ์พิศม์แม่มรณเจ้า ดีกว่าลูกเป็นข้า ขบบเสีย
ทอดตนตกเหวห้วย ม้วยแม่ม้วย เทอญม้วย อยู่ใย
กรรแสงสวมคอหิ้ว ตาย บ ทันลัดนิ้ว หนึ่งดี

มหาชาติคำหลวงนี้ แต่งเมื่อปี พ.ศ.๒๐๒๕ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เดิมเป็นภาษามคธ คงจะมีการนำมาแปลเป็นไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย แต่ต้นฉบับสูญหายไป ดังนั้น มหาชาติคำหลวงที่เก่าที่สุด ก็คือ ฉบับที่แต่งในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นี้เอง แม้กระนั้นก็ยังไม่ครบ มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ขาดหายไปหกกัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักบรรพ์ และ ฉกษัตริย์

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๗ ได้แต่งซ่อมขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์ เป็น ๑๓ กัณฑ์ด้วยกัน สำหรับสวดในวันนักขัตฤกษ์ เช่น เทศกาลเข้าพรรษา เป็นต้น

พระเวสสันดร ๑๓ กัณฑ์ มีดังนี้
๑. กัณฑ์ทศพร เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จกลับสู่กรุงกบิลพัสดุ์ และพระอินทร์ประทานพร ๑๐ ประการให้แก่นางผุสดี
๒. กัณฑ์หิมพานต์ พระเวสสันดรประสูติ จนกระทั่งพระเวสสันดรประทานช้างปัจจัยนาเคนทร์ และเนรเทศพระเวสสันดร
๓. ทานกัณฑ์ เป็นเรื่องที่พระเวสสันดร ทรงบริจาคมหาทาน
๔. วนปเวสน์ เป็นเรื่องพระเวสสันดร กับพระนางมัทรี และสองกุมารเสด็จออกไปบำเพ็ญพรต ณ เขาวงกตพบพรานเจตบุตร
๕. กัณฑ์ชูชก กล่าวถึงชูชกเดินทางไปขอสองกุมาร
๖. จุลพน ชูชกลวงพรานเจตบุตรให้ชี้ทางไปสู่เขาวงกต
๗. มหาพน พระฤาษีอัจจุต ชี้ทางไปสู่เขาวงกต
๘. กุมาร ชูชกทูลขอสองกุมาร
๙. มัทรี พระนางมัทรีกลับจากป่า ทราบเรื่องสองกุมารแล้ว ทรงอนุโมทนา
๑๐. สักกบรรพ พระอินทร์ทรงแปลงพระองค์ เสด์จลงมาขอนางมัทรี แล้วฝากไว้กับพระเวสสันดร
๑๑. มหาราช พระเจ้ากรุงสญชัยทรงได้สองกุมาร จากชูชก
๑๒. ฉกษัตริย์ หกกษัตริย์ทรงพบกันที่เขาวงกด
๑๓. นครกัณฑ์ หกกษัตริย์เสด็จกลับสู่พระนคร แล้วพระเวสสันดรครองเมืองต่อไป

จะเห็นได้ว่า มหาชาติคำหลวง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น และเกี่ยวกับชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร มีลีลาการแต่งไพเราะ แม้จะมีศัพท์ที่ยากปะปนอยู่เป็นอันมาก ก็ควรแก่การศึกษายิ่งนัก

ลิลิตพระลอ
ลิลิตพระลอ เป็นวรรณคดียอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งของไทย มีสำนวนไพเราะจับใจ และเป็นวรรณคดีที่นักกวีรุ่นหลังเอามาเลียนแบบ ถือเป็นแบบฉบับของการแต่ง นอกจากนี้ก็ยังให้คติเตือนใจ เช่นว่า
ใดใดในโลกล้วน         อนิจจัง
คงแต่บาปบุญยัง        เที่ยงแท้
คือเงาติดตนดัง        ตรึงแน่น อยู่นา
ตามแต่บาปบุญแล้    ก่อเกื้อรักษา

สำนวนไพเราะในการชมความงามของพระเอก ชมปราสาทราชวัง ชมเขาลำเนาไพร เช่น

รอยรูปอินทร์หยาดฟ้า     มาอ่าองค์ในหล้า
แหล่งให้คนชม        แลฤา

พระองค์กลมกล้องแกล้ง     เอวอ่อนอรอรรแถ้ง
ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม        บารนี ฯ

โฉมผจญสามแผ่นแพ้         งามเลิศงามล้วนแล้
รูปต้องติดใจ            บารนี ฯ

ฤาขจรในแหล่งหล้า        ทุกทั่วคนเที่ยวค้า
เหล่าล้วนยลโฉม            ทานแล ฯ

เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า     ผิ บ ได้เห็นหน้า
ลอราชไซร้ดูเดือน        ดุจแล ฯ

เป็นวรรณคดีที่เอาเรื่องพื้นเมืองมาผูกขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าเกิดที่เมืองแพร่ เมืองน่าน เชียงราย เป็นโศกนาฏกรรม

ชมความงามของพระเพื่อนพระแพง
โฉมสองเหมือนหยาดฟ้า         ลงดิน
งามเงื่อนอัปสรอินทร์            สู่หล้า
อย่าคิดอย่าครวญถวิล    ถึงยาก     แลนา
ชมชะแย้มทั่วหน้า            หน่อท้าวมีบุญ

บุญคุณของแม่และเมีย
ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ            เมียตน
เมียแก่พันฤาดล            แม่ได้
ทรงครรภ์คลอดเป็นคน    ฤาง่าย เลยนา
เลี้ยงยากนักท้าวไธ้        ธิราชผู้มีคุณ

บทแม่สอนลูก ๗ ข้อ
๑. อย่าละตนคบเท็จ ริชอบเสร็จจึงทำ คิดทุกคำจึงออกปาก อย่าให้ยากแก่ใจไพร่ ไต่ความเมืองจงตรง ดำรงพิภพให้เย็น ดับเข็ญนอกเข็ญใน
๒. ส่องใจดูทุกกรม อย่าชมตามคำเท็จ  อย่าหาญเห็ดแผกธรรม
๓. ที่จะกันกันจงหมั้น ที่จะดั้นดั้นจงเป็นกล
๔. ส่องต้นหนคนใช้ เลือกหาใจอันสัตย์ ตัดไมตรีโดยยุกต์ ปลุกใจให้คนหาญ ผลาญศัตรูเพรียงเฟื่อง อาญาเรืองฤทธิ์ราษฎร เกื้อกันกาจไพรี กับกาลีอย่าให้ลุก
๕. อย่าชิงสุกก่อนห่าม อย่าล่ามม้าสองปาก อย่าลากผิดตามหลัง อย่าให้คนชังลักแช่ง แต่งตนให้คนรัก
๖. ชักชวนคนสู่ฟ้า เบื้องหน้าเทพยอยศ จงปรากฏชอบแล้ว อย่าได้แคล้วโลกรำพึง
๗. คำนึงอย่ารู้มลาย จงอย่าหายศพ่อ ต่อม้วยฟ้าหล้าสวรรค์ กัลป์ประจัญอย่ารู้ลาญ

ย้งมีโคลงที่ถือเป็นแบบฉบับ และใช้เป็นตัวอย่าง มาจนทุกวันนี้ ก็คือ
เสียงลือเลียงเล่าอ้าง         อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศไกล        ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล        ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า            อย่าได้ถามเผือ

ผู้แต่งไม่ทราบว่าเป็นใคร    จากความสุดท้ายว่า
“จบเสร็จมหาราชเจ้า นิพนธ์” และ “จบเสร็จมหาเยาวราชบรรจงW
บ้างก็ว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่ง แล้วให้พระเยาวราช (เจ้าฟ้าอภัย) เขียน

บางท่านก็ว่า มหาราชน่าจะเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ได้ ทั้งนี้เมื่อดูภาษาศัพท์ที่ใช้ เป็นภาษาที่ใช้อยู่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ดังเช่น มหาชาติคำหลวง

กาพย์มหาชาติ
ความจริงกาพย์มหาชาตินี้ แต่งเป็นร่ายยาว มีภาษาบาลีปนเล็กน้อย กาพย์หมายถึงบทร้อยกรองโดยทั่วไป แต่สำหรับเทศน์ดูจะยาวเกินไป ไม่จบวันเดียว ทำให้นักกวีรุ่นหลังแต่งขึ้นใหม่ตามความประสงค์ของผู้ฟังเทศน์ ปรารถนาจะฟังให้จบภายในวันเดียว จะได้อานิสงส์มาก
พระเจ้าทรงธรรมทรงแต่งขึ้น พระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ    พระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้าศรีศิลป์”

พระองค์เป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก    เมื่อทรงผนวช ได้เป็นที่พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ต่อมาได้ทรงแย่งราชสมบัติจากเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ แล้วขึ้นครองราชย์สมบัติ ใน พ.ศ. ๒๑๖๓

ใน พ.ศ. ๒๑๖๖ พรานบุญได้พบรอยพระพุทธบาทอยู่เหนือยอดเขาสุวรรณบรรพรต  จึงรับสั่งให้สร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาทไว้ อยู่ในจังหวัดสระบุรี ปรากฏเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนมาจนทุกวันนี้

ในพ.ศ. ๒๑๗๐ ทรงนิพนธ์กาพย์มหาชาติขึ้น
เนื้อเรื่อง เป็นเรื่องพระเวสสันดร เช่นเดียวกับ มหาชาติคำหลวง หากการแต่งผิดกัน คือ เอาพระคาถาไว้ส่วนหนึ่ง แล้วแต่งเป็นร่ายยาว มีคำบาลีปนบ้าง ภาษาอ่านเข้าใจง่าย เช่น
“…….ว่าพ่อนี้มึสาวาท เป็นอัประมาทเหมือน ประมาท ไม่เกรงใจ ความเจ็บร้อนนี่กระไรให้พลุ่งพล่าน ดังเพลิงผลาญมาลามลน ให้กายสกลกำเริบร้อนรุมระอุองค์ จะเอาน้ำอันใดสรรสุคนธรสหอม พันกระออมจันท์ อบอาบ เอิบสกลซับซาบสรรพางค์ ให้ยะเยือกเย็นอย่าง
งั้นนะพ่อชาลี…….”
อ่านและฟังง่าย ซาบซึ้งใจ

ที่มา:โฆฑยากร