หุ่น:หุ่นตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

แม้จะเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาของการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนของขวัญจนสุขสำราญกันถ้วนหน้า  บางคนก็อาจจะฉลองต่อเนื่องไป กิจกรรมแห่งความบันเทิงต่างๆ ก็มีมาเสนอเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวไกลถึงเพียงนี้  การเล่นมหรสพอย่างหนึ่งที่มีให้พบเห็นอยู่เสมอคือ หุ่น ชนิดต่างๆ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ อธิบายว่า หุ่น หมายถึง รูป, รูปแบบ, รูปตุ๊กตา, รูปแบบที่จำลองจากของจริงต่าง ๆ หรือหมายถึง รูปปั้นหรือแกะสลักที่ทำโกลนไว้เพื่อเป็นแบบชั่วคราว  หรือในภาษาปาก หมายถึง รูปทรงของร่างกายเป็นต้น เช่น คนนี้หุ่นดี นอกจากนี้ หุ่นยังหมายถึง ชื่อการเล่นมหรสพที่ใช้รูปหุ่นแสดงเป็นเรื่องราว เช่น หุ่นกระบอก หุ่นจีน โดยปริยายหมายถึงบุคคลที่กลายเป็นเครื่องมือของผู้อื่นโดยได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งบังคับบัญชา  แต่ไม่มีอำนาจอะไรอย่างแท้จริง เช่น เป็นหุ่นให้เขาเชิด รัฐบาลหุ่น

หุ่น มีหลายชนิด เช่น หุ่นกระบอก หมายถึง หุ่นชนิดหนึ่งมีแต่ส่วนหัวและมือ ๒ ข้างลำตัวทำด้วยไม้กระบอก มีผ้าเย็บเป็นถุงคลุม เวลาเชิดใช้มือสอดเข้าไปจับไม้กระบอกนั้นเชิด หุ่นขี้ผึ้ง หมายถึง หุ่นที่ทำด้วยขี้ผึ้งเป็นต้น มักทำเป็นรูปคนที่มีชื่อเสียง สวมใส่เสื้อผ้า มองดูคล้ายคนจริงๆ หุ่นจีน หมายถึง หุ่นชนิดหนึ่ง ทำเป็นตัวละครในวรรณกรรมจีน มีทั้งชนิดครึ่งท่อนและเต็มตัว ใช้คนเชิดคนเดียว หุ่นนิ่ง ใช้เป็นคำเรียกภาพวาดหรือภาพถ่ายของสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวว่า ภาพหุ่นนิ่ง หุ่นพยนต์ (อ่านว่า หุ่น-พะ-ยน) หมายถึง รูปที่ผู้ทรงวิทยาคมเอาวัตถุมาผูกขึ้นแล้วเสกเป่าให้เป็นเหมือนรูปที่มีชีวิต หุ่นยนต์ หมายถึง หุ่นที่ทำเป็นรูปคนมีเครื่องกลไกภายใน สามารถทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์ได้ โดยปริยายหมายถึง ผู้ที่ทำงานตามที่ถูกสั่งโดยไม่ต้องใช้สมองและไม่มีชีวิตจิตใจดุจเป็นเครื่องจักรกล หุ่นไล่กา หมายถึง หุ่นที่มักทำเป็นรูปคนสวมเสื้อผ้าสำหรับลวงนกกาให้กลัว ทำให้ไม่กล้าลงมากินพืชผลในไร่นา หุ่นใหญ่ หมายถึง หุ่นชนิดทำจำลองย่อส่วนตัวละครขนาดสูงประมาณ ๒ ศอก ตัวหนึ่งใช้คนเชิด ๓ คน ใช้แสดงละครเล็ก

จินดารัตน์  โพธิ์นอก

พระกัสสปะ:นามของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓

กนกวรรณ  ทองตะโก

ตามที่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน  โปรดให้อัญเชิญพระทันตธาตุของพระกัสสปะพุทธเจ้าที่ประดิษฐานในพระราชวังภูฏานมาประดิษฐานที่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา และเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้สักการะ โดยได้อัญเชิญพระทันตธาตุมาประดิษฐานไว้ที่สนามหลวงในงานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงพระกัสสปะพุทธเจ้าไว้ว่า

กัสสปะ เป็นนามพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ ในจำนวน ๕ องค์ ในภัทรกัลปนี้ (พระพุทธเจ้าโคดม เป็นองค์ที่ ๔) ในคัมภีร์พุทธวงศ์  ขุทกนิกาย สุตตันตปิฎก และในอรรถกถาชกตก ตอนทูเรนิทาน กล่าวต้องกันว่า พระกัสสปพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในกรุงพาราณสีได้กำเนิดในสกุลพราหมณ์  เป็นโอรสของพรหมทัตพราหมณ์กับนางธนวดีพราหมณี  ได้ครองฆราวาสอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ ปี มีปราสาท ๓ หลัง คือ

๑. หังสปราสาท

๒.  ยสปราสาท

๓.  สิรินันทปราสาท

มีสนมกำนัล ๔๘,๐๐๐ คน มีภริยาชื่อนางสุนันทา มีบุตรชื่อวิชิตเสน ได้เห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และพระสมณะ  ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกบรรพชาของพระพุทธเจ้า) ทรงบำเพ็ญมหาปธานจริยาอยู่ประมาณ ๗ วัน ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ควงไม้ไทรนิโครธ ทรงประกาศพระธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีมหาสังฆสันนิบาตครั้งเดียว มีพระอรหันต์มาประชุมประมาณ ๒๐,๐๐๐ องค์ พระติสเถระเป็นอัครสาวกเบื้องขวา พระภารทวาชเถรเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย  พระสรีรกายสูง ๒๐ ศอก พระชนมายุประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี ประดิษฐานพระศาสนาเท่าพระชนมายุ เสด็จนิพพานที่เสตพยคาม กรุงพาราณสี

พระทันตธาตุนี้ แม้แต่ประชาชนชาวภูฏานเองยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปสักการะบ่อย ๆ เพราะทางการภูฏานเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี  จะเปิดให้ประชาชนภูฏานสักการะได้เพียงปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น คือในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งเป็นวันดรากอนเยียร์ของภูฏาน  จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนชาวไทยจะได้สักการะพระทันตธาตุ  และเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศภูฏานยินดีให้อัญเชิญพระทันตธาตุออกนอกประเทศ

ตำนาน:เรื่องที่กลายเป็นตำนาน

นฤมล  บุญแต่ง

คนไทยเราตั้งแต่โบราณมักมีเรื่องเล่าต่อกันมาปากต่อปาก จนมีคำพูดว่า “เรื่องนี้เล่าต่อๆ กันมาจนกลายเป็นตำนานไปแล้ว” คำว่า ตำนาน ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า legend ส่วนคำไทยนั้นมีอธิบายในพจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมไทย  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่าหมายถึงเรื่องเล่า หรือนิทานสั้น ๆ ที่เล่ากันในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง มีเนื้อหาที่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง บางเรื่องเกิดขึ้นในอดีต และบางเรื่องก็เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตำนานส่วนใหญ่จะมีขนาดไม่ยาวนัก  แต่มีเนื้อหาที่กว้างและหลากหลายมาก  เนื่องจากตำนานบางเรื่องก็มีเค้ามาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วเล่ากันต่อ ๆ มา  ตำนานประกอบสถานที่บางแห่งบางเรื่องเกิดจากจินตนาการของผู้เล่า แต่ก็พยายามทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

เนื้อหาของตำนานส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และสิ่งเหนือธรรมชาติ  ตำนานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์มักกล่าวถึงบุคคลที่เป็นวีรบุรุษของชาติหรือของท้องถิ่น เช่น พระร่วง พระยาพิชัยดาบหัก นายขนมต้ม ชาวบ้านบางระจัน ตำนานบางเรื่องก็ผูกพันกับสถานที่  เช่น ตำนานพระปฐมเจดีย์ เล่าถึงที่มาของพระปฐมเจดีย์ว่าเป็นเรื่องของพระยากง พระยาพาน พระยาพานฆ่าบิดาจึงสร้างเจดีย์เพื่อล้างบาป ตำนานบางเรื่องอธิบายสถานที่ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติแล้ว  เพื่อให้ทราบที่มาของชื่อสถานที่นั้น ๆ เช่น วังบัวบานในจังหวัดเชียงใหม่ ผาวิ่งชู้ในจังหวัดลำพูน  บ่อพรานล้างเนื้อในจังหวัดสระบุรี  ตำนานที่มีเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นส่วนประกอบสำคัญ เช่น เรื่องภูตผีปีศาจ นางไม้ อสุรกาย  สถานที่ที่สยองขวัญ เช่น ป่าช้า บ้านผีสิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องฝีจะมีเรื่องเล่ากันมาก  เช่น แม่นาคพระโขนง ผีกระสือ ผีกระหัง ผีปอบ ฯลฯ  ซึ่งจะมีรูปร่างลักษณะและอภินิหารแตกต่างกันไป ตำนานที่เล่ากันมากอีกประเภทหนึ่ง คือ ตำนานเกี่ยวกับสมบัติและการเสี่ยงอันตรายในการขุดหาสมบัติ เช่น ตำนานเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ตำนานส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่มาจากความทรงจำ ผู้คนมักจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงและมุ่งให้ข้อเท็จจริงด้านบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ไม่ไกลตัว ไม่เหลือเชื่อจนเกินไป แม้จะมีเรื่องเหลือวิสัยเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่แปลกพิสดารมากจนเกินไป

การสะเดาะเคราะห์

ซึ่งเราจะเห็นว่าการสะเดาะเคราะห์เป็นวิธีการที่แต่ละสำนัก  แต่ละอาจารย์จะมีวิธีชี้แนะ พิธีกรรม ที่ผิดแผกแตกต่างกันไป อยู่ที่ความเชื่อ  ความเหมาะสมแต่ละเรื่องราวของแต่ละท้องถิ่น  แต่ก็ขอให้เข้าใจว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ใช่เป็นวิธีการที่จะทำให้เคราะห์กรรมเหล่านั้นหมดไปเสียเลยทีเดียว เพียงแต่อาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือผลของกรรมตามมาล่าช้าเท่านั้นเอง  ซึ่งจะของแนะนำหลักเกณฑ์โดยการไปทำสิ่งเหล่านี้คือ

1.  บริจาคโลงศพให้ศพไร้ญาติ ซึ่งถ้าหากว่าสถานที่แห่งนั้นมีการออกใบอนุโมทนาบัตรให้  ก็ควรที่จะนำไปเผาไฟ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า ข้าพเจ้า(ชื่อ+นามสกุล) ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลในการกระทำครั้งนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือผู้ที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ให้จงมารับเอาส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำในครั้งนี้ พร้อมกับช่วยรับเอาทุกข์เอาโศกเอาโรคภัยไปด้วย ขอให้ข้าพเจ้าจงแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง และประสบแต่ความสุข ความโชคดีมีชัยความสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ทุกประการด้วยเทอญ

2.  การบริจาคเงินร่วมในโครงการไถ่ชีวิตสัตว์ใหญ่ ซึ่งก็อยู่ที่กำลังความพร้อมในการที่จะทำ ว่าทำได้แค่ไหน อีกทั้งเมื่อได้ทำบุญไปแล้วควรเลิกกินเนื้อสัตว์ด้วยก็จะยิ่งดี

3.  การบริจาคโลหิต อาจจะไปบริจาคโลหิต ถ้าร่างกายของเรามีความแข็งแรงเพียงพอ หรือจะบริจาคเงินเพื่อซื้อโลหิตให้แก่ผู้ป่วย ก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละบุคคล

ในการสะเดาะเคราะห์ทั้งหมดนี้ จะทำเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ อยู่ที่กำลังความสามารถของเรา ไม่จำเป็น่ที่จะต้องทำทั้ง 3 เรื่องพร้อมกัน  ซึ่งนี่คือการชี้แนะในการแก้ไขทางด้านร่างกาย แต่ทางด้านจิตวิญญาณที่มีการเวียนว่ายตายเกิด ว่าใครเมื่อตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไรที่ไหนอย่างไร ก็อย่างคำสอนที่กล่าวว่า เมื่อคนเราตายไปแล้วจิตวิญญาณก็จะล่องลอยถอยออกจากร่างในส่วนต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และจะไปเกิดในภพภูมิที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

ถ้าจิตวิญญาณออกทางตา ผู้ตายดวงตาจะเบิกโพลง ก็ไปเกิดเป็น นก กา ไก่ ที่ใช้ดวงตาแสวงหาอาหาร ถ้าจิตวิญญาณออกทางปาก ผู้ตายปากจะเปิดกว้าง ก็ไปเกิดเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ปากขมุบขมิบตลอดเวลา ถ้าจิตวิญญาณออกทางหู ผู้ตายรูหูจะเปิดกว้าง ก็ไปเกิดเป็น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้หูโบกสะบัด ถ้าจิตวิญญาณออกทางจมูก ผู้ตายรูจมูกจะเปิดกว้าง ก็ไปเกิดเป็น มด แมลงหวี่ แมลงวัน ที่ใช้จมูกสูดดมหากิน ถ้าจิตวิญญาณออกทางสะดือผู้ตายรูสะดือจะใหญ่ ก็ไปเกิดเป็นสามัญชนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ถ้าจิตวิญญาณออกทางกระหม่อม ก็ไปเกิดเป็นเทวดา หรือเป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ถ้าจิตวิญญาณออกทางประตูวิญญาณ ทุกทวารก็ปิดสนิท ก็กลับสู่นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด

ข้อมูลจาก สถานปฏิบัติธรรมเสียงทิพย์

พิธีซัดน้ำ

นฤมล บุญแต่ง

วัฒนธรรมประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานนั้น บางส่วนเมื่อเวลาผ่านไปได้มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัย  ปัจจุบันพิธีการหลายอย่างที่มีมาแต่โบราณกาลจึงขาดหายไป เช่น พิธีซัดน้ำ สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  มีเรื่องเล่าว่า ซัดน้ำ คือการสาดน้ำในพิธีแต่งงานบ่าวสาวตามประเพณีที่มีมาแต่โบราณ  ซึ่งมีพรรณนาไว้ในบทเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนแต่งงานพลายแก้วกับนางพิม  และตอนแต่งงานพระไวยกับนางศรีมาลา พิธีนี้เริ่มเวลาบ่ายของวันสุกดิบก่อนพิธีแต่งงาน  จะมีพิธีซัดน้ำที่เรือนหอ เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว กับกลุ่มของเจ้าสาวกับเพื่อนๆ จะออกมานั่งในพิธีให้ห่างกันพอควรต่อหน้าพระสงฆ์ที่นิมนต์มาสวดพระพุทธมนต์ พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ในพิธี  เป็นผู้นำมงคลสวมให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว  โดยมีสายสิญจน์โยงไปที่หม้อน้ำมนต์  เมื่อพระสงฆ์ให้ศีลสวดมนต์ถึงบทชยันโต  ก็ตีฆ้องชัย  พระเถระผู้เป็นประธานก็สาดน้ำมนต์รดบ่าวสาวและกลุ่มเพื่อนที่น้องห้อมล้อม  ที่ต้องซัดน้ำเพราะนั่งเบียดรวมกันอยู่ จึงต้องใช้น้ำซัดไปจะได้ทั่วถึง จนน้ำหมดบาตรจึงหยุด หรือพอเจ้าบ่าวเจ้าสาวร่นเข้าไปชิดเคียงกันแล้วจึงหยุด ต่อจากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็ยกบาตรน้ำมนต์เทรดบ่าวสาวคนละครั้ง คนรดสุดท้ายเมื่อเทรดหมดบาตรแล้วก็เอาบาตรครอบศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาวคนละครั้ง เมื่อเสร็จพิธีพวกเจ้าบ่าวเจ้าสาวจึงกลับเข้าห้องผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม

พิธีแต่งงานของชาวอินเดียก็มีการรดน้ำคล้ายของเรา โดยอธิบายว่าน้ำเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์  น้ำจึงเป็นส่วนสำคัญในพิธีแต่งงาน  บ่าวสาวต้องเข้าพิธีอาบน้ำสนานกาย  ให้กายบริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะดำเนินพิธีอย่างอื่นต่อไปได้ ดังนั้นพิธีซัดน้ำในงานแต่งงานของไทยจึงน่าจะเป็นเรื่องทำตนให้สะอาดก่อนเข้าพิธีแต่งงานในวันรุ่งขึ้น  ที่ใช้น้ำมนต์ก็เพื่อชำระล้างมลทินอัปรีย์จัญไรให้หมดไป  การรดน้ำจึงเป็นเพียงการเริ่มต้นพิธีเท่านั้น  ไม่ใช่ตัวพิธีแต่งงานอย่างปัจจุบัน  การซัดน้ำตามประเพณีโบราณ ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงเป็นพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์  เพราะการซัดน้ำเป็นเรื่องยุ่งยากเปียกเปื้อน จึงเปลี่ยนมารดที่ศีรษะอย่างเดียวต่อมาเห็นว่าการรดที่ศีรษะทำให้ผมเจ้าสาวเสียทรงที่ตกแต่งไว้ จึงเลื่อนมารดที่มือนิดหนึ่ง ด้วยสังข์บรรจุน้ำมนต์ เพื่อให้คล้ายคลึงกับพิธีดั้งเดิม

ทรงผมเด็กไทยสมัยโบราณ

เด็กไทยสมัยก่อนอาจจะมีอิสระวิ่งเล่นกันได้อย่างเสรี แต่สำหรับทรงผมแล้วพวกหนู ๆ เขาไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะเด็กไทยสมัยโบราณมีทรงผมภาคบังคับให้ทำแค่ 4 ทรงเท่านั้น ไม่ว่าจะจู้จี้แค่ไหนก็ไม่มีทางแต่งสวยเสริมหล่อกันได้มากกว่านี้

สี่ทรงบังคับ

ทรงผมทรงแรกเป็นทรงที่ลูกหลานคนรวยในละครไทยแท้ทุกเรื่องต้องไว้กัน นั่นคือผมจุก คาดว่าที่ลูกคนรวยชอบทำเพราะทำแล้วดูสวยน่ารักดี แถมยังมีมวยให้เสียบปิ่นทอง เงิน นาก หรือคล้องพวงมาลัยได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเด็ก ๆ ลูกคนจนที่ไม่มีเครื่องประดับมีค่า พ่อแม่ก็จะใช้ผ้ามัดไว้ หรือบางบ้านอาจจะถักเป็นเปียก่อนแล้วค่อยยกขึ้นไปขมวดมุ่นบนกระหม่อม ผมจุกจะได้อยู่นานไม่หล่นลงมารุงรัง

ทรงบังคับลำดับที่สองเรียกว่าผมแกละ โดยพ่อแม่จะโกนผมลูกออกเหลือไว้เป็นกระจุกที่เรียกว่าแกละ ส่วนจะเหลือกี่แกละนั้นไม่มีใครห้ามแล้วแต่คนโกนเองว่าจะเมตตาไว้ชีวิตเส้นผมกี่ปอย เด็กบางคนอาจมีสองแกละ สามแกละ หรือสี่แกละด้วยซ้ำไป ถ้าได้พ่อแม่ดีไซน์เก่ง ๆ

ผมทรงที่สามเรียกว่าผมโก๊ะ คนโกนจะเหลือผมอยู่แค่กระจุกเดียวตรงขวัญ(ส่วนโค้งของศีรษะ) ส่วนบริเวณอื่นจับโกนจนล้านเลี่ยนเหมือนโล่งหมด

และทรงสุดท้ายเรียกว่าผมเปีย เป็นทรงที่ต่อเนื่องมาจากผมแกละและผมโก๊ะ พอผมปอายที่เหลือให้นั้นยาวมากจนรุงรังทิ่มหน้าทิ่มตา พ่อแม่ก็จะจับมาถักเป็นหางเปียให้เรียบร้อย แล้วปล่อยให้แกว่งไกวเล่นลมตามการเคลื่อนไหวของเด็ก จะไม่จับไปขมวดเป็นจุกแบบผมจุก

การตัดสินใจว่าเด็กคนไหนจะทำผมทรงไหน คนโบราณใช้วิธีเสี่ยงทายโดยการหาดินมาปั้นตุ๊กตาเด็กไว้แกละผูกจุก ไว้โก๊ะแล้วให้เด็กเลือกหยิบเอาเองว่าเจ้าตัวชอบทรงไหน แปลว่านั่นคือทรงที่ถูกโฉลกกับเด็กคนนั้น ตุ๊กตาพวกนี้ปั้นแค่หยาบ ๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาหรือบอกว่าเพศหญิงหรือเพศชาย แต่คนที่เหนื่อยหนักที่สุดเห็นจะเป็นคนที่ทำตุ๊กตาแกละ เพราะจะต้องปั้นหลายตัวหน่อย คือทำเป็นตุ๊กตาหนึ่งแกละ สองแกละ สามแกละ หรือจะสารพัดแกละก็ว่ากันไป เด็กจะต้องทำผมทรงที่ตัวเองเลือกไปจนกว่าจะถึงวัยโกนจุกเมื่ออายุ 11-12 ปี ถึงจะเปลี่ยนทรงได้

ขวัญกับทรงผม

ผมไทยทุกทรงจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ จะต้องมีปอยผมเหลืออยู่ตรงส่วนที่เป็นขวัญ คนโบราณให้เหตุผลว่าขวัญคือที่สถิตย์วิญญาณของคน จึงต้องมีผมมาปกคลุมไว้เสมอ ไม่อย่างนั้นขวัญจะไม่มีที่อยู่และอาจหนีไปที่อื่น ทำให้เด็กไม่สบายหรืออาจถึงตายได้ แม้แต่ตอนโกนผมไฟเมื่อเด็กอายุได้ 1 เดือน หรือเด็กเป็นเหาต้องโกนผมทิ้งทั้งศีรษะ ผมตรงขวัญก็ยังเป็นสิ่งที่จะแตะต้องไม่ได้ ต้องเก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

ความเชื่อของไทยข้อนี้ตรงกับชาวอินเดีย คนอินเดียเรียกบริเวณขวัญว่า “พรหมรันทร” เพราะถือว่าเป็นทางที่อาตมันหรือวิญญาณของคนเราจะเข้า-ออก เวลาคนเจ็บใกล้ตาย พวกโยคีจะทุบขม่อมบริเวณขวัญให้แตก เพื่อช่วยให้วิญญาณหลุดพ้นออกไปจากร่างได้สะดวก คนเจ็บจะได้หมดทุกข์

ส่วนในศาสนาพราหมณ์ เทพเจ้าพราหมณ์แทบทุกองค์จะไว้ผมยาวขมวดมุ่นเป็นมวยกลางศีรษะ ศิษยานุศิษย์ในศาสนาพราหมณ์ทั้งหลายจึงต้องให้ลูกหลานทำมวยกลางศีรษะ คล้ายการใส่ยูนิฟอร์มบริษัทให้เทพเห็นว่าเด็กพวกนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นพนักงานในสังกัดของเทพเจ้า เทพจะได้เอ็นดูประทานพรให้และช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย

คนไทย พ.ศ.นี้อาจจะคิดว่ามีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้นที่ไว้ผมแกละหรือผมโก๊ะ แต่ที่จริงผมทั้ง 4 ทรงนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับเพศใดโดยเฉพาะ ถ้าเด็กผู้หญิงเลือกหยิบตุ๊กตาแกละหรือโก๊ะ ก็ต้องไว้ผมทรงนั้นไปจนกว่าจะโตเหมือนกัน

 

 

ตุ๊กตาเสียกบาลศิลปะกับความเชื่อ

งานสะเดาะเคราะห์ที่เป็นอุตสาหกรรมศิลป์

“ตุ๊กตาเสียกบาล”

ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหู..ภาพอาจไม่คุ้นตาเท่าเครื่องถ้วยชามสังคโลกที่ใคร ๆ รู้จัก

แต่คุณค่าของตุ๊กตาเสียกบาลจากศรีสัชนาลัย ไม่เพียงแต่เป็นงานสะสมที่นักสะสมศิลปโปรดปาน พอ ๆ กับสังคโลก

หากสะท้อนภาพขนบธรรมเนียมยุคเก่า ซึ่งชายหญิงใช้โอนอันตรายทั้งปวงซึ่งจะเกิดกับตนเองไปให้กับตุ๊กตานั้น ตุ๊กตาเหล่านี้ เคลือบด้วยน้ำยา

จากเตาเผาตามแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตศรีสัชนาลัย พบตุ๊กตาที่ปั้นเป็นเพศหญิงชาย ในอิริยาบถต่าง ๆ กัน มากมาย เช่น

หากเป็นหญิงจะเกล้าผมมวย มีจุก เปลือยอก นั่งตัวตรง มืออุ้มเด็กทารกหรือเด็กอ่อนแนบอก พนมมือทั้งสองข้างถือดอกไม้ หรือพัด

ส่วนชาย หัวจะแบน แก้มตุ่ยคล้ายอมหรือเคี้ยวหมากหรือเมี่ยงข้างใดข้างหนึ่ง มืออุ้มไก่ชน หรือปลากัด เป็นต้น

ที่เรียกว่า “ตุ๊กตาเสียกบาล” ก็เพราะเป็นตุ๊กตาที่ทำขึ้นเพื่อนำไปตัดศีรษะ การตัดศีรษะก็เพื่อสะเดาะเคราะห์หรือต่ออายุของบุคคลที่นำมาปั้นเป็นตุ๊กตา ทั้งชายและหญิง

เช่นผู้หญิงไทยสมัยก่อนกลัวอันตรายจากการคลอด เพราะการทำคลอดสมัยโบราณอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของทั้งแม่และเด็ก

สตรีใกล้คลอดจึงมีการทำตุ๊กตาเป็นรูปนางและบุตร แล้วไปตัดศีรษะ โอนอันตรายไปให้ตุ๊กตานั้นแทน

ตุ๊กตาที่คอไม่ขาด…ยังพอหลงเหลืออยู่ให้เห็นเป็นคุณค่าทางงานศิลปะ ที่สะท้อนชีวิต..ความอยู่รอด..ความเชื่อถือของคนสมัยโบราณ

โดยเฉพาะ พบได้ที่เตาเผาเก่าที่ศรีสัชนาลัย ผลิตทั้งเครื่องถ้วยชาม วัสดุทางสถาปัตยกรรม ตุ๊กตาคน ตุ๊กตาสัตว์ ที่นี่คือแหล่งเตาเผามูลค่ามหาศาล แม้สักห้าพันโกฏิ…ก็มิอาจประเมินได้

“ตุ๊กตาเสียกบาล” หนึ่งในศิลปอุตสาหกรรมไทย สมัยศรีสัชนาลัย

หัวล้าน:ลักษณะของหัวล้าน ๗ ประเภท ๗ ชนิด

เมื่อปีกลายราว ๆ กลางปีมีจังหวัดหนึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นจังหวัดใด (เพราะฟังจากวิทยุ) และมีงานอะไร แต่ในงานนั้นได้ประกาศว่ามีประกวดหัวล้าน ไม่ทราบว่าเขาประกวดอย่างไร มีกฎเกณฑ์ในการตัดสินเป็นไฉน ว่ากันมั่ว ๆ ไปสักแต่ว่าเห็นหัวไหนสวยก็ให้รางวัลหรือว่าแยกเป็นประเภท ชนิด ถ้าแยกเป็นประเภท-ชนิดละก็ รางวัลที่ ๑ เห็นจะต้องมีถึง ๗ รางวัล เพราะว่าหัวล้านนั้นมีอยู่ถึง ๗ แบบ ๗ ชนิด และจะหาคนหัวล้านจากที่ไหนมาประกวดได้ครบ

บางท่านอาจจะค้านว่า “อ้าว-ก็ว่ามีถึง ๗ ประเภท ๗ ชนิด แล้วทำไมถึงจะว่าหาไม่ได้ครบล่ะ”

ถูกละครับ มันมี ๗ แบบ ๗ ชนิด แต่ว่าในพื้นที่แคบ ๆ ระดับเมือง ระดับจังหวัดนั้นจะหาครบได้ที่ไหน มันต้องระดับโลกหรือระดับประเทศนั่นแหละครับ จะพอควานหากันได้

ในเมื่อเป็นเรื่องเอิกเกริกฮือฮากันถึงขนาดจัดประกวดกันแล้ว ก็ต้องเขียนตำรากันหน่อยเผื่อว่าใครเห็นงามจะจัดประกวดกันขึ้นอีกจะได้เอาเป็นแนวทางวินิจฉัย และหากประกวดกันครึกโครมจริง ๆ ฝรั่งก็เห็นจะต้องมาถ่ายวิดีโอไปออกข่าว เพราะฝรั่งเองก็ยังไม่มีตำราหัวล้านเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่คนหัวล้านเต็มเมือง หาได้ง่ายกว่าเมืองไทยหลายเท่า

เท่าที่ได้ยินได้ฟังมาท่านว่ากันว่ามี ๗ ชนิด ได้พยายามสังเกตสังกามาตลอดก็ยังไม่เห็นมีเพิ่มมาเกินกว่าที่ท่านว่า ทั้งหัวฝรั่ง หัวไทย ๗ ชนิดที่ท่านว่านั้นมีดังนี้

๑. ทุ่งหมาหลง

๒.  ดงช้างข้าม

๓.  ง่ามเทโพ

๔.  ชะโดตีแปลง

๕.  แร้งกระพือปีก

๖.  ฉีกขวานฟาด

๗.  ราชคลึงเครา

เห็นไหมละครับ ท่านว่าของท่านเป็นบทเป็นกลอนเสียด้วย นี่ละครับคนไทย

เพลงร้องก็เคยมี แต่เนื้อเพลงจาระไนไม่สู้จะได้ความนัก เนื่องจากคนแต่งมือไม่ถึง และยังไม่เข้าใจลักษณะหัวล้านดีพอ จึงไม่ถ่องแท้ในชื่อที่เขาตั้ง

ลักษณะ

ทุ่งหมาหลง นั้นลักษณะก็คือ ล้านเกลี้ยง บนหัวไม่มีผมสักเส้น เปรียบเหมือนทุ่ง ซึ่งไม่มีต้นไม้ใบหญ้าให้สังเกตสังกาเอาเลย หมาจึงหลง เจ้าคุณไชยยศสมบัติไงล่ะครับ ลักษณะนี้ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอาจารย์เสนีย์  ปราโมช  สมัยหลังสุดนี่ก็อีกท่านหนึ่ง

ดงช้างข้าม คือเลี่ยนเป็นทางตรงช่องกลางตั้งแต่หน้าผากจรดท้ายทอย เปรียบเสมือนป่า ที่ช้างมันข้ามมันเดินกันเป็นประจำ จนเป็นเทือกเป็นทาง ต้นไม้มันเลยไม่ขึ้น ไม่ว่าแต่ช้างหรอกครับ คนก็เหมือนกัน-ถ้าเดินทางใดเป็นประจำทางนั้นหญ้าก็ไม่ขึ้น เพราะเช่นนั้นจึงต้องมีการปักป้าย “ห้ามเดินลัดสนาม” ไงล่ะครับ เพราะลงได้หญ้าตายเป็นทางเสียแล้วคนก็ต้องเดินกันเรื่อยละ แล้วหญ้าจะโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร

ลักษณะนี้เราได้เห็นกันอยู่ทุกวันทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์และในโทรทัศน์ ก็โฆษกเอกของทำเนียบไงละครับ แต่ของท่านถ้าประกวดขณะนี้คงยังไม่ได้รางวัล เพราะยังมีหญ้าอยู่บาง ๆ

ง่ามเทโพ แหลมเข้าไปสองข้างตรงรอยแสก-ลักษณะเหมือนเงี่ยงปลาเทโพแทงเข้าไป แต่ถ้าปลายแหลมงุ้มเข้าหากันกลางศีรษะเขาเรียก “ง่ามถ่อ” ใครที่เคยเห็นง่ามถ่อคงหายสงสัย เพราะเป็นง่ามงุ้มเข้าหากันเหมือนเขาควาย อีนี่หาตัวอย่างให้ดูไม่ได้ มีครับ เยอะด้วยแต่มันไม่มีในบรรดาท่านที่ดัง ๆ ที่ได้เห็นหน้าหนังสือพิมพ์

ชะโดตีแปลง ลักษณะเป็นวงกลมข้างหลัง-เหมือนปลาชะโดที่มันดิ้นตีแปลงอยู่ในปลักตม มีตัวอย่างพอยกให้เห็นได้ครับอีนี่คุณสุประวัติ  ปัทมสูตร ไงล่ะ

แร้งกระพือปีก อีนี่เลี่ยนกลางจากข้างหน้าเข้าไปท้ายทอย ลักษณะก็เหมือนดงช้างข้าม ทว่าผมสองข้างพองออกเป็นปีก เหมือนปีกนกที่กำลังกระพือ จึงเรียก “แร้งกระพือปีก”

ฉีกขวานฟาด อีนี่เถลิกหน้าเข้าไปเป็นแหลม เป็นรูปสามเหลี่ยม เหมือนดินที่ถูกขวานฟัน ลองเอาขวานฟันดินที่หมาด ๆ หนึก ๆ ดูเถอะครับ จิกคมขวานลงไปตรง ๆ ดินตรงโคนขวานจะเบอะออกไปรับกับตรงปลายขวานเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว พอมีตัวอย่างบุคคลสำคัญครับลักษณะนี้ แต่เดี๋ยวนี้ลักษณะกลายไปเสียแล้ว อ้างไปก็มองไม่เห็นเว้นแต่คนที่เคยเห็นเมื่อก่อนนี้

ลักษณะนี้กลายง่ายครับ เมื่อเป็นใหม่ ๆ จะเป็นรูป ๓ เหลี่ยม แต่ไป ๆ พอมีอายุเข้าหน่อยจะกินวงกว้างออกไป และถ้าหากมีชะโดตีแปลงอยู่ข้างหลังด้วย ก็จะกินวงจดกันกลายเป็นดงช้างข้ามไป

ราชคลึงเครา อีนี่ก็ลักษณะของดงช้างข้ามหรือแร้งกระพืปีก แต่ว่ามีเคราตั้งแต่จอนหูลงมาจนจดถึงคาง ถ้าดก ๆ หนา ๆ และตัดแต่งให้ดีแล้ว อื้อฮื้อ งามชะมัด อีนี่คนไทยมักไม่ค่อยมี แขก ฝรั่ง มีเยอะและเขาเห็นว่าเป็นบุคลิกที่เข้ม จึงมักเอามาแสดงหนังให้เราได้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ

วิสัชชนาเรื่องหัวล้านมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล

เช็งเม้ง : ประเพณีไหว้บรรพบุรุษของชาวจีน

เช็ง แปลว่า สะอาด แจ่มใส

เม้ง แปลว่า สว่าง

เมื่อรวมกันแล้วก็แปลว่า แจ่มใส หรือปลอดโปร่ง ซึ่งเป็นสภาพอากาศของประเทศจีนในฤดูใบไม้ผลิ ชาวจีน โดยเฉพาะสุภาพสตรี จึงอาศัยสภาพที่ปลอดโปร่งนี้เองเดินทางไปเที่ยวตามหลุมศพของบรรพบุรุษ เพื่อบูรณะบำรุงไม้ใบไม้ดอกซึ่งโทรมไปเมื่อตอนฤดูหนาว

ผู้หญิงนั้นเสมือนน้ำ ผู้ชายเปรียบเสมือนปลา น้ำถึงไหนปลาก็ถึงนั่น โบราณท่านว่าไว้ ฉะนั้นเมื่อมีผู้หญิงหรือจะไร้ซึ่งผู้ชาย ของมันชอบ ๆ กันอยู่แล้ว ก็ต้องตามไปตื๊อกัน ก็เลยกลายเป็นขบวนและกลายเป็นประเพณีไหว้บรรพบุรุษไปอีกอย่าง

เทศกาลนี้มักตรงกับวันที่ ๕ เมษายน (ตามระบบสุริยคติ) แต่ก็มีอยู่ปีหนึ่ง คือ พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ตรงกับวันที่ ๔ ทั้งนี้ก็เนื่องจากปฏิทินของเขาเป็นปฏิทินทางจันทรคติ ซึ่งปีหนึ่งวันขาดไปตั้ง ๑๑ วัน ต้องมีอธิกมาส ๓ ปีหน เหมือนของเราเหมือนกัน และเมื่อเพิ่มแล้วก็ยังอาจขาดได้อีก เพราะเขาไม่มีอธิกวาร ฉะนั้นนาน ๆ ไปจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ อนึ่งการกำหนดวันเช็งเม้งนั้นเขานับต่อแต่เทศกาลตงจื้อมา ๑๐๖ วัน ถ้าวันตงจื้อคลาดเคลื่อน ก็ต้องเคลื่อนตามกันมา

การละเล่นพื้นเมืองของภาคอีสาน

การละเล่นเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัตินอกเหนือจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เป็นนันทนาการ เป็นกิจกรรมที่เล่นกันในเวลาว่าง มีกติกาหรือวิธีเล่นที่ง่าย ไม่สลับซับซ้อน ทำให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะเป็นอย่างดี

การละเล่นของภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นการละเล่นของพวกเด็ก ๆ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถจะเล่นได้ กลับได้รับความสนุกสนานได้ออกกำลังกาย ไม่แพ้เด็กเหมือนกัน

ม้าหลังโปก

ม้าหลังโปก เป็นการละเล่นที่มีมานานแล้ว ชอบเล่นในพวกเด็กและหนุ่มสาววัยรุ่น เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนาน เป็นการออกกำลังกาย

สถานที่เล่น ลานกว้าง เช่น ลานวัด โรงเรียน หรือสนาม

อุปกรณ์การเล่น ผ้าขาวม้าม้วนเป็นก้อนกลม หรือลูกบอลขนาดเล็ก

จำนวนผู้เล่น เล่นได้ทั้งชาย-หญิง ประมาณ ๑๐ คู่

วิธีการเล่น ผู้เล่นยืนเป็นคู่ ๆ เป็นวงกลมห่างกันประมาณ ๑-๒ วา คนที่เป็นม้าก้มลงมือทั้งสองจับเข่า อีกคนหนึ่งขี่ข้างหลัง เมื่อทุกคู่พร้อมแล้ว คู่ที่ถือลูกบอลหรือผ้าขาวม้าเริ่มโยนไปรอบ ๆ ให้คนที่ขี่ข้างหลังรับ ถ้าบอลหรือผ้าขาวม้าตกให้ผู้เป็นม้า (คนที่ถูกขี่หลัง) แย่งลูกบอลหรือผ้าขาวม้านั้นขว้างคนที่ขี่ คนที่ขี่ต้องรีบลงจากหลังวิ่ง ถ้าขว้างถูกคนขี่ต้องเป็นม้า และม้ากลับเป็นคนขี่

โค้งตีนเกวียน

โค้งตีนเกวียน เป็นการละเล่นของเด็กและพวกหนุ่มสาวอีกอย่าง                            หนึ่งซึ่งมีการเล่นมาช้านาน เป็นการเล่นเพื่อทดสอบสมรรถภาพทางกาย เพื่อความสนุกสนานเพื่อออกกำลังกายในเวลาว่าง

สถานที่เล่น ลานกว้าง เช่น ลานวัด ลานบ้าน สนาม

อุปกรณ์การเล่น ไม่มี ใช้คนเล่นทั้งหมด

จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัดจำนวน เล่นได้ทั้งชาย-หญิง เล่นด้วยกันได้ทั้งชาย-หญิง

วิธีการเล่น แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ พวก พวกที่หนึ่งยืน อีกพวกหนึ่งนั่ง

พวกที่หนึ่ง  เอาเท้ายันกันไว้ตรงกลางและเอามือจับคนที่ยืน ซึ่งยืนสลับกับคนนั่งระหว่างคน ๒ คน การจับมือให้จับเป็นมัดข้าวต้มทั้งมือซ้ายและขวา แล้วพวกยืนพาเดินหมุนไปรอบ ๆ เป็นวงกลมคล้ายกับล้อเกวียนเวลาหมุน ถ้าฝ่ายนั่งทำมือหลุดหรือแยกออกจากกันจะเป็นฝ่ายแพ้ เปลี่ยนให้ฝ่ายยืนมานั่งแทน แล้วเล่นกันต่อไป

การเล่นบัก “อี”

บักอี เป็นการเล่นประเภททีม เพื่อความสนุกสนานเพื่อเป็นการออกกำลังกาย เพื่อฝึกไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น และฝึกการตัดสินใจที่เด็ดขาดรวดเร็วไม่ลังเล เป็นการละเล่นที่นิยมของพวกผู้ชายวัยรุ่นและเด็ก ๆ

สถานที่เล่น สนาม ลานวัดกว้าง ๆ

อุปกรณ์การเล่น -

จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัดจำนวน

วิธีเล่น ๑.  แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย เท่า ๆ กัน

๒.  ฝ่ายใดชนะเสี่ยงฝ่ายนั้นเริ่มก่อน

๓.  ฝ่ายเล่นก่อน อี เข้าไปก่อนทีละคน โดยสลับกันฝ่ายตรงข้าม โดยพยายามอี เข้าไปแตะฝ่ายตรงข้ามให้ได้

กติกา ๑.  การ อี นั้นจะต้องมีเสียงตลอดและจะต้องไม่เห็นฟัน

๒.  ถ้าฝ่ายรับถูกแตะยังไม่พ้นเขตมีสิทธิ์ที่จะจับคน อี ได้ ถ้าคนอี พ้นเขตไปถือว่าคนที่ถูกแตะต้องออกจากการแข่งขันไป

๓.  ถ้าคน อี ถูกจับและหยุดเสียง อี อยู่ในแดนรุกหรือเห็นฟันถือว่าตาย

๔.  เล่นประมาณ ๕-๑๐ นาที ฝ่ายใดเหลือมากเป็นฝ่ายชนะ หรือเล่นไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดหรือยอมแพ้