ประเพณีเมืองเหนือ”การเสียผี”

การเสียผีมี  ๒  อย่าง


ก่อนที่จะว่ากันถึงเรื่องอื่นจะขอกล่าวถึงเรื่องการ “ผิดผี” เสียก่อน  คือ  การ “ผิดผี” หรือ “ผิ๊ดผี”  นั้นมีอยู่  ๒  อย่าง คือ

๑.  ฝ่ายหนุ่มได้กระทำการ “ผิ๊ดผี” ตามลักษณะที่ได้หมายเหตุไว้แล้ว  โดยฝ่ายหญิงยินยอมล่มหัวจมท้าย  คือ  ยินยอมที่จะแต่งงานตามประเพณีเพื่อร่วมชีวิตด้วย  ข้อนี้เมื่อฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้ทำการตกลงกันโดย  “สันติวิธี”  คือทั้งสองฝ่าย (ผู้ใหญ่)  ยินยอมให้ทั้งสองฝ่าย (หนุ่มสาว) แต่งงานอยู่กินด้วยกันตามประเพณี  ก็จัดให้มีการ  “เสียผี”  ในแบบที่เรียกว่าเสียเอาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “ใส่เอา”  คือการใส่ผีแบบยินยอมที่จะแต่งงานกันตามประเพณีดังกล่าวแล้ว

๒.  เมื่อฝ่ายหนุ่มได้กระทำการ “ผิ๊ดผี” ไปแล้วแต่ว่า “ฝ่ายหญิง” หรือ “ฝ่ายชาย” ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบในตัวชาย หรือหญิง  คือไม่มีความอาลัยไยดีและไม่ยินยอมที่จะแต่งงานด้วยกัน(เป็นการผิ๊ดผีแต่ภายนอกแบบนี้จะต้องมีการ  เสียผี  เหมือนกับการ “เสียผี” หรือ “ใส่ผี”  แบบที่เรียกกันว่า  “ใส่ไม่เอา”  (คือยินยอมใส่ผีหรือเสียผีเหมือนกันแต่เมื่อใส่หรือเสียไปแล้วก็ไม่ต้องมีการแต่งงานกัน) แบบนี้หนักหน่อย  คือต้องเสียทั้งผีและต้องเสียทั้งค่าทำขวัญด้วย  หรือบางที ดีไม่ดีก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาฐานกระทำการอนาจารอีกกระทงหนึ่งด้วย

มี  “เจ้าหนุ่ม”  หรือบางที  “ก็ไม่หนุ่ม”  แต่เป็นคนมาจากท้องถิ่นอื่นซึ่งไม่ใช่  “ภาคเหนือ” และเป็นคน “รู้ไม่จริง”  เกี่ยวกับเรื่องการ  “ผิ๊ดผี” นี้  เห็นว่าการใส่ผีหรือเสียผีในราคาถูกเมื่อได้โอกาสก็ทำการลวนลามเอาด้วยความโง่เขลาปรากฎว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้ถูก “หนุ่มเจ้าถิ่น”  หรือบางทีก็มีแก่ ๆ ด้วย  รุมซ้อมเอาเสียอาน  ต้องนอนหยอดข้าวต้มกันเป็นเวลาไม่ใช่น้อย ๆ เลย  นอกจากนี้ยังถูกจับดำเนินคดีด้วย  ทั้งนี้  เพราะเหตุว่า  “ฝ่ายเจ้าถิ่น”  เขาถือว่า “ฝ่ายต่างถิ่น” กระทำการดูถูกดูแคลนและทำให้จารีตประเพณีอันดีงามของเขาเสียไป  “ฝ่ายเจ้าถิ่น”  ซึ่งเป็นคนรักถิ่นเกิดจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลนได้ง่าย ๆ  บางทีก็อาจจะมีการจัดการลงโทษ  “ฝ่ายต่างถิ่น”  กันอย่างรุนแรงจึงถึงกับแอบ “ยิง”  เอาจนถึงกับสิ้นชีวิตไปก็เคยมี  หากไม่ตาย  “ก็ถูกจับตัวส่งตำรวจเพื่อจัดการลงโทษตามกฎหมาย  ท่านก็ยังอาจจะต้องเสียเงินเสียทองอย่างมากมายอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้เลย  ทั้งนี้เพราะเหตุว่า  “กฎหมายต้องอนุโลมให้เป็นไปตามประเพณี”  อีกด้วย

การ  “ผิ๊ดผี”  นั้น  จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายหญิงเขายินยอมพร้อมใจ   ยินยอมเอออวยด้วยอย่างดี  ไม่ใช่เป็นการ “ผิ๊ดผี”  ด้วยการข่มขืนใจกัน  และไม่ได้หมายถึงการได้เสียซึ่งกันและกันแต่เพียงอย่างเดียว  แม้แต่การถูกเนื้อต้องตัว  จับมือถือแขนหรือฝ่ายชายรุกล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามย่อมเป็นการ  “ผิ๊ดผี”  ทั้งสิ้น  ยกตัวอย่าง เช่น

“ฝ่ายชาย”  ท่านไม่ได้ไปจับมือถือแขนหรือมีความใคร่จะถูกเนื้อต้องตัวแต่อย่างใด  เพียงแต่ว่าท่านไม่รู้จักกับขนบธรรมเนียมประเพณีของภาคเหนือ  เพียงแต่  “ฝ่ายชาย”  เดิน  “ล้ำเส้น”  คือการล่วงล้ำเข้าไปในเขตที่เขาหวงห้ามสำหรับผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว เช่น  การล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามของเขาซึ่งมี  “ข่มประตู”  คือไม้คล้าย ๆ เป็นวงกบประตูด้านล่างซึ่งเราใช้ข้ามมาเท่านั้น  ก็นับว่าเป็นการ “ผิ๊ดผี”  ซึ่ง “ฝ่ายชาย”  หรือผู้ที่ล่วงล้ำเข้าไปจะต้องทำการขอขมาและมีการ “ใส่ผี”  หรือ “เสียผี”  ให้ทั้งสิ้น  และการที่  “ฝ่ายชาย”  ได้ทำการ  “เสียผี”  หรือ  “ใส่ผี”  ไปแล้วจะได้ฝ่ายหญิงมาเป็นภรรยาก็หาไม่  ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการ  “เสียผี”  หรือการ  “ใส่ผี” นั้นไม่ได้หมายถึงการแต่งงาน  เพราะการแต่งงานเพื่ออยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภรรยาจะเกิดขึ้นได้  ก็ด้วยการยินยอม ตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย  รวมทั้งการเห็นดีเห็นชอบของญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

ในตอนต้นได้กล่าวถึงการ  “ผิ๊ดผี”  เฉพาะภายนอกของ  “ฝ่ายหญิง”  เท่านั้น  แต่ถ้ามีการ “ผิ๊ดผี”  จนถึงกับมีการล่วงล้ำอธิปไตยกันจนถึง  “ภายใน”  แล้ว  และทั้งสองฝ่ายตกลงจะไม่ยอมแต่งงานอยู่กินด้วยกันแล้ว  อย่างนี้หนักเพราะเหตุว่า  นอกจากจะมีการให้  “ใส่ผี”  หรือ  “เสียผี”  กันตามประเพณีแล้วก็อย่างว่าในตอนก่อน ๆ คืออาจจะถูก “ฝ่ายเจ้าถิ่น”  ลงโทษเอาอย่างรุนแรงดังได้กล่าวมาแล้ว  ก็จะต้องถูกจับตัวไปดำเนินคดีกันตามกฎหมายด้วย

แต่ก็มีข้อยกเว้น  กล่าวคือถ้าหากปรากฎว่า “ฝ่ายชาย” เป็นคนดี  มีการมีงานทำเป็นหลักอยู่ หรือถ้าหากไม่มีงานมีการทำเป็นหลักฐาน  แต่ก็ขยันขันแข็งในการทำมาหาเลี้ยงชีพ  และได้กระทำด้วยกันอย่างถูกต้องตามประเพณี  และถ้าหาก “ฝ่ายชาย” เป็นคนจน  ฝ่ายหญิงอาจจะไม่เอาอะไรเลย หรือเพียงแต่จัดการเสียผีไปเป็นเงินเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น

ประเพณี  “เสียผี”  นี้  นับวันก็จะเสื่อมสูญไปจากภาคเหนือ  เพราะอารยธรรมแผนใหม่เข้าไปมีบทบาทมาก  ท่านผู้อ่านก็ลองเปรียบเทียบกันเอาเองก็แล้วกันว่า หนุ่ม-สาว  หากให้การเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่แบบประเพณี “เสียผี”  ของเมืองเหนือ  กับหนุ่มสาวที่นิยมเรียกตัวเองเสียอย่างโก้ว่า  อารยธรรมแผนใหม่  ฝ่ายไหนได้รับความผิดหวังในชีวิตมากกว่ากัน  สำหรับผมนั้น  ก็เลือกทำตามประเพณีเต็มประตู  เพราะประเพณีได้ให้ความสำเร็จแก่ผู้เขียนมาแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>